วันนี้ (15 มกราคม) เวลา 17.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วันนี้ตนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ทั้งกรณีเครนหล่นทับรถไฟที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเครนถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อหาข้อเท็จจริงได้ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นต้องหาวิธียกเลิกสัญญาให้ได้
ส่วนโครงการที่เหลืออีก 12-13 สัญญา ขอให้หยุดการดำเนินการในช่วงนี้ โดยให้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคม เข้าไปตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ขอตั้งคณะกรรมการอีกหนึ่งชุด เพื่อกำกับดูแลการทำงานอีกชั้นหนึ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายจะมีการหารือกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นการเสริมเพื่อความมั่นใจของสาธารณะ เพราะจริงๆ 2 เคสที่เกิดขึ้นใน 2 วัน ตนเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่บังเอิญขนาดนี้ ในโลกนี้น่าจะมีแค่ประเทศไทยที่เกิดในลักษณะเดียวกัน ที่สำคัญคือผู้รับเหมารายเดียวกัน
เมื่อถามว่า ในที่ประชุมได้หารือกันหรือไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากความสะเพร่าหรือสาเหตุอะไร พิพัฒน์ กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเราต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริง และสอบสวน เพราะในที่ประชุมจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อทางวิศวกรรมสถานที่เราเชิญมากำลังเดินทางไปลงพื้นที่เกิดเหตุถนนพระราม 2 และเมื่อวาน (14 ม.ค.) ได้ลงพื้นที่อำเภอสีคิ้วแล้ว เพื่อไปดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และหาว่าความผิดเกิดจากส่วนไหนกันแน่
ส่วนเบื้องต้นจะดำเนินกี่คดีกับผู้รับเหมา พิพัฒน์ กล่าวว่า จะต้องดูว่าเกี่ยวข้องกับกี่หน่วยงาน หากพบว่าส่วนใดเกี่ยวข้องบ้างจะต้องดำเนินคดีเป็นทอดๆ ผู้รับเหมาก็ส่วนหนึ่ง ที่ปรึกษาก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบหลายส่วน จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินคดีกี่กรณี แต่ยืนยันว่าจะต้องดำเนินคดีในส่วนนี้ให้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่า จากสองกรณีที่เกิดขึ้น บริษัทอิตาเลียนไทยฯ ยังมีโครงการที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมอีกกี่โครงการ พิพัฒน์ กล่าวว่า 12-13 โครงการ แต่อย่างที่บอกเราได้สั่งให้หยุดการทำงานในขณะนี้ทั้งหมด จนกว่ากระทรวงคมนาคมจะอนุญาตให้ปฏิบัติงานได้ จะต้องมีการตรวจสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยที่แท้จริง เพราะตนคงรับแรงกดดันมากกว่านี้ไม่ไหว “ไม่ใช่เมื่อวานเคสหนึ่ง วันนี้เคสหนึ่ง และพรุ่งนี้มะรืนนี้ยังเกิดขึ้น ถ้ามีสงสัยว่าต้องกลับบ้านไปเลี้ยงหลานแล้ว”
เมื่อถามว่า จะยกเลิกสัญญาได้เมื่อไหร่ พิพัฒน์ กล่าวว่า การยกเลิกสัญญาต้องมีเหตุผล ไม่ใช่อยากจะยกเลิกได้ก็ให้ยกเลิก เพราะการยกเลิกสัญญา แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม ในฐานะเจ้าของงาน แต่การจะยกเลิกคู่สัญญาจริง ๆ คือกรมบัญชีกลาง ดังนั้นในส่วนนี้กระทรวงคมนาคมคงทำอำนาจหน้าที่ที่ทำได้ แต่ 2 โครงการที่เกิดขึ้นล่าสุด ยกเลิกแน่นอน และการขึ้นบัญชีดำก็ต้องทำต่อเนื่องทันที ส่วนจะลดชั้นหรือไม่สามารถประมูลงานอีกนานเท่าไหร่ ต้องหารือกรมบัญชีกลางอีกครั้ง
เมื่อถามว่าจะถึงขั้นขึ้นบัญชีดำบริษัทอิตาเลียนไทยแบบถาวรโดยไม่ให้รับงานรัฐเลยหรือไม่ พิพัฒน์ กล่าวว่า ก็ต้องดู ไม่ใช่ผิดโครงการนี้แล้วไปพาลโครงการอื่น สมมติอีก 10 กว่าโครงการดำเนินการไม่ผิดอะไรเลย เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้มีงานลักษณะเดียว งานก่อสร้างโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ส่วนหนึ่ง และทางยกระดับกรมทางหลวงก็ส่วนหนึ่ง
ดังนั้นอาจมีงานชนิดอื่นซึ่งไม่เหมือนกัน เราก็ต้องว่าเป็นเรื่อง ๆ ไป ยืนยันว่า โดนแบล็คลิสต์แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของคณะกรรมการชุดนี้ ในเรื่องของคำว่าอิตาเลียนไทย คงไปคุยกับเขาโดยเฉพาะในอนาคตต้องเชิญผู้บริหารระดับสูงมาหารือเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลายกรณี
ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีการขุดเรื่องการลงนามในสัญญาสมัยที่ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ กล่าวว่า จะไปดูรายละเอียดว่าโครงการดังกล่าว เป็นการลงนามในยุคของศักดิ์สยามหรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่ว่าการลงนามจะเกิดขึ้นยุคใด รัฐมนตรีถือว่าเป็นพยานไม่ใช่ผู้ลงนาม ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีแม้จะมีความรับผิดชอบในฐานะเป็นเจ้ากระทรวง แต่รัฐมนตรีไม่ได้รู้ทุกเรื่อง การลงนามก็ไม่ได้มีเพียงครั้งเดียว แต่ละปีกระทรวงคมนาคมมีการลงทุนถึงแสนกว่าล้านบาท และโครงการเล็กบางใหญ่บ้างเป็น 10 เป็น 100 กว่าโครงการ
แน่นอนว่ารัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้นำเสนอเนื้องาน แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญา เพราะในแต่ละสัญญาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้ลงนาม แต่การประมูลทุกอย่างกรมบัญชีกลางเป็นผู้ที่เสนอเข้ามาว่า ผู้ที่นำเสนอหรือผู้แสดงตนที่จะประมูลงาน ผ่านคุณสมบัติหรือไม่ ตรงนี้เราแบ่งหน้าที่กันก็ต้องขอชี้แจงให้เข้าใจ
ดังนั้น ยุคนั้นใครเป็นผู้ลงนามสัญญาตนคิดว่าไม่ใช่ประเด็น สมมติว่าเซ็นในวันนี้อีก 20 ปีเกิดพัง สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้หมด ดังนั้นขอให้ดูที่เนื้องานอย่าไปเจาะจงว่าเป็นความผิดของใคร อย่าเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นมิติทางการเมือง ตนเข้าใจก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง การทำลายเครดิตของแต่ละฝ่ายมีมากมาย ก็ต้องเรียนตรงไปตรงมา ว่าการต่อสู้อย่าเอาปัญหาของการเมืองมายุ่งกับการทำงานของแต่ละกระทรวง เพราะเข้าใจว่าพรรคภูมิใจไทยช่วงนี้อาจมีเรทติ้งที่ดีขึ้น ก็อาจมีการเตะตัดขากันบ้างเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้กังวลถือว่าเกมก็คือเกม


