×

เลือกตั้งกลางเทอม 2026: คลื่นสีน้ำเงินกำลังจะกลับมา?

01.01.2026
  • LOADING...
เลือกตั้งกลางเทอม 2026: คลื่นสีน้ำเงินกำลังจะกลับมา?

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2026 ชาวอเมริกันทั่วประเทศจะต้องมาลงคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กันอีกครั้ง โดยเป็นการเลือกตั้งของทั้ง 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (เพราะวาระของสส. คือแค่ 2 ปี) และ 1 ใน 3 ของที่นั่งในวุฒิสภา (เพราะวาระของสว. คือ 6 ปี ทำให้ทุกๆ สองปี 1 ใน 3 ของสว. จะหมดวาระลง) โดยที่ในปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองที่นั่งข้างมากในทั้งสองสภา แต่พรรคเดโมแครตหมายมั่นปั้นมือเหลือเกินว่า พวกเขาจะชิงเสียงข้างมากกลับมาได้ อย่างน้อยๆ ก็ในสภาผู้แทนราษฎร

 

ชาวอเมริกันชอบการคานอำนาจ

 

รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกแบบมาให้รัฐสภามีอำนาจในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น โดยที่กฎหมายใดๆ จะออกมาได้นั้น จะต้องได้รับเสียงข้างมากจากทั้งสองสภา การที่ประธานาธิบดีจะผ่านร่างงบประมาณออกมาได้ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน และการที่ประธานาธิบดีจะแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและตุลาการได้ก็ต้องได้เสียงข้างมากจากวุฒิสภาเป็นการรับรอง

 

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้ง สส. และ สว. มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเลือกประธานาธิบดี เพราะเสียงในสภาจะเป็นตัวกำหนดว่าประธานาธิบดีจะออกนโยบายได้ตามแนวคิดของเขาได้มากน้อยแค่ไหน

 

ซึ่งโดยปกติแล้วพรรคของประธานาธิบดีจะเสียที่นั่งโดยเฉลี่ยเกิน 20 ที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอมเพราะชาวอเมริกันชอบที่จะให้มีการคานอำนาจ กล่าวคือพวกเขาชอบที่จะให้พรรคตรงข้ามกับประธานาธิบดีครองเสียงมากในรัฐสภา เพื่อที่จะเป็นการถ่วงดุลฝ่ายบริหารไม่ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ และส่งเสริมให้กฎหมายที่ออกมามีความเป็นกลางๆ ไม่ซ้ายหรือขวาเกินไป

 

ยิ่งถ้าประธานาธิบดีที่มีคะแนนนิยมที่ต่ำก็มีแนวโน้มจะยิ่งเสียที่นั่งมาก อย่างเช่นในปี 2006 (เลือกตั้งกลางเทอมของ จอร์จ บุช ผู้ลูกในสมัยที่ 2) ที่บุชกำลังเสียคะแนนความนิยมจากสงครามที่ยืดเยื้อในอิรักและอัฟกันนิสถาน ทำให้พรรครีพับลิกันเสียที่นั่งถึง 31 ที่ และในปี 2018 (เลือกตั้งกลางเทอมของทรัมป์สมัยที่ 1) ที่ทรัมป์กำลังเสียคะแนนนิยมจากเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ทำให้พรรครีพับลิกันเสียที่นั่งถึง 41 ที่ จนสื่อมวลชนเรียกว่านี่เป็นคลื่นสีน้ำเงิน (สีของพรรคเดโมแครต) หรือ Blue Wave ที่มากวาดนักการเมืองของพรรครีพับลิกันออกไปจากสภา

 

ศึกชิงสภาล่าง 2026

 

สภาผู้แทนราษฎรน่าจะเป็นสนามที่มีความสำคัญที่สุดในการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะในขณะนี้พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากแบบฉิวเฉียดเพียงแค่ 220 ต่อ 215 เสียง ซึ่งแปลว่าถ้าพรรคเดโมแครตสามารถแย่งที่นั่งคืนมาได้เพียง 3 ที่นั่ง พวกเขาก็จะกลับมาครองเสียงข้างมากได้แล้ว

 

ความนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์อันเป็นผลมาจากปัญหาเงินเฟ้อนั้นน่าจะเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้ เพราะพวกเขาก็ได้ใช้กลยุทธ์นี้มาตลอดในการเลือกตั้งซ่อมตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งว่าผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำให้พวกเขาได้คะแนนมากขึ้นกว่าในปี 2024 ถึงราวๆ 13% (คะแนนเฉลี่ยของการเลือกตั้งในปี 2025 ทั้งหมด)

