เจาะลึกดีล ByteDance-สหรัฐฯ หลัง TikTok รอดพ้นการแบน พร้อมเปิดโครงสร้างใหม่ ใครคุมอัลกอริทึม ใครรับความเสี่ยง และอนาคต TikTok จะไปทางไหน?
หลังเผชิญแรงกดดันยาวนานเกือบ 7 ปี ผ่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 3 สมัย และความเสี่ยงถูกแบนเกือบเบ็ดเสร็จ ในที่สุด ByteDance Ltd. บริษัทแม่ของ TikTok ก็สามารถคว้าชัยชนะครั้งสำคัญในการต่อสู้กับรัฐบาลวอชิงตัน และรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ เอาไว้ได้
หลังจาก TikTok ประกาศข้อตกลงไปเมื่อกลางสัปดาห์ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในสหรัฐฯ กับ Oracle Corp. และกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯและรายอื่นๆ นับเป็นการยุติดีลมหากาพย์ โดยมีเป้าหมายลดความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ และเปิดทางให้แอปพลิเคชันสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศต่อไปได้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์แสดงความยินดีทันที พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่สนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว
มองเกม ‘ชัยชนะ’ ครั้งใหญ่ ByteDance
Fabian Ouwehand ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Socialscale ซึ่งทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆบน TikTok ระบุว่า ในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงนี้ถือเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่ของ ByteDance” แม้จะมีการแยกประเด็นด้านความปลอดภัยข้อมูลและอัลกอริทึมออกมา
แต่ในทางปฏิบัติอัลกอริทึมยังคงถูกกำหนดโดยการดำเนินงาน กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ และพฤติกรรมผู้ใช้ ซึ่งยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทแม่
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ByteDance ยังคงได้เปรียบอย่างชัดเจน บริษัทสามารถรักษาการควบคุมแหล่งรายได้หลักของ TikTok แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งสำคัญ และโอนภาระความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลข้อมูลไปให้ Oracle เป็นหลัก

ผ่าโครงสร้างใหม่ กว่า 80% ถือครองโดยนักลงทุนสหรัฐฯ/บริษัทระดับโลก
ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ ByteDance จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการร่วมทุนดังกล่าวลงเหลือเพียง 19.9% โดย ByteDance ถือหุ้นในโครงสร้างที่เปิดทางให้ยังควบคุมการดำเนินงานหลักของ TikTok และรับผลกำไรราว 50% จากตลาดสหรัฐฯ ขณะที่อีก 80.1% จะถือครองโดยนักลงทุนจากสหรัฐฯ และนักลงทุนระดับโลก โดยมี 3 ผู้ลงทุนหลัก
1. Oracle ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ถือหุ้น 15%
2. Silver Lake กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ ถือหุ้น 15%
3. MGX บริษัทเพื่อการลงทุนจากอาบูดาบี ถือหุ้น 15% อื่นๆ 5%
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- TikTok ปิดดีลตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ มีชาวอเมริกันถือหุ้นใหญ่ เลี่ยงถูกแบนในสหรัฐฯ
- ทางเลือก ทางรอด TikTok สหรัฐฯ ใน 75 วันจะ ‘ขายหรือถูกแบน’ | Morning Wealth 22 มกราคม 2568
- จีนเล็งพิจารณาขาย TikTok ในสหรัฐฯ ให้กับ อีลอน มัสก์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบนในสหรัฐฯ
- ยอมหั่นเนื้อ! ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง ‘Oracle’ คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มทุนชั้นนำเข้าร่วมด้วย เช่น Dell Family Office ของ Michael Dell รวมถึงนักลงทุนจากกลุ่ม Alpha Wave Partners และ NJJ Capital
แม้คณะกรรมการบริษัทใหม่จะมีชาวอเมริกันเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งผู้ถือบังเหียน TikTok US ภายใต้ดีลใหม่นี้ จะมีการจัดตั้งนิติบุคคลอิสระชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC ขึ้นมาเพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้แอปพลิเคชัน และระบบอัลกอริทึมในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ แต่ Shou Chew ซีอีโอของ TikTok ยังคงนั่งในบอร์ด และดูแลสินทรัพย์ระดับโลกของ ByteDance ต่อไป
โดย Adam Presser หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ และความปลอดภัยของ TikTok จะดำรงตำแหน่งซีอีโอของหน่วยงานในสหรัฐฯ โดยมี Shou Chew ร่วมเป็นคณะกรรมการ
ด้าน Ouwehand ชี้ว่า ด้วยอิทธิพลระดับโลกของ TikTok ทำให้ ByteDance ยังสามารถกำหนดทิศทางของระบบนิเวศได้อย่างต่อเนื่อง และสำหรับผู้ใช้หรือครีเอเตอร์ แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างใหม่นี้
แม้กลุ่มการเมืองสายแข็งในวอชิงตันจะมองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถตัดความเชื่อมโยงระหว่าง TikTok กับปักกิ่งได้ตามเจตนารมณ์เดิม แต่แรงต้านทางการเมืองได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิจารณ์รายสำคัญหลายคนหันไปให้ความสนใจกับประเด็นอื่น
อย่าง มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เคยเป็นแกนนำผลักดันกฎหมายแบน TikTok ปัจจุบันมุ่งไปที่สถานการณ์ในเวเนซุเอลา ขณะที่เบรนแดน คาร์ ประธาน FCC ก็เงียบหายจากประเด็นนี้
อย่างไรก็ตาม กรณีของ TikTok กลายเป็นต้นแบบให้บริษัทจีนอื่นๆ ในการรับมือความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดย ByteDance เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่ใช้กลยุทธ์แนวคิด “ฟอกขาวสิงคโปร์” (Singapore-washing) ซึ่งเป็นการย้ายฐานการดำเนิน งานระหว่างประเทศผ่านสิงคโปร์ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
ย้อนชนวนรอยร้าวปี 2019
ความขัดแย้งเริ่มต้นในปี 2019 จากการตรวจสอบการเข้าซื้อ Musical.ly มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ และทวีความรุนแรงในสมัยทรัมป์ที่พยายามแบน TikTok ในปี 2020 แต่ ByteDance สามารถยื้อเกมในชั้นศาล และหลุดพ้นจากการเจรจาขายให้ Microsoft หรือกลุ่ม Oracle-Walmart ที่ล่มสลายไปภายหลัง
รัฐบาลจีนยังเข้ามามีบทบาท โดยจำกัดการส่งออกอัลกอริทึมของ TikTok ทำให้แอปกลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระดับโลก แม้รัฐบาลโจ ไบเดน จะออกกฎหมาย “ขายหรือแบน” ในปี 2024
แต่การปิดกั้นแอปในต้นปี 2025 ก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว หลังทรัมป์หวนคืนทำเนียบขาวและสั่งระงับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเปิดทางเจรจา ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายน หลังการหารือโดยตรงกับสี จิ้นผิง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ByteDance ปรับโครงสร้างองค์กร แต่งตั้งผู้บริหารที่มีประสบการณ์จากจีนเข้ามาคุม TikTok ควบคู่กับการลดจำนวนพนักงาน พร้อมใช้กลยุทธ์ทางกฎหมาย การสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ และการชี้แจงต่อสภาคองเกรส

โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการไต่สวนในปี 2024 ที่ Shou Chew ต้องยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น “ชาวสิงคโปร์” ไม่ใช่ตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน
แม้เผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง TikTok ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้ในสหรัฐฯ ถึง 200 ล้านคน ByteDance คาดว่าจะทำกำไรได้ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เทียบชั้น Meta Platforms และมีมูลค่าประเมินจากตลาดรองสูงถึง 480,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความมั่นคงยังไม่หมดสิ้น อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนบางส่วนมองว่า ข้อตกลงใหม่นี้ยัง ‘เปิดช่อง’ ให้จีนควบคุม ‘อัลกอริทึม’ และอาจเข้าถึงข้อมูลสหรัฐฯ ได้ ไม่ว่าจะโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม
ภาพ : NurPhoto, Anna Moneymaker : Getty Images
อ้างอิง:


