กวีชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 17 อย่าง จอห์น ดันน์ เคยเขียนไว้ว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นเกาะที่แยกขาดจากผู้อื่นได้โดยสมบูรณ์” ถ้อยคำนี้สะท้อนความจริงว่า เราต่างต้องพึ่งพากันและกัน แต่ในโลกปัจจุบัน แนวคิดนั้นกำลังถูกแทนที่ด้วย ‘การปิดกั้นทางความคิด’ (Insularity) โดยเป็นภาวะทางจิตวิทยาที่เกิดจากความหวาดกลัวและวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Edelman Trust Barometer ประจำปี 2026 พบว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม 37,500 คนจาก 28 ประเทศ ไม่พร้อมที่จะไว้วางใจผู้ที่มีค่านิยม ข้อมูล ประสบการณ์ชีวิต หรือภูมิหลังที่แตกต่างจากตนเอง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มรายได้ ทุกเพศ ทุกช่วงวัย และเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา
เรากำลังเลือกที่จะอยู่ในระบบนิเวศของความเชื่อใจแบบปิด ซึ่งบังคับให้เรามีมุมมองต่อโลกที่จำกัด ความคิดเห็นที่แคบลง ภาวะชะงักงันทางความคิด และความแข็งตัวทางวัฒนธรรม ความไม่ไว้วางใจกลายเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานใหม่ มีเพียงหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่สามารถไว้วางใจได้
ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแนวโน้มปิดกั้นทางความคิดมีความเชื่อมั่นต่อสถาบันที่นำโดยคนที่แตกต่างจากตนในด้านใดก็ตามต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ (ลดลงอย่างน้อย 28 คะแนน) เราถอยห่างจากการสนทนาและการประนีประนอม เลือกความปลอดภัยของสิ่งคุ้นเคยแทนความเสี่ยงของนวัตกรรม เลือกชาตินิยมแทนการเชื่อมโยงกับโลก และเลือกประโยชน์ของ ‘ฉัน’ แทนความก้าวหน้าของ ‘พวกเรา’
เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี Trust Barometer ได้บันทึกการเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นต่อสถาบันและผู้นำอย่างต่อเนื่องและยากจะหลีกเลี่ยง ความไว้วางใจในวันนี้ได้หดตัวลงมาอยู่ในระดับใกล้ตัวที่ระดับ ‘นายจ้างของฉัน’ และ ‘ซีอีโอของฉัน’ หลังวิกฤตการเงิน ผู้มีรายได้สูงและต่ำต่างไม่ไว้วางใจสถาบันต่างๆ แต่ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงเริ่มฟื้นความเชื่อมั่น ผู้มีรายได้ต่ำกลับยังติดอยู่ในความไม่ไว้วางใจ ส่งผลให้เกิดช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างชนชั้นถึง 15 คะแนนทั่วโลก
โดยสหรัฐอเมริกามีช่องว่างความไว้วางใจตามระดับรายได้สูงที่สุด อยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 29 คะแนน ในปี 2026 ความกังวลเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลงและการสูญเสียงานจากโลกาภิวัตน์ได้เพิ่มระดับความแตกแยกทางการเมือง โควิด-19 ได้บ่มเพาะความสงสัยต่อคำสั่งของรัฐบาลและความเคลือบแคลงต่อวิทยาศาสตร์ จนนำไปสู่การต่อสู้เรื่อง “ความจริง” ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันชาตินิยม การต่อต้านข้อตกลงพหุภาคี และการเปลี่ยนทิศทางของการค้าโลก
ปีที่ผ่านมา Edelman Trust Barometer ชี้ให้เห็นถึงการถดถอยลงสู่สภาวะแห่งความคับข้องใจสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าระบบไม่เป็นธรรม มากกว่าครึ่งของ Gen Z มองว่าการเคลื่อนไหวเชิงก้าวร้าว รวมถึงความรุนแรง เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ความหวาดกลัวต่อภาวะเงินเฟ้อ ความเสี่ยงของการสูญเสียงานจาก AI และความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลบิดเบือน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กัดกร่อนความเชื่อมั่น กรอบความคิดของสังคมได้เปลี่ยนจากความตื่นตระหนก ไปสู่ความโกรธ และต่อเนื่องมาถึงการยอมจำนนอย่างขุ่นเคืองและภาวะการปิดกั้นทางความคิด ผลกระทบของภาวะการปิดกั้นทางความคิดเริ่มปรากฏชัด
ประการแรก คือการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผลสำรวจ Artificial Intelligence at a Crossroads พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี ปฏิเสธการใช้ AI มากกว่าสนับสนุนถึงสองเท่า ชาวอเมริกัน 70% เชื่อว่าซีอีโอไม่บอกความจริงเรื่องการสูญเสียงานจาก AI
ประการที่สอง คือการเพิ่มขึ้นของกระแสชาตินิยม ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าบริษัทข้ามชาติ (แตกต่างกันถึง 30 คะแนนในแคนาดา และ 28 คะแนนในเยอรมนี)
ประการที่สาม สังคมกำลังสูญเสียความสามารถในการลงมือทำ การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศถูกชะลอเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น และโครงการท้องถิ่นเร่งด่วน เช่น ที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยากลับถูกขัดขวาง
ประการที่สี่ และน่ากังวลที่สุด คือการสูญเสียความหวังต่ออนาคตอย่างสิ้นเชิง ไม่มีประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศใดที่มีสัดส่วนความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นถัดไปเกินร้อยละ 23 ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย อินเดีย และจีน ต่างแสดงให้เห็นถึงการลดลงของความเชื่อมั่นนี้ในระดับสองหลักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
แต่ยังมีหนทางในการรับมือกับภาวะการปิดกั้นทางความคิด ผ่านแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า ‘Trust Brokering’ หรือการเป็นตัวกลางสร้างความเชื่อใจ
Trust Broker มีบทบาทในการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างฝ่ายที่ห่างเหินหรือแตกแยก ช่วยเชื่อมความแตกต่างและค้นหาจุดร่วม สิ่งสำคัญคือการยอมรับมุมมองที่หลากหลายโดยไม่พยายามเปลี่ยนความเห็นของกันและกัน โดย Trust Broker ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมและผู้จัดวงสนทนา มากกว่าการเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง
Trust Broker ที่สำคัญที่สุดคือ ‘นายจ้าง’ ซึ่งอยู่ใกล้และเชื่อถือได้ แม้ทุกสถาบันจะถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่นี้ แต่นายจ้างยังเป็นสถาบันเดียวที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับที่ค่อนข้างดี โดยมีระดับความเชื่อมั่นอยู่ที่ 58% ที่ทำงานจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยเรื่องยากหรืออ่อนไหว เพราะมีกติกาและกรอบพฤติกรรมที่ชัดเจน และนายจ้างคือผู้ทำให้ความท้าทายระดับโลก เช่น AI โลกาภิวัตน์ และค่าครองชีพ ให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน
เหตุใดนายจ้างจึงควรทำหน้าที่นี้
ภาวะปิดกั้นทางความคิดกระทบต่อผลประกอบการโดยตรง พนักงานร้อยละ 42 ระบุว่า พวกเขายอมย้ายแผนกมากกว่าทำงานให้กับผู้ที่มีค่านิยมแตกต่างจากตน และหนึ่งในสามจะลดระดับความทุ่มเทในการทำงาน หากหัวหน้ามีความเชื่อที่แตกต่างออกไป ชาตินิยมส่งผลลบต่อบรรษัทข้ามชาติ โดยมากกว่าหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการลดจำนวนบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศของตน แม้ว่าจะต้องแลกกับราคาที่สูงขึ้นและทางเลือกที่น้อยลงก็ตาม
เราควรทำอย่างไร
องค์กรจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นสำคัญภายในสถานที่ทำงาน โดยมีซีอีโอหรือผู้นำระดับสูงเป็นผู้ขับเคลื่อน การรับมือกับภาวะการปิดกั้นทางความคิดจะต้องอาศัยจากการที่บริษัทปรับตัวจากการเป็นเพียง ‘พหุชาติ’ (multi-national) ไปสู่การเป็น ‘พหุอัตลักษณ์ระดับชาติ’ (poly-national) ด้วยการให้อำนาจและความยืดหยุ่นแก่บริษัทย่อยมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทควรเพิ่มบทบาทในการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องจะเข้าถึงผู้คน
จอห์น ดันน์ ปิดท้ายบทกวีของเขาด้วยคำเตือนที่ยังคงทรงพลังว่า “ดังนั้น อย่าส่งใครไปถามว่าระฆังนั้นดังเพื่อใคร เพราะมันดังเพื่อตัวท่านเอง” เรากำลังกลายเป็นสังคมที่แข็งตัว ไม่อดทนต่อความแตกต่าง และไร้ความสอดคล้องภายในกรอบความคิดที่ปิดล้อมตนเอง ความเสี่ยงต่อสังคมจากอารมณ์สาธารณะที่เหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรง และการปฏิเสธนวัตกรรมนั้นมีอยู่จริง ความเชื่อมั่นที่ยึดมั่นในความถูกต้องของตนเองอย่างตายตัว จำเป็นต้องเปิดทางให้กับความเชื่อในอนาคต โดยมี ‘นายจ้าง’ เป็นผู้นำในการทำหน้าที่ Trust Broker หลักของสังคม
ภาพ: Martin Barraud/Getty Images


