วันนี้ (23 มกราคม) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.จว.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ให้ดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงใบรับรองแพทย์เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีแล้ว
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน บก.ป. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดี ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปแล้วจำนวน 4 ปาก โดยทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ และมีแผนที่จะเรียกสอบพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เพิ่มเติมอีกหลายปากเพื่อให้สำนวนมีความรัดกุม นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือเชิญนายแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาและออกใบรับรองแพทย์ให้กับ พ.ต.ท.คริษฐ์ มาให้ปากคำเพื่อยืนยันผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในวันนี้
รอง ผบช.ก. เปิดเผยข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากผู้เสียหายทั้ง 2 นายแล้ว ล่าสุดได้รับการติดต่อจากกลุ่มอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคลากรที่เคยปฏิบัติหน้าที่ภายในบ้านพักของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จำนวนกว่า 10 นาย ซึ่งประกอบด้วย ผู้ติดตาม คนขับรถ คนรับใช้ คนเฝ้าบ้าน และคนทำสวน โดยทั้งหมดประสงค์จะเข้าให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“กลุ่มคนเหล่านี้ระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และมีการถูกกระทำในลักษณะซ้อมทรมาน โดยพยานกลุ่มนี้มีทั้งผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวจากการบอกเล่า และผู้ที่เป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะมีการกระทำความผิด ซึ่งทั้งหมดจะทยอยเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในช่วงสัปดาห์หน้า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังระบุถึงประเด็นการข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ที่ผ่านมามีข้าราชการตำรวจบางนายที่มีความประสงค์จะขอย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ยังต้นสังกัดเดิม แต่กลับถูกข่มขู่ว่าจะดำเนินการให้ออกจากราชการหากมีการโยกย้าย ทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจำยอมต้องอยู่ต่อในสภาวะจำกัด ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งประเด็นนี้ทราบว่า จเรตำรวจแห่งชาติเคยมีการตรวจสอบมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรื่องได้ยุติลงด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งตนเชื่อว่าหากมีการสอบสวนรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ด้วยพยานหลักฐานและเหตุผลที่ชัดเจน ก็จะสามารถคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกกระทำได้
ในช่วงท้าย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ฝากข้อความถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในฐานะพี่น้องข้าราชการตำรวจว่า ขอให้กำลังใจในการต่อสู้คดี โดยอยากให้นำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม และหากบริสุทธิ์ก็อยากให้กลับมารับราชการตามเดิม แต่ทุกอย่างต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ พร้อมกันนี้ ยังได้ฝากความห่วงใยไปถึงทนายความที่เข้ามาดูแลคดีนี้ว่า ขอให้ทำหน้าที่ให้เต็มที่ แต่หากทำแล้วรู้สึกไม่สบายใจหรือมีความเสี่ยง ก็ขอให้ระมัดระวังตัวและเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย


