การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ในกรุงเตหะรานและหลายเมืองทั่วประเทศ ที่เกิดขึ้นกว่า 2 สัปดาห์ ยังคงทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีรายงานจากกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการประท้วงเพิ่มสูงมากกว่า 500 คนแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมและอีกหลายสิบคนเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่เข้าควบคุมการชุมนุม
การประท้วงครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม โดยมีชนวนเหตุจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจในอิหร่าน ที่ย่ำแย่ลงอย่างหนักนับตั้งแต่เดือนกันยายน ภายหลังองค์การสหประชาชาติหวนกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านอีกครั้งเนื่องจากกรณีโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ราว 1.4 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
สถานการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ถูกจับจ้องจากทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าอาจเข้า ‘แทรกแซง’ หากผู้นำอิหร่านมีการเข่นฆ่าประชาชนเฉกเช่นในอดีต
และนี่คือไทม์ไลน์ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจนถึงตอนนี้
28 ธันวาคม: เกิดการประท้วงขึ้นในตลาดสำคัญ 2 แห่งในใจกลางกรุงเตหะราน หลังจากค่าเงินเรียลอิหร่าน ร่วงลงเหลือ 1.42 ล้านเรียล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น ทำให้ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันอื่นๆ พุ่งสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่พอใจแก่ประชาชน
29 ธันวาคม: โมฮัมหมัด เรซา ฟาร์ซิน (Mohammad-Reza Farzin) ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านลาออก ท่ามกลางการประท้วงในเตหะรานที่เริ่มทวีความรุนแรงหลังตำรวจมีการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม ขณะที่การชุมนุมเริ่มแพร่กระจายไปยังเมืองอื่นๆ
30 ธันวาคม: การประท้วงเริ่มแพร่กระจายในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ขณะที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ได้พบกับกลุ่มผู้นำภาคธุรกิจเพื่อรับฟังข้อเรียกร้องและให้คำมั่นว่ารัฐบาลของเขาจะ “ไม่ละทิ้งความพยายามใดๆ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”
31 ธันวาคม: อิหร่านแต่งตั้งอับดอลนาสเซอร์ เฮมมาตี (Abdolnaser Hemmati) อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ ในขณะที่การประท้วงในเมืองฟาซา (Fasa) บานปลายเป็นความรุนแรงหลังผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในสำนักงานผู้ว่าการและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
1 มกราคม: มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการประท้วงอย่างเป็นทางการ โดยทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน จุดที่รุนแรงที่สุด คาดว่าเกิดขึ้นในเมืองอัซนา (Azna) จังหวัดโลเรสถาน (Lorestan) ของอิหร่าน ซึ่งคลิปวิดีโอที่โพสต์ทางออนไลน์ แสดงให้เห็นสิ่งของที่ถูกจุดไฟเผาและเสียงปืนที่ดังสนั่น ในขณะที่ผู้คนตะโกนว่า “ไร้ยางอาย” โดยสำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 3 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ประท้วงถูกสังหารในจุดอื่นๆ เช่น ที่จังหวัดบัคเทียรี (Bakhtiari) และอิสฟาฮาน (Isfahan)
2 มกราคม: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพิ่มเชื้อไฟความตึงเครียด ด้วยการเขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า “หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วงอย่างสันติด้วยความรุนแรง สหรัฐฯ จะเข้าช่วยเหลือ” โดยคำเตือนนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน
ขณะเดียวกัน การประท้วงก็ยังคงทวีความตึงเครียดต่อเนื่อง โดยสำนักข่าวนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน (Human Rights Activists News Agency : HRANA) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา รายงานว่า การประท้วงขยายวงกว้างไปยังกว่า 100 แห่งใน 22 จังหวัด จากทั้งหมด 31 จังหวัดของอิหร่าน
3 มกราคม: อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวว่า “ผู้ก่อจลาจลต้องถูกสั่งสอน” ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณไฟเขียวให้กองกำลังรักษาความปลอดภัยเริ่มปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรงมากขึ้น
รายงานจาก HRANA ระบุว่า การประท้วงขยายวงกว้างไปยังกว่า 170 แห่งใน 25 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน และถูกจับกุม 580 คน
