ทันทีที่เห็น Pat McAfee ปรากฏตัวในบทคู่เอกของ WrestleMania 42 ระหว่าง Cody Rhodes และ Randy Orton ความรู้สึกเอือมระอาก็ผุดขึ้นมาทันที จนถึงขั้นที่ทำให้ผมไม่อยากเปิดดูรายการ SmackDown ตอนล่าสุดเลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันเกิดจากปัญหาที่สะสมมานาน นับตั้งแต่ Cody Rhodes ‘Finish The Story’ ใน WrestleMania 40 ดูเหมือนว่ากราฟคุณภาพด้านบทและแมตช์มวยปล้ำของ WWE จะดิ่งลงอย่างต่อเนื่องชนิดที่น่าตกใจในภาพรวม
แฟนๆ เคยมีความหวังสูงลิ่วเมื่อ Triple H ก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนด้านความคิดสร้างสรรค์ ภาพจำอันยอดเยี่ยมจากยุค NXT Gold & Black ทำให้แฟนๆ เชื่อว่า WWE จะเข้าสู่ยุคทองแห่งคุณภาพ
แต่ความเป็นจริงกลับน่าผิดหวัง สิ่งเดียวที่ HHH ดูจะสืบทอดมาได้คือการปรับปรุงโครงสร้างอีเวนต์ Premium Live Event (PLE) ให้กระชับ เหลือเพียง 4-5 คู่ เพื่อให้แต่ละคู่มีเวลาเล่าเรื่อง แต่ทว่า… ไส้ในของเรื่องราวนั้นกลับกลวงเปล่า ขาดเสน่ห์และพลังอย่างที่เคยเป็น
จนคนดูต้องหันมาตั้งคำถามว่า ไหนล่ะคือ ‘New Era’ ที่เคยขายฝันเอาไว้? เพราะการเขียนบทที่ไร้ทิศทาง ไร้เสน่ห์ และย่ำอยู่กับที่แบบนี้ มันชวนให้ตั้งข้อสงสัยจริงๆ ว่า สรุปแล้วมันคือยุคใหม่กี่โมงกันแน่?
สิ่งที่ซ้ำเติมความรู้สึกของคนดูเข้าไปอีกก็คือ ความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดในขณะที่ Triple H พยายามลดจำนวนคู่ในศึกใหญ่เพื่อให้แมตช์มีคุณภาพ แต่ในรายการประจำสัปดาห์อย่าง Raw และ SmackDown กลับเต็มไปด้วยแมตช์ที่สั้นกุด ถูกบีบเวลา และคั่นด้วยการตัดเข้าโฆษณาบ่อยๆ จนแฟนมวยปล้ำแทบไม่ได้เสพมวยปล้ำที่มีคุณภาพในรายการทีวีเลย
หากต้องการหลักฐานว่าแฟนๆ รู้สึกอย่างไร ตัวเลขยอด Dislike ที่ถล่มทลายใน YouTube ของ WWE โดยเฉพาะกับเส้นเรื่องสำคัญๆ คือเสียงสะท้อนของความไม่พอใจในหลายประเด็น รวมถึงสิ่งที่ถูกมองว่า WWE จัดการได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างนั้นคือ
◾แผนลาวงการที่ย่ำแย่ของ John Cena เพราะตำนานอย่างเขา ควรจะได้รับการอำลาที่สมเกียรติและน่าจดจำ แต่บทกลับวางแผนได้ยอดแย่ ขาดความใส่ใจ เอาเขาไปเทิร์น Heel จนแปดเปื้อน สุดท้ายก็ต้องรีบกลับมาเป็น Face ก่อนลาวงการอยู่ดี … นั่นทำให้คุณค่าของการอำลาลดน้อยถอยลงอย่างน่าเสียดาย
◾การอำลาที่ไม่สมภูมิของ AJ Styles ‘The Phenomenal One’ คือนักมวยปล้ำระดับโลกที่สมควรได้รับแมตช์อำลาที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ แต่ WWE กลับปฏิบัติกับเขาเหมือนนักมวยปล้ำธรรมดาๆ ขาดความเคารพต่อตำนานที่สร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
อีกปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ HHH คือการ ‘กั๊กแมตช์’ และ ‘ไม่กล้าเสี่ยงกับคนรุ่นใหม่’ เราเห็นยอดฝีมือระดับพระกาฬอย่าง Sami Zayn, Carmelo Hayes, Finn Bálor หรือแม้แต่ Bron Breakker อนาคตแชมป์โลกที่โดดเด่นที่สุดในช่วงปลายปี 2025 แต่พอตัดภาพมาปี 2026 กลับต้องมานอนให้ CM Punk แบบสู้ไม่ได้ จนถูกมองว่านี่คือการทำลายความมั่นใจและทำลายโอกาสในการสร้าง ‘สตาร์หน้าใหม่’ อย่างน่าเสียดาย
ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจดัน Jey Uso ขึ้นมาเป็นแชมป์โลกของค่ายในปีที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงช่องว่างในมาตรฐานคุณภาพ เพราะในขณะที่เขามีฐานแฟนคลับคอย ‘Yeet’ และความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘ทักษะบนสังเวียน’ ของเขายังห่างไกลจากการเป็นแชมป์โลกที่ต้องแบกแมตช์คุณภาพระดับสูง
ทุกวันนี้เรายังเห็นเขามีจังหวะผิดพลาดในท่าง่ายๆ จนกลายเป็น ‘มีม’ ล้อเลียนในโซเชียลอยู่บ่อยครั้ง สวนทางกับเหล่ายอดฝีมือในค่ายที่ปล้ำถวายหัวแต่กลับไม่ได้รับโอกาสที่คู่ควร
