เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 โลกไม่ได้เพียงแค่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามรอบปฏิทิน แต่โลกกำลังเผชิญกับความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มขยายตัวและรุนแรงยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงไป และผลพวงจากสงครามการค้าที่เขย่าห่วงโซ่อุปทานโลกจนสั่นคลอน เรากำลังเห็นการปะทะกันด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย เห็นภัยคุกคามในโลกยุคใหม่ ทั้งสงครามไซเบอร์ และสงครามข้อมูลข่าวสาร รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคงหนีไม่พ้นความเสี่ยงของ ‘สงครามและความขัดแย้ง’ ที่ขยายวงกว้างจนแทบไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัย จากความพยายามลดระดับความขัดแย้งในยูเครน สู่จุดร้อนอื่นๆ ที่พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะในเวเนซุเอลา ไปจนถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ทะเลแดง และสงครามในรัฐชายขอบ ทั้งหมดที่เป็นประเด็นสืบเนื่องในขณะนี้จะมีส่วนทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ความมั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกระดานอำนาจโลกถูกเขย่า จนอาจแทบไม่เหลือเค้าเดิม
และเป็นประจำทุกปีที่ THE STANDARD ชวน ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง มาพูดคุยและสรุปถึงเทรนด์สำคัญของโลก ซึ่งปี 2026 มีจุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์อะไรต้องจับตาบ้าง
12 เทรนด์โลกปี 2026

1. ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Conflict and Instability)
อาจารย์สุรชาติมองว่า ปี 2026 เป็นปีที่แนวโน้มของหลายปัญหา ‘น่าจะปะทุมากขึ้น’ โดยเทรนด์โลกในมิติความมั่นคงถูกเซ็ตขึ้นตั้งแต่สงครามยูเครน ซึ่งหลังปี 2022 เราเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะประเด็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ก่อนปี 2022 ค่อนข้างเป็นนามธรรม แต่พอหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ประเด็นปัญหานี้กลับถูกพูดคุยหารือกันในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปี 2023 เราเห็นสงครามในฉนวนกาซา ส่วนปี 2024 แม้เราจะไม่เห็นสงครามใหญ่ปะทุขึ้น แต่เราเห็น ‘ความต่อเนื่อง’ ของสงครามทั้งในยูเครนและกาซา ขณะที่ปี 2025 มีลักษณะซ้ำรอยปี 2024 โดยที่จุดร้อนเดิมในหลายพื้นที่ปะทุขึ้นเป็นระยะๆ
ในปี 2026 โจทย์ที่จะเห็นคือ โจทย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัญหาและเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน หนึ่งในคำถามสำคัญคือ โจทย์อย่างสงครามยูเครนจะคลี่คลายได้จริงหรือไม่ โอกาสที่จะหยุดยิงหรือหาทางลงให้กับสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีเต็มนี้เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

2. สภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Extreme Weather and Natural Disasters)
อีกหนึ่งปัญหาความผันผวนที่อาจารย์สุรชาติมองว่านับวันจะยิ่งชัดเจนขึ้นคือ ‘เรื่องของอากาศ’ โดยโลกกำลังจะเจอสภาวะที่เรียกว่า ‘อากาศสวิงสุดขั้ว’ ที่มีผลสืบเนื่องคือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น เห็นได้จากกรณีน้ำท่วมใหญ่ในหลายประเทศอาเซียน เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและเวียดนาม รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ศรีลังกา
อาจารย์สุรชาติระบุว่า รอบนี้เป็นสัญญาณที่มาเป็นแพ็กเกจ ไม่ได้เป็นน้ำท่วมแค่ภายในไทย หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เราเริ่มเห็นเงื่อนไขในระดับที่เป็น ‘ภูมิภาค’ โดยสัญญาณเหล่านี้เริ่มบอกกับเราว่า สภาวะอากาศสุดขั้ว หรืออากาศที่ผันผวนสุดโต่ง ‘เป็นอะไรที่น่ากังวล’ คำถามชวนคิดคือ ปี 2026 เราจะเจอเหตุน้ำท่วมใหญ่เหมือนที่หาดใหญ่หรือไม่ โอกาสที่จะเกิดเหตุน้ำท่วมภาคเหนือไล่ลงมาถึงอยุธยาเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2025 มีมากน้อยแค่ไหน และเราจะต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร
อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า รู้สึกหรือไม่ว่าโลกทุกวันนี้สนใจเรื่อง Climate Change น้อยลง ความสนใจของโลกไปอยู่ที่สงคราม เงื่อนไขสงครามบีบให้ความสนใจอยู่กับสถานการณ์ความมั่นคงมากขึ้น เมื่อทรัมป์เดินหน้าพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) อีกครั้ง โดยจะพ้นจากการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026 สิ่งนี้อาจตอบโจทย์ความรู้สึกของผู้นำหลายประเทศว่า Climate Change ก็ยังเป็นโจทย์ ‘แต่เป็นโจทย์รอง’ ในสายตาของพวกเขา

3. โลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (The World of AI)
ปี 2026 โลกของ AI จะมีความน่าสนใจอย่างมากในสายตาของอาจารย์สุรชาติ ต้องจับตามองว่า จะมี AI อะไรใหม่ๆ ที่สร้างแรงกระเพื่อมในบริบทการเมือง ความมั่นคง หรือในทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2025 AI ปรากฏเด่นชัดในมิติสงครามในรูปแบบของ ‘โดรน’ ซึ่งสามารถทำอะไรได้เยอะมาก และทำได้เร็วกว่าที่เราคาดคิด แม้แต่ในมิติของวิถีชีวิตผู้คน AI ก็เข้ามามีส่วนสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีคำถามง่ายๆ สำหรับคนสอนหนังสือว่า ในอนาคตเราจะควบคุมอย่างไร ถ้าหากนิสิตนักศึกษาไม่ได้ทำเปเปอร์ด้วยตนเอง แต่ใช้โรบอต หรือใช้ AI ทำให้แทนทั้งหมด แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเราจะเห็นนักวิชาการที่มีผลงานวิชาการออกมาเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้าย AI กลายเป็นนักวิจัยแทนนักวิชาการคนนั้น ตกลงเราจะมีเส้นแบ่งอย่างไร

4. พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)
เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกของพลังงาน หากย้อนดูบทความหรือบทสัมภาษณ์ของอาจารย์สุรชาติใน THE STANDARD อาจารย์มักจะพูดถึงเรื่องความกังวลของราคาพลังงาน และวิกฤตพลังงานทุกๆ ปี แต่สำหรับปี 2026 อาจารย์คิดว่า เราอาจจะเห็นพลังงานที่ไม่ใช่เรื่องของราคาพลังงาน แต่เราจะเริ่มเห็นพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไปมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ราคาพลังงาน ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูหนาวของยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้พุ่งสูงจนน่ากลัว พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดเหล่านี้เริ่มเข้าสู่ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น

5. ความท้าทายทางไซเบอร์ (Cyber Challenges)
อาจารย์สุรชาติระบุว่า โจทย์ไซเบอร์ซ้อนกันอยู่ใน 4 โจทย์คือ การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attacks), สงครามไซเบอร์ (Cyber War), ความมั่นคงด้านไซเบอร์ (Cyber Security) และอาชญากรรมไซเบอร์ (Cyber Crimes) ซึ่งหลายประเทศก็กำลังเผชิญความท้าทายเหล่านี้อยู่ และปี 2026 โจทย์เหล่านี้ก็ยังจะเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นโจทย์ของอาชญากรรมข้ามชาติอีกชุดหนึ่งที่ท้าทายการปราบปรามของรัฐ
อาจารย์ยังมองว่า ‘สแกมเมอร์คือยาเสพติดของศตวรรษที่ 21’ เพราะสงครามยาเสพติดปราบแล้วไม่จบ สงครามปราบสแกมเมอร์ก็เช่นเดียวกัน คือยังต้องสู้กันอีกเยอะ ถ้าในปี 2026 AI พัฒนาได้มากยิ่งขึ้น โอกาสที่เครือข่ายสแกมเมอร์จะหลอกคนได้ก็มีมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย การจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ ไม่ต่างกับปัญหายาเสพติด ขบวนการยาเสพติดจ่ายสินบน เลี้ยงเจ้าหน้าที่รัฐ วันนี้สแกมเมอร์คือภัยคุกคามในรูปแบบเดียวกับยาเสพติด แต่เป็นมิติใหม่ที่เชื่อมโยงกับ AI

