มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวสุนทรพจน์อย่างดุเดือดบนเวทีประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยประกาศว่า “ระเบียบโลกเก่าจะไม่กลับมา” และย้ำว่าประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Powers) ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรวมตัวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็น ‘เหยื่อ’ จากการบีบบังคับทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
“ประเทศอำนาจขนาดกลางต้องร่วมมือกัน ถ้าไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณจะตกเป็นเหยื่อ”
ขณะที่เขายังใช้โอกาสนี้ยืนยันการสนับสนุนของแคนาดาต่อกรีนแลนด์ เดนมาร์ก และพันธมิตร NATO ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากผู้ร่วมรับฟัง พร้อมทั้งชี้ถึง ‘การครอบงำของสหรัฐฯ’ และการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ เป็นอาวุธเพื่อบีบบังคับในสิ่งที่ต้องการ โดยเนื้อหาสุนทรพจน์ของเขาไม่มีการระบุชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรง
โลกไม่ได้เปลี่ยนผ่าน แต่กำลังแตกร้าว
คาร์นีย์กล่าวอย่างชัดเจนว่า โลกไม่ได้อยู่ในช่วง ‘เปลี่ยนผ่าน’ แต่กำลังเผชิญกับ ‘ความแตกร้าว’ ในระเบียบระหว่างประเทศที่เคยยึดถือกันมา
เขาชี้ว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ รวมถึงแคนาดา เจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศแบบดั้งเดิมที่ยึดหลักกฎหมาย และดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดมั่นคุณค่าภายใต้การคุ้มครองของระเบียบนี้ แต่ปัจจุบันหลักการนี้ ‘ใช้ไม่ได้’ อีกต่อไปแล้ว
คาร์นีย์กล่าวว่า “ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งในด้านการเงิน สุขภาพ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ ได้เผยให้เห็นถึงความเสี่ยงของการบูรณาการระดับโลกอย่างสุดขั้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้ มหาอำนาจต่างๆ เริ่มหันมาใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือต่อรอง ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเป็นเครื่องมือบีบบังคับ และใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดอ่อนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้”
เขากล่าวว่า “แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ได้ยินเสียงเตือนว่าภูมิศาสตร์และพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ไม่สามารถรับประกันความมั่นคงหรือความเจริญรุ่งเรืองได้อีกต่อไป”
“ชาวแคนาดารู้ดีว่าสมมติฐานเก่าๆ ที่สะดวกสบายของเรา ที่ว่าภูมิศาสตร์และการเป็นสมาชิกพันธมิตรจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงโดยอัตโนมัตินั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
ระเบียบโลกเก่าจะไม่กลับมา
ในการเผชิญกับพลวัตใหม่นี้ คาร์นีย์กล่าวว่าแคนาดาต้อง “มีหลักการและปฏิบัติได้จริง” โดยหันมาพึ่งพาตนเองเพื่อสร้างประเทศและกระจายความสัมพันธ์ทางการค้าเพื่อลดการพึ่งพาจากประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐฯ เนื่องจากเห็นได้ชัดแล้วว่า “การบูรณาการระดับโลก อาจนำไปสู่การตกอยู่ภายใต้การควบคุม”
เขามองว่าระบบพหุภาคีและ ‘โครงสร้างของการแก้ปัญหาร่วมกัน’ ซึ่งอาศัยสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ เช่น องค์การการค้าโลก องค์การสหประชาชาติ และการประชุมภาคี (COP) สำหรับการเจรจาเรื่องสภาพภูมิอากาศนั้น ‘ถูกลดความสำคัญลง’ และประเทศต่างๆ ต้องยอมรับว่า “พวกเขาอาจต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นกว่าในอดีต”
ขณะที่คาร์นีย์กล่าวว่า แนวทางที่แยกตัวโดดเดี่ยวมากขึ้นนี้ จะทำให้ประเทศต่างๆ ยากจนลง เปราะบาง และยั่งยืนน้อยลง แต่ถึงกระนั้นมันก็กำลังจะเกิดขึ้น และแคนาดาต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกันเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อต่อต้านการครอบงำโดยประเทศที่ใหญ่กว่า ร่ำรวยกว่า และมีอาวุธครบครันกว่า
“นี่ไม่ใช่ลัทธิพหุภาคีที่ไร้เดียงสา และมันไม่ได้พึ่งพาแต่สถาบันที่เสื่อมถอยลงไป แต่เป็นการสร้างพันธมิตรที่ทำงานได้จริง แก้ไขปัญหาไปทีละประเด็น กับพันธมิตรที่มีจุดร่วมมากพอที่จะร่วมมือกัน ประเทศที่มีอำนาจปานกลางต้องร่วมมือกัน เพราะถ้าคุณไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็จะเป็นเหยื่อ” คาร์นีย์กล่าว
“เรากำลังมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางอย่างมีกลยุทธ์ และด้วยสายตาที่เปิดกว้าง เราเผชิญหน้ากับโลกอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่รอให้โลกเป็นอย่างที่เราปรารถนา”
“ระเบียบเก่าจะไม่กลับมา เราไม่ควรเสียใจกับมัน ความโหยหาอดีตไม่ใช่กลยุทธ์ แต่จากรอยร้าวนี้ เราสามารถสร้างสิ่งที่ดีกว่า แข็งแกร่งกว่า และยุติธรรมกว่าได้”
ยืนหยัดข้างกรีนแลนด์
คาร์นีย์กล่าวในสุนทรพจน์ของเขาว่า “ในฐานะสมาชิกของ NATO แคนาดายืนหยัดเคียงข้างกรีนแลนด์และเดนมาร์กอย่างมั่นคง และสนับสนุนสิทธิของพวกเขาในการกำหนดอนาคตของกรีนแลนด์”
เขากล่าวเสริมว่า “ความมุ่งมั่นของแคนาดาต่อมาตรา 5 นั้น ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยอ้างถึงหลักการ ‘การป้องกันร่วมกัน’ (Collective Defence) ของ NATO ที่ระบุว่า การโจมตีรัฐสมาชิกหนึ่งรัฐถือเป็นการโจมตีทุกรัฐ
ภาพ: Denis Balibouse / Reuters
อ้างอิง:


