YOUNGOHM หรือ โอม รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ คือศิลปินฮิปฮอปผู้สร้างปรากฏการณ์เพลงร้อยล้านวิวตั้งแต่อายุ 19 ปี เบื้องหลังความสำเร็จที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วนี้แฝงไปด้วยบทเรียนชีวิตที่สำคัญสำหรับคนทำงานยุคใหม่ การเติบโตจากความสำเร็จที่มาเร็วเกินไป การจัดการอีโก้ที่กัดกินความสัมพันธ์ และการนิยามความสำเร็จขึ้นมาใหม่ จะช่วยให้เรายืนหยัดในโลกการทำงานที่กดดันได้อย่างแข็งแกร่ง
🟡 เบ้าหลอมและการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว
โอม รัธพงศ์ เติบโตมากับคุณตาคุณยายในย่านสุขุมวิทร้อยหนึ่ง ท่ามกลางการฟังเพลงลูกทุ่งและเพลงป็อปที่คนในครอบครัวมักจะร้องคลอไปด้วยกันเสมอ
ความคุ้นเคยกับดนตรีทำให้เขาเริ่มสนใจเพลงฮิปฮอปผ่านทีวีดาวเทียม และลองแต่งไรม์ในวัยเรียนเพื่อเป็นเครื่องมือระบายความรู้สึก จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาขึ้นเวทีแบทเทิล Rap is Now ครั้งแรกแล้วเกิดความผิดพลาดจนตระหนักว่าทักษะตัวเองยังไม่ดีพอ เขาเลือกใช้ความรู้สึกนั้นเป็นแรงผลักดันในการฝึกซ้อมจนยอมทิ้งเรื่องผลการเรียน ผลลัพธ์จากการโฟกัสคือวันที่ได้เงิน 5,000 บาทแรกจากแพลตฟอร์ม YouTube ขณะนั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมาก
การยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองตามความเป็นจริง และเลือกโฟกัสกับสิ่งที่อยากทำ คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในการทำงาน
🟡 ความหวังดีเปลี่ยนเป็นแรงกดดันได้อย่างไร
เมื่อหาเงินได้ตั้งแต่อายุ 19 เขาเริ่มมีอิสระทางการเงินและแยกตัวออกจากครอบครัว โดยยึดเพื่อนร่วมแก๊งเป็นที่พึ่งทางใจ พอเริ่มมีชื่อเสียง เขาก็คาดหวังให้เพื่อนทุกคนเติบโตและสำเร็จไปด้วยกัน แต่ความหวังดีที่เข้มข้นเกินไปนี้กลับกลายเป็นการสร้างความกดดันให้คนรอบข้าง โอมเล่าถึงความสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ว่า
“จุดที่ทำให้เราดิ่งส่วนใหญ่มันมาจากการที่เราเอาความคาดหวังไปวางไว้ที่เพื่อน เพราะเรามองเขาเป็นคนสำคัญและเป็นที่พึ่งทางใจ พอผิดหวังมันเลยเจ็บมาก จนมาสังเกตได้ว่าบางทีเราก็เอาความเป็นเราไปครอบเขาเยอะเกินไป หวังดีนะ แต่วิธีมันอาจจะฮาร์ดคอร์จนกลายเป็นอีโก้ที่ล้นไปหาคนอื่น”
เมื่อความคาดหวังไม่เป็นไปตามที่คิด ความผิดหวังก็ย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อตัวเขาเองจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและไบโพลาร์ในช่วงอายุ 18 ปี ปัญหานี้บังคับให้เขาต้องกลับมาทบทวนพฤติกรรมตัวเอง เขาเริ่มถอยออกมาใช้เวลาอยู่คนเดียว ปล่อยให้คนอื่นเติบโตในเส้นทางของตัวเอง และลดการเอาความสุขไปผูกติดกับความสำเร็จของใคร
🟡 มุมมองต่อเป้าหมายที่ไม่ได้มีแค่ยอดวิว
ภาพลักษณ์ของแรปเปอร์มักถูกเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา แต่ศิลปินหนุ่มคนนี้กลับมองว่าการทำงานศิลปะเหมือนซีรีส์ที่ต้องมีตอนใหม่ให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอ เขาปฏิเสธที่จะทำเพลงตามสูตรสำเร็จเดิมๆ เพียงเพราะมันขายได้
“ผมมองเหมือนชีวิตเราเป็นซีรีส์เรื่องนึง อัลบั้มนึงก็เป็นตอนนึง มันไม่สนุกถ้าทำเหมือนเดิม ผมพร้อมให้ขายก๋วยเตี๋ยวได้ตลอดเวลาเลย คือเพลงผมไม่ต้องดังก็ได้”
การผูกเป้าหมายชีวิตไว้กับตัวชี้วัดภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หลงทางได้ง่าย การหันมาโฟกัสกับความสุขระหว่างการทำงานและกล้าทดลองสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกดดันตัวเองให้สมบูรณ์แบบในทุกผลงาน คือทางเลือกที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างยั่งยืนขึ้น
เรื่องของยังโอมอาจบอกเราว่า ชีวิตและการทำงานคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเจอทั้งความผิดพลาดและการปรับตัว ความกล้าที่จะมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา หมั่นสำรวจอีโก้เพื่อไม่ให้เผลอสร้างความกดดันให้คนรอบข้าง และทบทวนเป้าหมายในการทำงานอยู่เสมอ จะช่วยหาระยะห่างที่พอดีในการทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุล


