“เราไม่ได้ไปเมืองไทยมาแล้ว 7 ปี ดังนั้นเราก็อยากจะนำโชว์แบบเดียวกันที่เราแสดงในอังกฤษ ยุโรป หรืออเมริกาไปให้พวกคุณชม ซึ่งประเทศไทยโชคดีมากเลย เพราะพวกเราใช้เวลาเกือบปีในการคิดว่าเซตลิสต์เพลงที่เพอร์เฟกต์จะออกมาเป็นแบบไหน และในที่สุดเราก็ทำได้แล้ว” นั่นเป็นสิ่งที่ Ellie Rowsell นักร้องนำของวงอินดี้ร็อกสัญชาติอังกฤษอย่าง Wolf Alice ฝากข้อความถึงแฟนเพลงชาวไทยก่อนที่พวกเขาจะมาเยือนเมืองไทยอีกครั้งกับคอนเสิร์ตในวันที่ 11 มกราคม 2026 ณ Ambience Space
คอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ถือเป็นการแสดงโชว์เดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งแรกของวง Wolf Alice ที่กรุงเทพฯ และยังเป็นการกลับมาในรอบ 7 ปีของพวกเขา หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อปี 2018 พวกเขามาเล่นที่เมืองไทยครั้งแรกในเทศกาลดนตรี Mangosteen Festival ซึ่งในครั้งนี้พวกเขาเตรียมตัวมาทัวร์ในเอเชียพร้อมกับอัลบั้มใหม่ The Clearing รวมทั้งผลงานเด่นๆ จากอัลบั้มก่อนหน้านี้ที่แฟนเพลงหลายคนอาจจะยังไม่ได้ฟังสดๆ มาก่อนด้วย
ดังนั้นในโอกาสนี้ THE STANDARD POP จึงชวนให้ 2 สมาชิกของวงอย่าง Ellie Rowsell และมือกลอง Joel Amey มาพูดคุยถึงความทรงจำครั้งแรกของการแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทย การเติบโตของพวกเขาและแฟนเพลงในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนคำแนะนำที่พวกเขาอยากจะมอบให้ศิลปินรุ่นใหม่สายสร้างสรรค์ที่กำลังไล่ตามความฝันของตัวเองเช่นเดียวกัน

คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่จะกลับมาแสดงที่นี่ในรอบ 7 ปีพร้อมกับคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งแรก และคุณคิดว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาวงเติบโตไปอย่างไรบ้าง
Ellie: ว้าว 7 ปีเลยเหรอ ไม่รู้สึกเลยว่าผ่านมาเกือบ 7 ปีแล้ว แต่ฉันจำได้ดีเลยนะ ฉันเองก็คิดว่าวงเราเติบโตขึ้นมาก บางอย่างก็คิดว่าคงเหมือนเดิม แต่บางอย่างก็เติบโตขึ้นเยอะเลย จริงๆ เมื่อคืนที่ผ่านมาฉันก็เพิ่งคิดอะไรได้บางอย่างว่าพวกเราเรียนรู้อะไรหลายอย่างในการทำอัลบั้มนี้ (อัลบั้ม The Clearing) ถ้าพวกคุณเจอเราที่ประเทศไทย เราก็คงเหมือนเดิมเป๊ะๆ แหละ แต่ถ้าคุณดูโชว์ของพวกเรา น่าจะรู้สึกถึงความแตกต่างบางอย่างจากรอบที่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ฉันก็หวังว่าเราคงมีพัฒนาการบ้างแล้ว
ฉันรู้สึกว่ารอแทบไม่ไหวแล้วที่จะไปแสดงที่เมืองไทย เรามีช่วงเวลาที่ดีมากๆ ในรอบก่อน เป็นเกียรติมากเลยที่เราจะมีโอกาสแสดงในสถานที่อย่างเมืองไทย เพราะไม่ใช่ทุกวงที่จะได้ไป เพราะมันไกลมากๆ แล้วก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเราจะได้ไปที่นั่น เล่นโชว์เดี่ยวด้วย และฉันก็ตั้งตารอเลยว่าจะมีใครมากันบ้างนะ
คุณจำได้ไหมว่ารอบก่อนที่มาเล่นที่เมืองไทย มีอะไรที่คุณรู้สึกประทับใจบ้าง