6. สงครามการค้าและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ (Trade War and Economic Instability)
สิ่งที่เราเห็นชัดขึ้นภายหลังการขึ้นสู่อำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยสองคือ สงครามการค้ากับความไม่มีเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก คำถามคือปี 2026 ภาษีทรัมป์ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะสร้างผลกระทบอย่างไรกับเศรษฐกิจโลก อาจารย์สุรชาติชี้ว่า เศรษฐกิจโลกทุกวันนี้ยังคงเปราะบาง เราต้องไม่ลืมว่า ภาษีทรัมป์ยังไม่จบ ในบริบทของไทยเอง เรายังไม่ได้ให้คำตอบกับทรัมป์ว่า ตกลงแล้วเรารับภาษี 19% ของทรัมป์หรือไม่ เพราะฉะนั้น โจทย์เรื่องภาษีและสงครามการค้าของทรัมป์จะบานปลายไปมากน้อยแค่ไหน ต้องจับตามอง

7. กระแสโลกาภิวัตน์ถดถอย และภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน (Deglobalization and Supply Chain Shocks)
สภาวะของโลกาภิวัตน์ที่ถดถอยหรือเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อาจารย์สุรชาติมองว่า ถ้าในปี 2026 โลกาภิวัตน์เกิดสภาวะถดถอย จะเกิด Supply Chain Shock ตามมา โดยเราจะเห็นความพยายามย้ายฐานการผลิตไปไว้ในประเทศตะวันตกมากยิ่งขึ้น เช่น กรณีการผลิตชิปในไต้หวัน เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์ความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันจะตึงเครียดมากน้อยแค่ไหน จึงมีความพยายามย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศที่ปลอดภัย

8. ข้อมูลที่ผิดและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and Disinformation)
เทรนด์โลกปี 2026 ทั้ง Misinformation และ Disinformation ถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงต่อความมั่นคง เพราะสามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระดับรัฐได้ แม้ทั้งคู่จะหมายถึง ‘ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง’ แต่มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ ‘เจตนา’ (Intent)
โดย ข้อมูลที่ผิด (Misinformation) คือ ข้อมูลที่ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ไม่มีเจตนาทำร้ายหรือลวงให้เกิดการหลงเชื่อ มักสร้างความสับสนในวงแคบ ขณะที่ ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) เป็นข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อหลอกลวงโดยเฉพาะ มีเจตนาประสงค์ร้าย หรือหวังให้เกิดผลลัพธ์บางอย่าง มักสั่นคลอนความมั่นคง สร้างความเกลียดชังและแตกแยก (Polarization)
อาจารย์สุรชาติกล่าวว่า ข่าวลวง ข่าวปลอม ข่าวหลอกเหล่านี้จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น บ่อยครั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง เช่น ในกรณีของการเลือกตั้งในบางประเทศ

9. ขบวนการประท้วงของคนหนุ่มสาว (Youth-Driven Protest Movements)
ตลอดปี 2025 อาจารย์สุรชาติระบุว่า เราเริ่มเห็นขบวนการประท้วงของคนหนุ่มสาว หรือ Gen Z ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น เนปาล อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเม็กซิโก ซึ่งเป็น Protest Movement ของเยาวชน โดยอาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า ผลพวงของ Gen Z ในการเมืองโลกในอนาคตน่าสนใจ เพราะในระยะหลังมีแนวโน้มเป็นอนุรักษนิยม (Conservative) มากกว่า เสรีนิยม (Liberal)
ขบวนการประท้วงของคนหนุ่มสาวในปี 2025 มีลักษณะเด่นคือ มักจะไร้แกนนำชัดเจน (Leaderless), ขับเคลื่อนการประท้วงด้วยความเร็วของอัลกอริทึม (Algorithm Speed) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการช่วยให้ขบวนการเคลื่อนไหวขยายตัวอย่างรวดเร็ว ระดมคนได้ไวขึ้น และมีการใช้สัญลักษณ์จาก Pop Culture เช่น อนิเมะหรือมีม เพื่อสร้างความสามัคคีข้ามพรมแดน

10. การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Development)
อาจารย์สุรชาติกล่าวว่า ปี 2025 เราเห็นสัญญาณชัดขึ้นในประเด็นนี้ เกาหลีเหนือเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธและพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงเพิ่งจะเปิดตัวเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรก เราเห็นการพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์บ่อยครั้งของวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เราเห็นถึงความพยายามในการเปิดการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสหรัฐฯ และจีน เป็นสัญญาณว่า โลกกลับสู่ ‘ยุคของการสะสมอาวุธนิวเคลียร์’ อีกครั้ง

