ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว THE STANDARD ถึงสถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ว่า ขณะนี้ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะประเด็น Reciprocal Tariff หรือมาตรการภาษีตอบโต้ ซึ่งยังมีความคลุมเครือจากกระบวนการภายในของสหรัฐฯ เอง และการพิจารณาทางกฎหมายที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีการเลื่อนการตัดสินออกไป ซึ่งคาดว่าอาจต้องรอความชัดเจนไปถึงช่วงเดือนมิถุนายน
ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีกรอบข้อตกลงเดิมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนในอัตราภาษี 19% และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ในรายละเอียดข้อตกลง ยังคงมีประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจาต่อ โดยเฉพาะเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-tariff Measures เช่น มาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งบางเรื่องไทยไม่สามารถยอมรับได้ รวมถึงเงื่อนไขการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐที่เคยมีการตกลงในเชิงกรอบ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถปิดดีลได้
ศุภจีชี้ว่า การที่ไทยยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ในเวลานี้ ไม่ได้ทำให้ไทยเสียประโยชน์ แต่ในทางตรงกันข้าม เป็นฝ่ายสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากเงื่อนไข Non-tariff และคำมั่นในการจัดซื้อสินค้าจากไทย แต่หากในอนาคตไม่สามารถตกลงกันได้ ไทยก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี 19% ที่จ่ายไปแล้ว
ส่งออกทั้งปีเสี่ยงโตต่ำ หลังปีที่แล้วเร่งส่งล่วงหน้า
สำหรับผลกระทบการส่งออก ศุภจีประเมินว่า การส่งออกของไทยตลอดปีนี้อาจเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน หรืออาจติดลบเล็กน้อยราว -1% เนื่องจากปีที่แล้วมีการเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front Load) โดยตัวเลขส่งออกเฉลี่ยช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วอยู่ที่ราว 12% ซึ่งสะท้อนผลจากการเร่งส่งออกดังกล่าว
เมื่อเข้าสู่ปีนี้ หากมาตรการภาษีของสหรัฐเริ่มมีผลกระทบเพิ่มเติม ก็อาจกดดันตัวเลขส่งออกให้ชะลอลง ประกอบกับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยตึงตัวมากขึ้น
สหรัฐฯ ยังเซ็นไม่ครบหลายประเทศ ความไม่แน่นอนสูง
ศุภจียังตั้งข้อสังเกตว่า จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ ยังลงนามข้อตกลงการค้ากับเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น สิงคโปร์และกัมพูชา ในขณะที่ประเทศสำคัญอย่างอินโดนีเซียซึ่งเคยถูกคาดหมายว่าจะมีการลงนามก่อน ก็ยังไม่สามารถลงนามได้ เช่นเดียวกับไทยและเวียดนามที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนของนโยบายฝั่งสหรัฐฯ ที่ยังคงสูง
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เริ่มใช้มาตรการเป็นรายสาขา (Sectoral) ภายใต้มาตรา 232 กับบางอุตสาหกรรม โดยเธอมองว่ามาตรการในลักษณะนี้ยังคงมีข้อดีเนื่องจากแม้ไทยจะเสียภาษีในอัตราสูง แต่อย่างน้อยความสามารถในการแข่งขันจะใกล้เคียงกับประเทศอื่น ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ใช้แรงกดดันเป็นโอกาสหนุน Local Content
ศุภจียังมองว่า แรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังอาจเป็นโอกาสในการช่วยผู้ประกอบการไทยในด้านสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ (Local Content) เนื่องจากในการเจรจาการค้า สหรัฐฯ ก็ต้องการให้ทุกประเทศแก้ปัญหาเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment) และไทยเองก็ถูกจับตามองเช่นเดียวกัน