6 มกราคม: ผู้ประท้วงทำการนั่งประท้วงที่ตลาดแกรนด์บาซาร์ ในกรุงเตหะราน จนกระทั่งกองกำลังรักษาความมั่นคงเข้าสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา
ยอดผู้เสียชีวิตจากการประท้วงเพิ่มขึ้นเป็น 36 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอิหร่าน 2 นาย ขณะที่ HRANA รายงานว่าการประท้วงได้ขยายไปยังกว่า 280 แห่งใน 27 จังหวัด
7 มกราคม: เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี (Reza Pahlavi) มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน ซึ่งลี้ภัยอยู่นอกประเทศ เรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านออกมาแสดงพลังต่อต้านเผด็จการ
8 มกราคม: รัฐบาลอิหร่านตอบโต้การชุมนุมต่อต้าน ด้วยการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ระหว่างประเทศ เพื่อตัดขาดประเทศจากอิทธิพลภายนอก ขณะที่
ประชาชนจำนวนมากในเตหะรานยังออกมาชุมนุมประท้วงบนท้องถนน หรือตะโกนจากหน้าต่างบ้านตลอดทั้งคืน
9 มกราคม: อิหร่านส่งสัญญาณว่า จะดำเนินการปราบปรามและสลายการชุมนุม แต่กลุ่มผู้ประท้วงก็ยังคงออกมาชุมนุมอีกครั้ง โดย HRANA รายงานว่า ความรุนแรงจากการสลายการประท้วง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 65 คน และมีผู้ถูกทางการจับกุมตัวมากกว่า 2,300 คน
10 มกราคม: การประท้วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 116 คน ตามรายงานของ HRANA ขณะที่อัยการสูงสุดของอิหร่านประกาศเตือน ประชาชนที่เข้าร่วมการประท้วง จะถูกพิจารณาว่าเป็น ‘ศัตรูของพระเจ้า’ ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต
นอกจากในอิหร่าน ยังมีการชุมนุมสนับสนุนชาวอิหร่านในต่างประเทศด้วย เช่นที่อังกฤษ และเยอรมนี มีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์และโบกธงชาติอิหร่านก่อนการปฏิวัติปี 1979
11 มกราคม: HRANA รายงานว่ามีการประท้วงเกิดขึ้นมากกว่า 570 แห่งทั่วทั้ง 31 จังหวัดของอิหร่าน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตแล้ว 543 คน แบ่งเป็นผู้ประท้วง 495 คน และเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 48 นาย และมีผู้ประท้วงถูกทางการจับกุมแล้วมากกว่า 10,600 คน
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเรื่องการแทรกแซงทางทหาร และเผยว่าผู้นำอิหร่านได้โทรหาเขาเมื่อวันเสาร์ (10 มกราคม) และต้องการเจรจา
ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่า ทรัมป์จะประชุมกับที่ปรึกษาอาวุโสในวันอังคาร (13 มกราคม) เพื่อหารือเกี่ยวกับทางเลือกสำหรับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการโจมตีทางทหาร การใช้อาวุธไซเบอร์ลับ การขยายมาตรการคว่ำบาตร และการให้ความช่วยเหลือทางออนไลน์แก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
ผู้เชี่ยวชาญมองความเป็นไปได้สหรัฐฯ แทรกแซง
ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ในการขู่ใช้กำลังทหารแทรกแซงสถานการณ์ในอิหร่านนั้น ถูกจับตามองจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง โดย ผศ. ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลาง มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ‘มีความเป็นไปได้’ ที่ทรัมป์ อาจตัดสินใจแทรกแซง ซึ่งไม่ใช่เป็นการช่วยผู้ชุมนุม แต่เป็นเพราะอิหร่านจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้
เขามองว่า ที่ผ่านมาสหรัฐฯและอิสราเอลจะไม่ใช้กำลังทหารแทรกแซง หากการประท้วงในอิหร่านมีพลังนำไปสู่การโค่นล้มระบอบเผด็จการได้ โดยสิ่งที่ดำเนินการมีเพียงแค่ให้การสนับสนุนในทางลับ
แต่หากการประท้วงไม่บรรลุผลที่อเมริกาต้องการ ก็จะนำไปสู่การใช้กำลัง ซึ่งสถานการณ์จริงขณะนี้การประท้วงกำลังคลี่คลายแล้วในหลายเมือง โดยมีการประกาศไว้อาลัย 3 วันสำหรับทหารที่เสียชีวิตจากกลุ่มติดอาวุธที่แฝงตัวในผู้ชุมนุม
ผศ. ดร.มาโนชญ์ ยังระบุว่าปรากฏภาพถ่ายวีดีโอมากมายที่ม็อบติดอาวุธโจมตีเจ้าหน้าที่ ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่มีต่างชาติหนุนหลัง
นอกจากนี้จำนวนของผู้ชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลที่ออกมาเดินขบวนก็เริ่มมีมากขึ้น ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้สถานการณ์ในอิหร่านดูเหมือนกำลังคลี่คลาย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่อิสราเอลกับสหรัฐฯ จะแทรกแซงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งในด้านการโจมตีทางทหาร หรือการโจมตีทางไซเบอร์ก่อนที่จะโจมตีจริง
ภาพ : Social Media via ZUMA Press Wire
อ้างอิง :