11. การอพยพย้ายถิ่นฐาน (Migration)
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของปี 2025 คือ เรื่องของการอพยพย้ายถิ่นของผู้คน ซึ่งผูกโยงอยู่กับปัญหาด้านมนุษยธรรม โดยในปี 2026 อาจารย์สุรชาติมองว่า โจทย์เรื่องการอพยพนี้ก็ยังจะเป็นปัญหา ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่จากภาวะสงครามและความขัดแย้งเท่านั้น แต่เป็นการอพยพที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก วันนี้ความน่าสนใจคือ ไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่อพยพ แต่สัตว์ป่าจำนวนไม่น้อยก็เริ่มอพยพย้ายถิ่นฐาน เพราะสภาวะอากาศที่แปรปรวนและสุดโต่งนี้แล้วเช่นเดียวกัน เช่น หมีที่อาศัยอยู่ในไซบีเรียของรัสเซียหนีความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเข้าไปยังมองโกเลีย

12. สงครามและความขัดแย้ง (Wars and Conflicts)
โลกในปี 2025 เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้ง โดยมีเหตุประท้วง เหตุรัฐประหารและสงครามกลางเมืองเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จากการล่มสลายของรัฐบาลพลเรือนในเนปาลและบังกลาเทศ สู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในเมียนมาและซูดาน ขณะที่สมรภูมิใหญ่อย่างยูเครนและกาซา แม้จะมีการพยายามเจรจาหยุดยิงหลายครั้ง แต่สถานการณ์ยังคงเป็น ‘สงครามที่ไม่มีวันจบ’ (Forever Wars) ที่ทำลายล้างทั้งชีวิตและเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง
12 จุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตา
อาจารย์สุรชาติยังได้เปิด 12 จุดร้อนทั่วโลก (Global Flashpoints) ที่ยังคงต้องจับตามองกันต่อไปในปี 2026 ดังนี้
1. การลดระดับความรุนแรงของสงครามในยูเครน (De-escalation of War in Ukraine)
แม้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพยายามแสดงบทบาทในการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน แต่จนถึงขณะนี้การเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมนัก มีการประชุมร่างแผนสันติภาพหลายครั้งและพยายามลดระดับความรุนแรงของสงคราม แต่ยังไม่มีข้อตกลงยุติสงครามที่ชัดเจน โดยพลเมืองยูเครนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะยกดินแดนที่รัสเซียยึดไว้ให้กับรัสเซีย ขณะที่รัสเซียเองก็ยังระบุว่า จะไม่ลงนามในข้อตกลงสันติภาพแบบไม่มีเงื่อนไขในตอนนี้ ซึ่งสะท้อนว่า การหยุดรบแบบถาวรอาจจะยังห่างไกล
โดยในช่วงต้นปี 2026 จะครบรอบ 4 ปีสงครามรัสเซีย-ยูเครน และเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 5 อาจารย์สุรชาติชวนตั้งคำถามและจับตามองว่า โอกาสที่สงครามนี้จะคลี่คลายลงเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน จะเป็นไปได้หรือไม่ที่สงครามจะสงบลงจากความพยายามของทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วถ้าสงบลงจริง จะมีผลอย่างไรกับสิทธิในการครอบครองดินแดนในเขตสงคราม โดยเฉพาะภูมิภาคดอนบาสซึ่งเป็นที่ตั้งของแคว้นลูฮันสก์ และแคว้นโดเนตสก์ รวมถึงแหลมไครเมีย ที่รัสเซียเคยประกาศผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเมื่อปี 2014
อาจารย์สุรชาติระบุว่า แนวโน้มปัจจุบัน สิทธิในการควบคุมดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครองมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะหลุดจากมือยูเครน สิ่งที่เรายังตอบไม่ได้คือการเจรจาสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียจะเป็นอย่างไร และการค้ำประกันความมั่นคงของยูเครนนั้น สหรัฐฯ จะค้ำประกันให้แค่ไหน โจทย์ชุดนี้ทำให้ยุโรปมองว่า ถ้ายูเครนเพลี่ยงพล้ำ จะกลายเป็นการขยายแนวรบออกจากยูเครน วันนี้เราเห็นหลายประเทศเตรียมพร้อมรับมือสงครามใหญ่ โดยเยอรมนีก็เป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่เริ่มประกาศระดมพลแล้ว
2. สงครามบอลติก: สงครามรัสเซีย-ลัตเวีย (Baltic War: Russo-Latvian War)
ภูมิภาคบอลติกเป็นหนึ่งในจุดร้อนที่มีความเสี่ยงจะปะทุขึ้นเป็นสงครามได้ แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีการปะทะทางทหารโดยตรง แต่เหตุผลที่ทำให้ภูมิภาคนี้มีความอ่อนไหวต่อสงครามอย่างมากคือ ประเทศอย่างลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ต่างเคยอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียต และส่วนใหญ่มีพรมแดนติดต่อกับรัสเซีย
ปัจจุบันเกิดความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ลัตเวีย เนื่องจากปัจจัยเรื่องชนกลุ่มน้อยรัสเซียในลัตเวีย โดยรัสเซียกล่าวหาว่า ลัตเวีย ‘เลือกปฏิบัติ’ ต่อคนเชื้อสายรัสเซีย ซึ่งคล้ายกับข้ออ้างที่รัสเซียใช้กับยูเครนเมื่อในอดีต มีการทำสงครามแบบผสมผสาน ทั้งการกดดันทางเศรษฐกิจและพลังงาน รวมถึงการโจมตีไซเบอร์และปล่อยข่าวปลอม นอกจากนี้ ลัตเวียยังมีทหาร NATO ประจำการอยู่ ซึ่งรัสเซียมองว่าเป็น ‘ภัยต่อความมั่นคงโดยตรง’
อาจารย์สุรชาติระบุว่า โดรนของรัสเซียค่อนข้างจะล่อแหลมกับการล้ำน่านฟ้าของบรรดาประเทศในภูมิภาคบอลติก โดยเฉพาะในกรณีของลัตเวีย ซึ่งถ้าหากเกิดข้อพิพาทขึ้นจะทำให้ความขัดแย้งกลายเป็น ‘สงครามบอลติก’ ที่อาจพ่วงดึง NATO เข้าสู่สงคราม ตามมาตรา 5 ของ NATO ที่ระบุว่า หากสมาชิกหนึ่งถูกโจมตี จะถือว่าเป็นการโจมตีสมาชิก NATO ทุกประเทศ
3. ยุโรปตะวันออก: สงครามรัสเซีย-โปแลนด์ / สงครามรัสเซีย-ฟินแลนด์ (Eastern Europe: Russo-Polish War / Russo-Finn War)
ยุโรปตะวันออกเป็นอีกหนึ่งจุดร้อนที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในกรณีของโปแลนด์ที่มักถูกมองว่าเป็น ‘ประเทศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์’ หากรัสเซียขยายสงคราม ซึ่งโปแลนด์มีความสำคัญอย่างมากในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในการจัดส่งอาวุธ NATO ให้กับยูเครน ขณะที่ฟินแลนด์ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย และก็มีความเสี่ยงหากสงครามขยายตัว
อาจารย์สุรชาติมองว่า ปี 2026 เราจะเห็นการเตรียมรับสงครามใหญ่ของทั้งโปแลนด์กับฟินแลนด์ที่เข้มข้นขึ้น ทั้งสองประเทศต่างก็เป็นสมาชิก NATO เช่นเดียวกับประเทศในบอลติก หากเกิดสงครามกับรัสเซียขึ้นในอนาคต อาจเป็นการดึงเอา NATO เข้าสู่สงคราม ที่ผ่านมารัสเซียทำสงครามผสมผสาน (Hybrid War) มีการใช้พลังของสื่อ ข่าวลวง ข่าวปลอม รวมถึงการใช้โดรนสอดแนมล่วงล้ำน่านฟ้าของหลายประเทศในยุโรป ทำให้ผู้นำหลายคนกังวลว่า สงครามอาจจะหลุดออกมาจากยูเครนในเชิงพื้นที่ โดยการล่วงล้ำเขตน่านฟ้าเป็นประเด็นเปราะบางในบริบทของยุโรป

4. สงครามสหรัฐอเมริกา-เวเนซุเอลา (US War with Venezuela)
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากการที่สหรัฐฯ โจมตีเรือเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียนหลายครั้ง โดยทรัมป์อ้างว่า เรือต้องสงสัยเหล่านั้นบรรทุก ‘ผู้ก่อการร้าย-ยาเสพติด’ (Narco-Terrorists) และเป็น ‘เป้าหมายที่ชอบธรรม’ (Fair Game) ที่จะโจมตี เมื่อเรือเหล่านี้ขนยาเสพติด โดยทรัมป์ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดของสหรัฐฯ อย่าง USS Gerald R. Ford เดินทางมายังทะเลแคริบเบียน เพื่อช่วยปฏิบัติการทางทหารในแถบลาตินอเมริกาอีกด้วย ทรัมป์ยังกล่าวหาอีกว่า นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเกี่ยวพันกับการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความพยายามของทรัมป์ในการโค่นล้มมาดูโรลงจากอำนาจ
อาจารย์สุรชาติระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา จะมีนัยสำคัญกับการเมืองในลาตินอเมริกาอย่างแน่นอน ต้องจับตามองต่อว่า การโจมตีเรือที่สหรัฐฯ อ้างว่า เป็นเรือขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนจะขยายตัวอย่างไรในปี 2026
อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามดึงรัฐบาลปีกขวาในลาตินอเมริกาให้มาอยู่กับสหรัฐฯ คล้ายกับ ‘ยุคสงครามเย็นแบบเก่า’ ที่พยายามรวมพลังปีกขวาในลาตินอเมริกาให้ยืนเคียงข้างสหรัฐฯ โดยปีกขวาในลาตินอเมริกาเหล่านี้ ‘ไม่ตอบรับจีน’ วันนี้เรากำลังเห็นการปะทะของอุดมการณ์แบบ ‘ประชานิยมปีกขวา’ (Right-Wing Populism) กับ ‘ประชานิยมปีกซ้าย’ (Left-Wing Populism) โดยที่ทรัมป์เป็นตัวแทนของประชานิยมปีกขวาที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่พยายามเชื่อมปีกขวาในลาตินอเมริกาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อต่อสู้กับผู้นำประชานิยมปีกซ้ายอย่าง ฟิเดล กัสโตร ผู้นำคิวบาในอดีต หรือนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาในปัจจุบัน การปะทะกันในบริบทของทรัมป์กับมาดูโร จึงไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องยาเสพติดในสายตาอาจารย์สุรชาติ แต่คือการปะทะกันของประชานิยมปีกขวาและปีกซ้ายในรูปแบบหนึ่ง
5. วิกฤตช่องแคบไต้หวัน (Taiwan Strait Crisis)
ช่องแคบไต้หวันเป็นอีกหนึ่งจุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพจีนเพิ่งเปิดปฏิบัติการ ‘Justice Mission 2025’ ซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวัน โดยเป็นการระดมกำลังจากทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังจรวด เพื่อจำลองสถานการณ์การ ‘ยึดและปิดล้อม’ พื้นที่สำคัญของไต้หวัน รวมไปถึงการซ้อมยิงกระสุนจริง เพื่อส่งสัญญาณเตือนแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการประกาศเอกราชให้แก่ไต้หวัน อีกทั้งยังเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและประกาศคว่ำบาตรบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ ขณะที่ ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่า ไต้หวันยึดมั่นใน ‘การรักษาสถานะปัจจุบัน’ (Status Quo) พร้อมยืนยันว่า ไต้หวันเป็นมีอธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชอีก
อาจารย์สุรชาติคาดการณ์ว่า วิกฤตช่องแคบไต้หวันจะยิ่งตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังจากที่เราเห็นแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2022 หลังการเดินทางเยือนไต้หวันของแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในขณะนั้น ก่อนที่จีนซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวันแบบเสมือนปิดล้อมจริงเป็นการตอบโต้

6. เหตุพิพาทในทะเลจีนใต้ (South China Sea Dispute)
ทะเลจีนใต้เป็นจุดร้อนที่มีเหตุพิพาทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรือลาดตระเวนชายฝั่งของจีนและฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดสุดในรอบหลายปี แม้จะยังไม่มีการสู้รบครั้งใหญ่ แต่ก็มีเหตุปะทะกันของกองเรือชายฝั่งบ่อยครั้ง เป็นวิกฤตเรื้อรังที่พร้อมจะปะทุ โดยทั้งคู่ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว และอ้างว่าอีกฝ่ายรุกล้ำเขตน่านน้ำภายใต้อธิปไตยของตน
อาจารย์สุรชาติตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2026 ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้จะยังคงเป็นปัญหาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจีนกับฟิลิปปินส์ และในปี 2026 นั้น ฟิลิปปินส์จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จึงต้องจับตามองว่า ท่าทีของฟิลิปปินส์ที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่อจีนในประเด็นทะเลจีนใต้จะเป็นอย่างไร ประเด็นนี้จะได้รับการพูดคุยหารือในเวทีอาเซียนมากน้อยแค่ไหน Code of Conduct จะถูกผลักดันออกมาอีกครั้งหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าปี 2026 จะเป็น ‘โอกาสทอง’ ของฟิลิปปินส์ในการยันกับจีนในมิติทางการเมืองระหว่างประเทศ
7. คาบสมุทรเกาหลีและอาวุธนิวเคลียร์ (Korean Peninsula and Nuclear Weapons)
อาจารย์สุรชาติกล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง อาจต้องจับตาดูกันต่อว่า ปี 2026 เกาหลีเหนือจะประสบความสำเร็จในการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่ติดหัวรบนิวเคลียร์หรือไม่ และความตึงเครียดเรื่องอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีจะยิ่งร้อนระอุมากแค่ไหน หลังสหรัฐฯ เห็นชอบสนับสนุนให้เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง แม้ว่าจะยังต้องมีการพูดคุยในเรื่องละเอียดบางอย่างและอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการออกแบบและประกอบสร้าง

8. ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในกาซา (Protracted Conflict in Gaza)
แม้อิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง (ในเชิงหลักการ) และเห็นพ้องในการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม อาจารย์สุรชาติมองว่า สงครามในกาซายังคงยืดเยื้อและไม่จบลงโดยง่าย อิสราเอลยังคงโจมตีหลายพื้นที่ของกาซาต่อไป รวมทั้งในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนหรือเขตเวสแบงก์ (West Bank) ทำให้ปี 2026 ประเด็นชาวปาเลสไตน์จะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในเวทีโลก
9. ตะวันออกกลาง: ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน (The Middle East: Israeli-Iranian Conflict)
ในปี 2025 ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านปะทุขึ้น จนนำไปสู่การโจมตีกันโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ทั้งสองประเทศมักจะไม่ได้ทำสงครามกันโดยตรง แต่ทำผ่าน ‘สงครามตัวแทน’ (Proxy War) ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะเข้ามาร่วมวงเปิดปฏิบัติการ ‘Midnight Hammer’ โจมตีโครงการนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านที่อยู่ใต้ดิน โดยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ทั้งหมด 7 ลำ หลายฝ่ายมองว่า การโจมตีครั้งนั้นเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่มีส่วนช่วยให้ทั้งอิสราเอล-อิหร่าน หันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพื่อยุติการสู้รบระลอกล่าสุดที่เกิดขึ้นมานานร่วม 2 สัปดาห์ได้
ทางด้านอาจารย์สุรชาติมองว่า ปี 2026 ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านจะยังคงเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากอิหร่านยังคงเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการทหารของตน และอาจรวมถึงโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านมักยืนยันว่า เป็นไปเพื่อสันติและประโยชน์ด้านพลเรือนเป็นหลัก
10. ความมั่นคงทางทะเลในทะเลแดง (Maritime Security in the Red Sea)
ทะเลแดงเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก เชื่อมยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน การค้าโลกราว 10-12% ต้องผ่านเส้นทางนี้ โดยภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงทางทะเลในทะเลแดงคือ การโจมตีเรือพาณิชย์โดยกลุ่มฮูตี (Houthis) ในเยเมนซึ่งอ้างว่า เป็นการโจมตีเรือที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล หรือเป็นพันธมิตรของอิสราเอล เนื่องจากฮูตีเป็นหนึ่งในกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนโดยอิหร่าน อีกทั้งยังผูกโยงกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ทำให้พื้นที่บริเวณทะเลแดงจึงกลายเป็น ‘สนามรบทางอ้อม’ ที่เสี่ยงลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค
อาจารย์สุรชาติแสดงความเห็นว่า ปัญหาฮูตีในทะเลแดงจะยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความพยายามจัดตั้งกองกำลังนานาชาติ แต่ก็ไม่สามารถที่จะยุติภารกิจของฮูตีได้ ต่อให้โจมตีฮูตีอย่างหนัก โดยฮูตีมักใช้โดรนจากอิหร่านในการโจมตี ซึ่งเป็นโดรนราคาถูก ต้นทุนต่ำ แต่สร้างความเสียหายได้สูง อีกทั้งยังผลิตง่ายและยิงได้บ่อยครั้ง สร้างแรงกระเพื่อมให้กับการขนส่งบริเวณทะเลแดงอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
11. เอเชียใต้: สงครามอินเดีย-ปากีสถาน (South Asia: Indian-Pakistani War)
ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ดินแดนพิพาท ศาสนา อัตลักษณ์ชาติ และอาวุธนิวเคลียร์ซ้อนทับกัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงของตนเอง และเกิดเหตุปะทะกันบ่อยครั้ง โดยอาจารย์สุรชาติเชื่อว่า ความขัดแย้งของ 2 รัฐนิวเคลียร์นี้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026

12. สงครามในรัฐชายขอบ (Peripheral Wars: Sudan, Mali, DR Congo, Myanmar, Thailand-Cambodia, etc.)
อาจารย์สุรชาติยังระบุว่า สงครามในพื้นที่รัฐชายขอบ เช่น ในซูดาน มาลี ดีอาร์ คองโก และเมียนมา โจทย์พวกนี้จะไม่หายไปไหนในปี 2026 แต่อาจไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่ยังคงต้องจับตามองกันต่ออย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อาจารย์สุรชาติยังแสดงความเห็นว่า ‘ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา’ ที่เกิดขึ้นในปี 2025 จัดอยู่ใน ‘สงครามในรัฐชายขอบ’ เพราะโดยเงื่อนไข สงครามนี้ไม่ใช่สงครามขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของการเมืองโลกโดยตรง
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของความขัดแย้งนั้น อาจารย์อธิบายว่า ที่ผ่านมา เราเห็นบทบาทของอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียน เราเห็นบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และล่าสุด เราเห็นการเจรจาที่จีนเล่นบทเป็นคนกลางผ่านหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนในการประชุม 3 ฝ่ายที่ยูนนาน ซึ่งตอกย้ำข้อสังเกตของอาจารย์สุรชาติที่พูดมาตลอดว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ไม่เคยมีสภาวะเป็นทวิภาคี’ แต่เป็น ‘พหุภาคี’ มาตั้งแต่ต้น
อาจารย์ยังตั้งคำถามต่อไปว่า ตกลงแล้วจีนเป็นคนกลางที่ทำให้สงครามไทย-กัมพูชายุติใช่หรือไม่ ถ้ายุติจริง จีนก็จะอ้างเป็นผลงานของตัวเอง ซึ่งในมุมหนึ่ง ‘น่าอันตรายสำหรับไทย’ เพราะเท่ากับตอบว่า เราพยายามลากสถานการณ์ เพื่อให้จีนเข้ามามีบทบาทเป็น ‘ผู้ยุติสงคราม’ แทนที่สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ที่ ‘ทำไม่สำเร็จ’ และหากไทยเล่นบทบาทในลักษณะนี้ อาจจะมีความยุ่งยากเกิดขึ้นในอนาคต โอกาสการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับคณะผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ (USTR) ‘อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก’ เพราะถ้าเราเปิดช่องให้จีนเป็นผู้สร้างความสำเร็จไม่ใช่สหรัฐฯ แปลว่า ภาษีทรัมป์ในปี 2026 อาจจะเป็นปัญหากับเรา

แฟ้มภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD
นอกจากนี้อาจารย์ยังระบุว่า ปี 2026 เราจะเห็นการเลือกตั้งทั้งในไทยและเมียนมา ซึ่งมีความท้าทายทั้งคู่ โดยในบริบทของไทยนั้น การเลือกตั้งจะเป็น ‘การแข่งขันของกระแสประชานิยม’ โดยที่ประชานิยมที่ใช้ในสังคมไทย ไม่ใช่คอนเซปต์ประชานิยมแบบตะวันตกในปัจจุบัน เวลาเราพูดว่า ทรัมป์เป็นประชานิยม ทรัมป์ไม่ได้เอาเงินมาแจก หรือหาเสียงด้วยนโยบายเศรษฐกิจ อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองไทยกลายเป็นพรรคการเมืองแบบลาตินอเมริกาในช่วง 1960 ประมาณยุคของเอวา เปรอน (Eva Perón) อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งผู้เป็นตำนานของประเทศอาร์เจนตินา พร้อมขอลากลิงก์ไปยังเพลง ‘Don’t Cry for Me Argentina’ ของ Madonna ซึ่งสะท้อนภาพความเป็นประชานิยมในลาตินอเมริกายุคนั้นได้เป็นอย่างดี
อาจารย์ยังมองว่า วันนี้พรรคการเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นปีกซ้าย ปีกขวา เป็นได้แค่ประชานิยมเท่านั้นเอง และเป็นการแข่งขันว่า ใครจะเป็นประชานิยมมากกว่ากัน และจะชนะอย่างไร ด้วยเงื่อนไขแบบประชานิยมไม่ใช่เงื่อนไขแบบประชาธิปไตย
ทั้งหมดนี้ ทำให้ปี 2026 จึงยังเป็นอีกปีที่ต้องจับตามอง โดยประเด็นส่วนใหญ่ผูกโยงกับมิติความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์โลก และวิถีชีวิตของผู้คน สุดท้ายแล้ว ‘นกพิราบสันติภาพ’ จะต้องถูกย่างอีกกี่รอบด้วยไฟสงคราม ก็เป็นสิ่งที่เราต้องเฝ้าดูคำตอบไปด้วยกัน


