วันนี้ (21 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สรุปภาพรวมการเดินทางในการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 13-20 มิถุนายนดังนี้
เตรียมความพร้อมด้านคน สู่ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า สำหรับเป้าหมายหลักในการเยือนทั้งสองประเทศคือการหารือเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ชิปประมวลผล) โดยมีการแบ่งบทบาทการทำงานของภาครัฐอย่างชัดเจน ในขณะที่กระทรวงการคลังดูแลด้านการส่งเสริมการลงทุน กระทรวง อว. จะรับผิดชอบด้านการพัฒนา “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตบุคลากร ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย ไปจนถึงการหารือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัท Deep Tech ชั้นนำ เพื่อเตรียมโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้พร้อมรองรับการเติบโต
เจาะลึก 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำเนเธอร์แลนด์
คณะเดินทางได้เข้าหารือและศึกษาดูงานในสถาบันการศึกษาที่มีความโดดเด่นและมีระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน 3 แห่ง ได้แก่
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเฟน (TU/e) เนเธอร์แลนด์ : เป็นเมืองที่มีระบบนิเวศการผลิตชิปที่เข้มแข็งมาก โดยได้รับการต่อยอดและอิทธิพลจากบริษัทระดับโลกอย่างฟิลิปส์ (Philips) ทำให้มีบริษัทสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือผลิตชิปจำนวนมาก
- มหาวิทยาลัยทเวนเตอ (University of Twente) เนเธอร์แลนด์ : มีความโดดเด่นด้านการออกแบบห้องปลอดเชื้อ (Cleanroom) สำหรับงานวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งใช้ระบบเปิดเพื่อให้นักศึกษาและนักวิจัยได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทดลองปฏิบัติจริง
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ (TU Delft) เนเธอร์แลนด์ : เปรียบเสมือน MIT แห่งยุโรป มีความก้าวหน้าอย่างมากในการทำงานวิจัยเชิงลึก (Deep Tech) และเทคโนโลยีขั้นสูง
อนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมไทย
ศ.ดร.ยศชนัน เล่าต่อว่า จากการประเมินศักยภาพร่วมกับสถาบันระดับโลก ทิศทางที่ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้คือ เทคโนโลยีชิปที่ใช้แสง (Photonics) และการประกอบบรรจุชิปขั้นสูง (Advanced Packaging)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า “เรื่องโฟโตนิกส์เป็นเทคโนโลยีที่ประเทศไทยสามารถมุ่งไปได้ เพราะเรามีนักวิจัยที่เก่งด้านไฟเบอร์ออปติกและการใช้แสงอยู่แล้ว ในอดีตเราสื่อสารผ่านสายไฟด้วยอิเล็กตรอน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ต้องการการคำนวณขั้นสูงและรวดเร็วขึ้น จึงต้องเปลี่ยนมาใช้แสงแทน และนี่คืออนาคตของประเทศไทย ซึ่งการร่วมมือกับทางเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมจะทำให้ประเทศไทยขยับไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น”
นอกจากนี้ หากสามารถนำเทคโนโลยีแสงมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ลงในชิปตัวเดียวกันได้ (Advanced Packaging) จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในไทยที่มีอยู่เดิม ให้กลายเป็นโรงงานผลิตชิปมูลค่าสูงได้ทันที ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตศูนย์ข้อมูล (Data Center) หันมาสั่งผลิตชิปพลังงาน (Power Chip) ในประเทศไทย
เชื่อมโยงเทคโนโลยีชีวภาพ สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
นอกเหนือจากเทคโนโลยีขั้นสูง ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยต่อว่า คณะยังได้ศึกษาดูงานที่สถาบัน Bio-Base Europe ในประเทศเบลเยียม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การใช้จุลินทรีย์ มาช่วยกระบวนการผลิตวัสดุและสารสกัดที่มีมูลค่าสูง เพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยา อาหาร และการเกษตร
ผนึกเครือข่ายสถาบัน IMEC และการเจรจาระดับรัฐมนตรีของยุโรป
คณะเดินทางได้เข้าพบผู้บริหารสถาบัน IMEC ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของเบลเยียมที่มีเครือข่ายระดับโลก เพื่อปูทางสู่การทำวิจัยร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเชิงนโยบายระดับสูงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ (เนเธอร์แลนด์) และเข้าพบกรรมาธิการยุโรป (EU Commissioner) ด้านสตาร์ทอัพและนวัตกรรม เพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศทางนวัตกรรม เชิญชวนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาลงทุนในไทย และหาแนวทางให้ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก (Associate Member) ในกองทุนวิจัยขนาดใหญ่ของยุโรปอย่าง Horizon Europe
ดึงคนเก่งกลับมาทำงานช่วยประเทศ เปิดประตูสู่ทุนวิจัยแสนล้าน
สำหรับการเดินทางเยือนยุโรปในครั้งนี้สร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการกำหนดจุดยืนของประเทศ โดยไทยจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีชิปแสง (Photonics) และ การประกอบชิปขั้นสูง ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำและสถาบัน IMEC เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
อีกหนึ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญคือการหารือกับกลุ่มนักเรียนและนักวิชาชีพชาวไทยในยุโรป โดยกระทรวง อว. และสถานทูตเตรียมสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมโยงคนเก่งเหล่านี้ ให้นำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการเปิดประตูสู่แหล่งทุนวิจัย Horizon Europe
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการเจรจาทั้งหมดนี้ จะถูกนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ และที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อบูรณาการนโยบายร่วมกัน และยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม


