วานนี้ (14 มกราคม) ได้มีประกาศแจ้งคำสั่งศาลฎีกา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 1/2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ วิเชียร ชัยสถาพร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผู้คัดค้าน กรณีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในแบบข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร สว.
คดีนี้สืบเนื่องมาจาก วิเชียร ชัยสถาพร ได้สมัครรับเลือกเป็น สว. เมื่อปี 2567 ในกลุ่มที่ 16 (กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน) โดยในแบบแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) วิเชียรได้ระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในกลุ่มที่สมัครว่าตนเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านประหยัดพลังงานของกระทรวงอุตสาหกรรม”
จากการตรวจสอบของ กกต. พบว่า กระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ได้แจ้งผลการตรวจสอบข้อมูลว่า วิเชียรไม่เคยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และไม่พบข้อมูลการแจ้งชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงานแต่อย่างใด
วิเชียรได้ยื่นคำคัดค้านโดยยอมรับว่าได้ระบุข้อความดังกล่าวจริง แต่มีข้อต่อสู้สรุปได้ว่า เป็นความเข้าใจผิดและระบุข้อมูลผิดพลาดเนื่องจากความเร่งรีบในขณะสมัคร อีกทั้งตนเองเคยเข้าร่วมอบรมในโครงการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญฯ ของสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2554-2555 และเป็นรองประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ มีผลงานด้านพลังงานที่ชัดเจน จึงถือเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญตามพจนานุกรม
วิเชียรอ้างด้วยว่า การระบุข้อมูลดังกล่าวไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติในกลุ่มที่ 16 ซึ่งตนเองเน้นประวัติด้านกีฬา จึงไม่ใช่การหลอกลวงที่มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของผู้อื่น
ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้ออ้างเรื่องความเร่งรีบฟังไม่ขึ้น เนื่องจากวิเชียรมีเวลาเตรียมตัวและตรวจสอบเอกสารอย่างเพียงพอตามประกาศการรับสมัคร อีกทั้งความเชี่ยวชาญในภาคเอกชนนั้นแตกต่างจากการแอบอ้างตำแหน่งที่ต้องได้รับการแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานราชการ
ประเด็นสำคัญที่ศาลเน้นย้ำคือ แบบแนะนำตัว (สว. 3) เป็นเอกสารสำคัญที่ผู้สมัครคนอื่นใช้ในการตัดสินใจเลือก โดยเฉพาะใน การเลือกในระดับเดียวกัน (รอบที่ 1) และ การเลือกไขว้กลุ่ม (รอบที่ 2) การที่วิเชียรระบุตำแหน่งว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการเฉพาะเจาะจง ย่อมทำให้ผู้สมัครคนอื่นเข้าใจผิดว่าวิเชียรมีคุณสมบัติโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากรัฐ เป็นการจูงใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ เพื่อหวังผลให้ลงคะแนนเลือกตนเอง
“การกระทำของผู้คัดค้านจึงถือเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง และทำให้การเลือก สว
ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”
ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ วิเชียร ชัยสถาพร เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ซึ่งจะทำให้สมาชิกภาพ สว. สิ้นสุดลง และมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง กล่าวคือต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. ไปด้วย