Ellie: ฉันจำได้ว่ามีทีมงานพาเราไปตลาดตอนกลางคืน ซึ่งสนุกมากๆ เลย เพราะบรรยากาศในกรุงเทพก็น่าตื่นเต้นมากๆ แบบว่ามันแตกต่างจากอะไรในลอนดอนและอังกฤษเยอะเลย ทุกคนก็ใจดีด้วย เพราะพวกเขาอยากให้เรามีช่วงเวลาดีๆ ทั้งพาไปดูไนต์คลับ ทานอาหารอร่อยๆ แล้วก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีเลย

แล้วหลังจากการซ้อมดนตรีหรือการขึ้นโชว์ พวกคุณทำอะไรกันบ้างในเวลาว่าง
Ellie: จริงๆ ตอนที่เราทัวร์ก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างทำอะไรเยอะสักเท่าไร แต่นั่นก็เป็นเหตุผลเลยว่าทำไมอาหารการกินถึงสำคัญสุดๆ เพราะสำหรับฉันแล้ว อาหารเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเข้าถึงวัฒนธรรมของผู้คน คุณจะรู้สึกว่าคุณเรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากที่ตรงนั้น แบบว่าต่อให้เป็นการทัวร์สักที่ในยุโรป พวกเราก็จะถามอยู่ดีว่ามีขนมอะไรน่าลองทานไหม คือมันง่ายกว่าสำหรับเรา เพราะเราไม่มีเวลาออกไปเที่ยวในเมืองขนาดนั้น ดังนั้นการที่คุณจะเข้าถึงเมืองที่เราไปได้ก็จะอยู่ในอาหารการกินที่เราทาน และนั่นก็สำคัญสำหรับพวกเราเลย
Joel: อันนี้จริงเลย สำหรับผม การกินอาหารแย่ๆ ตอนออกทัวร์เนี่ยเลวร้ายยิ่งกว่าตอนเล่นคอนเสิร์ตออกมาไม่ดีเสียอีก เพราะงั้นแล้วผมก็เลยต้องทำให้แน่ใจว่าตัวเองได้กินอะไรอร่อยๆ ที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพื่อความสุขของผมเองนั่นแหละนะ
นับตั้งแต่อัลบั้มแรก My Love Is Cool จนถึงตอนนี้กับอัลบั้มล่าสุด The Clearing ดังนั้นคุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้เล่าเรื่องราวในแต่ละช่วงชีวิตของคุณผ่านบทเพลงให้กับแฟนเพลงที่เติบโตไปพร้อมๆ กับวงของพวกคุณ
Joel: มันน่าเหลือเชื่อมาก ผมคิดว่าพวกเราทุกคนในวงก็เพิ่งรู้สึกถึงสิ่งนี้ เพราะเราเพิ่งทัวร์ไปที่อังกฤษ หลังจากจบคอนเสิร์ตก็จะมีคนมาบอกว่า ‘เราฟังเพลงของคุณมาหลายปีเลยนะ’ ความรู้สึกแรกผมก็มีความแบบ ‘โอ้แย่ละ เราแก่ไปไวเหมือนกันนะ’ แต่ความรู้สึกต่อมาก็คือ นี่เป็นความรู้สึกที่พิเศษมากๆ เลย
ผมเองก็มีวงดนตรีและศิลปินที่ชอบเหมือนกัน เป็นวงที่ผมเริ่มฟังในจุดหนึ่งของชีวิต แล้วเพลงของพวกเขาก็คอยอยู่ข้างผมมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ผมอยู่ทุกวันนี้ ผมรู้ดีเลยว่าสิ่งเหล่านี้มันพิเศษขนาดไหน พอเราเห็นภาพสะท้อนแบบเดียวกันในผลงานเพลงของเรา ก็เลยเป็นอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติมากจริงๆ
Wolf Alice เติบโตจากการเล่นในผับ ก่อนจะมาเล่นคอนเสิร์ตสเกลอารีนาในอังกฤษ และกำลังจะมาทัวร์พบปะแฟนๆ ในเอเชีย เราเลยอยากรู้ว่าคุณพอจะมีคำแนะนำอะไรให้กับวงน้องใหม่ให้รักษาความเป็น indie (อิสระ) เอาไว้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในระดับเมนสตรีมไหม
Ellie: ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเราประสบความสำเร็จในระดับเมนสตรีมหรือยัง ไม่ค่อยแน่ใจนะ แต่คำแนะนำสำหรับศิลปินทุกคนก็คือ พยายามให้ดนตรีมาเป็นที่หนึ่งเสมอ นั่นเป็นวิธีที่จะทำให้เราไม่ลืมตัว คุณอาจจะเปรียบเทียบเส้นทางของตัวเองกับศิลปินคนอื่น ทั้งเรื่องการทำคอนเทนต์และสารพัดอย่างที่มาพร้อมกับการเป็นศิลปินในยุคนี้ แต่ถ้าคุณโฟกัสกับการไล่ตามแพสชันเพื่อทำเพลงที่คุณรัก สิ่งอื่นๆ มันก็จะเป็นรองไปเอง และนั่นจะทำให้เรายังคงติดดินและเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงได้ คิดว่าอย่างนั้นนะ แต่ก็นะ บางครั้งการพูดมันก็ง่ายกว่าการทำ
แล้วคุณมีคำแนะนำดีๆ ให้กับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานสายสร้างสรรค์ไหม
Joel: มันอาจจะดูเป็นอะไรที่ซ้ำซากสักหน่อยนะที่ผมจะบอกว่าให้เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองอะไรแบบนั้น แต่มันต้องเชื่อจริงๆ เพราะคนเราจะมีความรู้สึกแรกเสมอ และถ้าคุณโชคดีพอ… ผมเองก็คิดว่าตัวเองโชคดีที่อยู่ในวงเพราะเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลายได้ และมันเยี่ยมมากเลยที่เราพึ่งพาใครได้ ในตอนที่เราต้องตัดสินใจว่าเพลงไหนดีหรืออะไรที่ดีสำหรับหน้าที่การงานของเรา มันเป็นเรื่องดีมากที่เราจะต้องมีคนดีๆ รอบตัว มีผู้คนที่เราเชื่อใจได้
แต่สุดท้ายแล้วผมก็คิดว่ามันก็ต้องมีเรื่องสัญชาตญาณตัวเองอยู่ดี บางครั้งผมอาจจะทำผิดหรือทำถูก แต่ถ้าผมรู้สึกจริงๆ ว่านั่นมันถูกต้องแล้วในเวลานั้น มันก็ง่ายกว่าที่เราจะยืนหยัดกับการตัดสินใจนั้นนะ มากกว่าจะคิดแค่ว่า ‘มีคนบอกให้ฉันทำแบบนี้ พูดแบบนี้ หรือเห็นในคลิป Reels ว่าคนเขาทำเลยอยากทำบ้าง’ แต่มันไม่ได้มาจากใจจริงๆ เพราะงั้นผมเลยคิดว่า ถ้าคุณฝึกฟังสัญชาตญาณตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ คุณก็จะยืนหยัดในสิ่งที่คุณเลือกเองได้ ไม่ว่าผลมันจะออกมาดีหรือร้ายก็ตาม

สุดท้ายนี้ ฝากอะไรถึงแฟนเพลงชาวไทยหน่อย พวกเขาตั้งตารออะไรจากคอนเสิร์ตของพวกคุณได้บ้าง
Ellie: อย่างที่คุณบอกว่าเราไม่ได้ไปเมืองไทยมาแล้ว 7 ปี ดังนั้นเราก็อยากจะนำโชว์แบบเดียวกันที่เราแสดงในอังกฤษ ยุโรป หรืออเมริกาไปให้พวกคุณชม ซึ่งประเทศไทยโชคดีมากเลย เพราะพวกเราใช้เวลาเกือบปีในการคิดว่าเซตลิสต์เพลงที่เพอร์เฟกต์จะออกมาเป็นแบบไหน และในที่สุดเราก็ทำได้แล้ว ซึ่งกว่าจะลงตัวแบบนี้ก็ผ่านไปเกือบ 100 โชว์แน่ะ ดังนั้นพวกเราก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้วกับการแสดงที่เมืองไทย แล้วก็เราจะได้พักนิดหน่อยก่อนที่จะกลับไปแสดงคอนเสิร์ตอีกครั้งด้วย และฉันรอแทบไม่ไหวแล้วที่จะเจอกับทุกๆ คน
Joel: ใช่แล้ว ผมก็อยากจะย้ำว่าช่วงที่เรากำลังจะไปแสดงนี่เป็นจังหวะที่ดีมากๆ ที่เราจะได้เล่นคอนเสิร์ต อีกอย่างก็คือคราวก่อนเราไม่ได้ทัวร์อัลบั้ม Blue Weekend ที่นี่ด้วย เพราะฉะนั้นก็จะมีเพลงอีกทั้งอัลบั้มเลยที่แฟนๆ ยังไม่เคยฟังเราเล่นสดๆ ผมเลยคิดว่ามันน่าตื่นเต้นคุณสองไปเลยล่ะ