นอกจากนั้น HHH มักจะเลือกทางที่ปลอดภัยด้วยการจบแมตช์แบบ DQ แทบทุกสัปดาห์ หรือหันไปดึงตัวสตาร์เก่าๆ มาค้ำจุนยอดขายบัตร ทำลูปเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนถึง WrestleMania 42 ที่กำลังจะมาถึง ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแชมป์โลกจาก Drew McIntyre ที่กำลังมีมิติและน่าสนใจ กลับไปให้ Cody Rhodes ที่เริ่มโดนคนดูโห่และถูกมองว่าเป็น ‘Cody Hogan’
แถม Jacob Fatu, LA Knight ที่สามารถเป็นอนาคตของค่าย ก็ไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจังเสียที เพราะ WWE ยังคงเสพติดการกินบุญเก่ากับมหากาพย์ ‘The Bloodline’ พวกเขาใช้เวลาแอร์ไทม์ส่วนใหญ่อย่างฟุ่มเฟือยไปกับนักมวยปล้ำจากสตอรีนี้จนทำให้บทสรุปของคนอื่นๆ ในค่ายกลายเป็นเพียง ‘ตัวประกอบ’ ที่ไม่มีเวลาเล่าเรื่อง และทำให้มวยปล้ำทั้งรายการหมุนรอบอยู่แค่คนไม่กี่กลุ่ม
และที่น่าช้ำใจที่สุดคือ บรรดาแชมป์ US ที่ออกมาเปิด Challenge ทุกสัปดาห์ อย่าง Ilja Dragunov และ Carmelo Hayes ที่แบกรายการประจำสัปดาห์มาตลอด กลับดูเหมือนจะไม่มีแมตช์ใน WrestleMania นี่หรือคือรางวัลของคนทำงานหนัก? มันคือการส่งสัญญาณที่ไปยังนักมวยปล้ำทุกคนว่า ต่อให้ขยันแค่ไหน ถ้าไม่ใช่สตาร์เก่าที่ขายตั๋วดึงดูดผู้ชมในศึกใหญ่ได้ ก็แทบไม่มีทางได้ยืนบนจุดสูงสุดใน WWE ยุค HHH
นอกจากเรื่องการบริหารตัวบุคคลแล้ว นี่ยังไม่นับรวมปัญหา ‘ภาวะเข็มขัดเฟ้อ’ ที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศและแฟนๆ เริ่มส่ายหน้า เพราะพวกเขาขยันสร้างแชมป์และจัดทัวร์นาเมนต์ใหม่ๆ ขึ้นมาประดับรายการ แต่ไม่สามารถเขียนบทสรุปหรือสร้างเนื้อเรื่องให้มันทรงคุณค่า สุดท้ายเข็มขัดแชมป์เหล่านั้นก็เป็นได้แค่พร็อปประกอบฉากที่ไม่ได้ช่วยยกระดับนักมวยปล้ำเลยแม้แต่น้อย
ความกังวลยังลามไปถึงการแทรกแซงจาก TKO (บริษัทแม่ของ WWE) ที่มีข่าวว่าเริ่มเข้ามามีบทบาทในบทมวยปล้ำ การส่ง Pat McAfee มาแจมในคู่เอกโดยไม่ถามความเห็นแฟนๆ คือตัวอย่างชัดเจนของการให้ความสำคัญกับ ‘กระแส’ และ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ มากกว่านักมวยปล้ำอาชีพที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก
หาก WWE ยังคงหวังพึ่งพิงแต่สตาร์เก่าๆ อย่าง Roman Reigns, CM Punk, Seth Rollins, Cody Rhodes หรือ Randy Orton บอกเลยว่าเหนื่อยแน่นอน หากยังไม่กล้าแม้แต่จะผลักดันคนของตัวเองอย่างจริงจัง
ยิ่งในยุคที่แฟนมวยปล้ำมีทางเลือกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ All Elite Wrestling (AEW) ที่ปัจจุบันยืนอยู่ในจุดที่เป็นค่ายหมายเลข 2 ของโลกอย่างเต็มตัว โดยชูจุดขายที่การนำเสนอ ‘คุณภาพการปล้ำ’ และความสนุกที่ตอบโจทย์แฟนๆ ที่ชอบความเร้าใจ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่แตกต่างจากแนวทางความบันเทิงกระแสหลักของ WWE อย่างชัดเจน
หาก WWE ยังไม่รีบกู้ศรัทธาด้วยการยกระดับคุณภาพของโปรดักต์ให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่แฟนๆ เสียไป ในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่ายอด Dislike ใน YouTube นั่นคือการปฏิเสธจาก ‘ผู้บริโภคตัวจริง’ ที่เริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า
โดยเฉพาะในยุค TKO ที่ราคาตั๋วพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจนแทบจะกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย สวนทางกับมาตรฐานความสนุกบนสังเวียนที่ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งไว้เพียงเพื่อรอรับกำไรมหาศาลจากสปอนเซอร์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามูฟสำคัญหลังศึก WrestleMania 42 จะเป็นจุดตัดสินสำคัญว่า WWE จะเดินไปในทิศทางไหน? หากพวกเขายังคงทำแบบขอไปที เน้นแต่การตลาดฉาบฉวย หรือกระแสคนดังปล้ำไม่เป็น ขาดความใส่ใจในคุณภาพมวยปล้ำ
ถึงจุดนั้น WWE ที่เคยยิ่งใหญ่และครองโลกมวยปล้ำมาอย่างยาวนาน อาจกลายเป็นเพียงอดีต แม้จะมีมูลค่าสูงในตัวเลขการตลาด แต่คุณภาพของ ‘มวยปล้ำ’ ที่ตกต่ำก็ยากที่จะทำให้แฟนๆ ยอมรับและสนับสนุนได้ตลอดไป