 

ถ้าเรามองย้อนไปดูผลการเลือกตั้ง สส. ในปี 2024 เราจะพบว่ามีถึง 22 เขตเลือกตั้งที่ สส. ของพรรครีพับลิกันเอาชนะคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตได้น้อยกว่า 13% ซึ่งถ้าความเสื่อมความนิยมของทรัมป์ยังคงอยู่ต่อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน มีความเป็นไปได้สูงมากที่เดโมแครตจะสร้าง Blue Wave อีกครั้ง ด้วยการกวาดที่นั่งสส. เพิ่มเกินสองหลัก และกลายมาเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์และรีพับลิกันก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาพยายามเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับพวกเขาเอง (gerrymandering) พวกเขาเริ่มด้วยการเปลี่ยนเขตเลือกตั้งในรัฐเท็กซัส เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบเพิ่ม 5 เขต และที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาและมิซซูรีอีกรัฐละ 1 เขต

 

ทางฝ่ายเดโมแครตก็ตอบโต้ด้วยการ gerrymander รัฐแคลิฟอร์เนียให้ตัวเองได้เปรียบเพิ่ม 5 เขต และยังมีอีกหลายๆ รัฐที่ยังอาจจะเข้าร่วมวงโคจรด้วย เช่น แมริแลนด์, อินดีแอนา และฟลอริดา ซึ่งในที่สุดแล้ว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ผลที่ออกมาน่าจะเป็นการเจ๊ากันไปของสองพรรค

 

วุฒิสภานั้นต่างออกไป

 

ในทางตรงข้าม ถึงแม้ว่าคะแนนความนิยมของทรัมป์จะตกต่ำลง แต่โอกาสที่รีพับลิกันจะเสียเสียงข้างมากในสภาสูงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะในขณะนี้ รีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ที่ 53 ต่อ 47 ที่นั่ง ซึ่งก็แปลว่าเดโมแครตจะต้องแย่งที่นั่งมาให้ได้ถึง 4 ที่ (หากได้แค่ 3 ที่ เสียงจะเท่ากันที่ 50 ต่อ 50 ซึ่งก็แปลว่ารีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากอยู่ดี เพราะรองประธานาธิบดีอย่าง เจดี แวนซ์ จะเป็นผู้ลงคะแนนตัดสินเป็นคนสุดท้าย) ซึ่งก็เป็นไปได้ยากที่เดโมแครตจะทำได้ เพราะใน 35 รัฐที่มีการเลือกตั้งเป็นรัฐสีแดงเสียเป็นส่วนใหญ่

 

เดโมแครตมีโอกาสดีที่จะพลิกกลับมาชนะใน 2 รัฐ อันได้แก่ รัฐเมน ที่เป็นรัฐสีน้ำเงิน แต่ทว่า สว. ของรีพับลิกันที่ครองที่นั่งอยู่อย่าง ซูซาน คอลลิน ก็มีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักการเมืองสายกลางที่ได้รับความนิยมจากชาวเมนมาอย่างยาวนาน ส่วนอีกรัฐคือรัฐสีม่วงอย่างนอร์ทแคโรไลนา ที่เจ้าของที่นั่งเดิมจากรีพับลิกันอย่าง ทอม ทิลลิส ตัดสินใจเกษียณตัวเอง และฝั่งเดโมแครตได้อดีตผู้ว่าการรัฐที่มีคะแนนิยมอย่างมากอย่าง รอย คูปเปอร์ มาเป็นผู้แทนพรรค

 

นอกเหนือจากสองรัฐนี้แล้ว โอกาสของเดโมแครตก็ดูน้อยเหลือเกิน เพราะพวกเขาต้องไปต่อสู้ในรัฐสีแดงที่โหวตให้ทรัมป์มาอย่างต่อเนื่อง เช่น โอไฮโอ, อะแลสกา, ไอโอวา และ เนแบรสกา นอกจากนั้นแล้ว พวกเขายังต้องปกป้องที่นั่งของตัวเองในรัฐสีม่วงอย่าง นิวแฮมป์เชียร์, มิชิแกน และจอร์เจีย ดังนั้นโอกาสที่วุฒิสภาจะหลุดไปจากมือของรีพับลิกันนั้นมีน้อยเหลือเกิน ยกเว้นแต่ว่าคะแนนนิยมของทรัมป์จะตกต่ำยิ่งไปกว่านี้จน Blue Wave กลายเป็น Blue Tsunami

 

ภาพ: Jacek Boczarski / Anadolu via Getty Images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising