เพิ่งระดมทุนได้หมื่นล้าน แต่สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลับเป็นการยื่นฟ้องสตาร์ทอัพทีมเล็กๆ ที่มีพนักงานแค่ 20 คน
ประเด็นสำคัญ
นี่คือเรื่องราวของ Whoop บริษัทสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ที่กำลังขยายอาณาจักรจากอุปกรณ์สำหรับนักกีฬาชั้นนำสู่ระบบติดตามสุขภาพสำหรับคนทั่วไป
สมาชิกของบริษัทมีตั้งแต่นักกีฬาระดับโลกไปจนถึงผู้บริโภคทั่วไปกว่า 2.5 ล้านคนใน 60 ประเทศ และผู้ก่อตั้งกำลังวาดภาพให้ Whoop ก้าวข้ามจากเครื่องมือสำหรับนักกีฬาไปสู่ระบบที่อาจช่วยชีวิตผู้คนได้ในอนาคต
แต่ในระหว่างทางที่กำลังพุ่งทะยาน Whoop กลับเปิดศึกกับ Bevel สตาร์ทอัพด้านแอปสุขภาพที่เพิ่งตั้งไข่ ในคดีที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าบริษัทขนาดยักษ์กำลังกลัวอะไรในผู้เล่นรายเล็ก
Whoop สายรัดไร้หน้าจอที่นักกีฬาระดับโลกเลือกใช้
Whoop ก่อตั้งเมื่อปี 2012 โดยวิลล์ อาห์เหม็ด (Will Ahmed) ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในฐานะกัปตันทีมสควอชของมหาวิทยาลัย เขาพบว่าตัวเองซ้อมหนักเกินไปแต่ไม่มีเครื่องมือใดบอกได้ว่าร่างกายรับไหวหรือไม่
“ผมรู้สึกว่าไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไรกับร่างกายตัวเองในฐานะนักกีฬา” อาห์เหม็ดเล่า จุดนั้นเองที่เขาเริ่มอ่านงานวิจัยทางการแพทย์หลายร้อยชิ้น และพัฒนาสายรัดข้อมือที่ไม่มีหน้าจอ ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่นับก้าว แต่วัดข้อมูลเชิงลึกของร่างกาย ตั้งแต่คุณภาพการนอน การฟื้นตัว ไปจนถึงความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ
“ถ้ามีหน้าจอ มันก็กลายเป็นนาฬิกา และถ้าเป็นนาฬิกา คุณก็ต้องแข่งกับนาฬิกาอีกมากมาย เพราะไม่มีใครใส่นาฬิกาสองเรือน” อาห์เหม็ดอธิบายแนวคิดของ Whoop ที่เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม ไม่ใช่อุปกรณ์ทดแทน
ปี 2015 Whoop เริ่มวางขายให้นักกีฬาอาชีพ โดยเลอบรอน เจมส์ (LeBron James) เป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่ใช้ ตามมาด้วย คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo), รอรี แมคอิลรอย (Rory McIlroy) และนักกีฬาระดับโลกอีกหลายคน ก่อนจะเปิดให้ผู้บริโภคทั่วไปซื้อได้ในปีถัดมา
สิ่งที่ทำให้ Whoop แตกต่างจากแบรนด์อื่นคือ นักกีฬาเหล่านี้เลือกใส่เอง ไม่ได้ถูกจ้างมา เมื่อต้นปีที่ผ่านมาในรายการ Australian Open ฝ่ายจัดการแข่งขันสั่งให้นักเทนนิสรวมถึง การ์โลส อัลคาราซ (Carlos Alcaraz) ถอดสายรัด Whoop ออกกลางรายการ ทั้งที่อุปกรณ์นี้ได้รับการอนุมัติจากสหพันธ์เทนนิสนานาชาติแล้ว แต่นักกีฬากลับไม่ยอมถอด
“มันสร้างกระแสวิพากษ์ในสื่อขึ้นมาเลย” อาห์เหม็ดเล่าอย่างพอใจ “และยิ่งทำให้คนเห็นว่านักกีฬาระดับโลกเหล่านี้ใส่ Whoop เพราะเห็นคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่เพราะถูกว่าจ้าง” ทั้งนี้ Whoop มีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ให้หุ้นแก่นักกีฬาเป็นสิ่งตอบแทนสำหรับการสวมใส่สายรัด เพราะเชื่อว่าถ้าพวกเขาชอบผลิตภัณฑ์จริง ก็จะใส่ไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่

ภาพ: WHOOP / Facebook
ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Whoop ปิดดีลระดมทุนรอบ Series G ได้ 575 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.84 หมื่นล้านบาท) ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นเป็น 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.23 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.15 แสนล้านบาท) ในรอบก่อนหน้าเมื่อปี 2021
การระดมทุนครั้งนี้นำโดย Collaborative Fund ซึ่งเป็นผู้ลงทุนใน Whoop มาตั้งแต่ปี 2013 พร้อมด้วยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่าง Qatar Investment Authority และ Mubadala รวมถึงบริษัทอุปกรณ์การแพทย์ระดับโลกอย่าง Abbott Laboratories นอกจากนี้ยังมีนักกีฬาดังอย่าง โรนัลโด, เลอบรอน, แมคอิลรอย และเร็กกี มิลเลอร์ (Reggie Miller) ร่วมลงทุนในรอบนี้ด้วย
เครก ชาปิโร (Craig Shapiro) ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนของ Collaborative Fund มองว่าสิ่งที่ Whoop ทำได้ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่ปกติไม่ค่อยใส่เครื่องประดับหรืออุปกรณ์เสริมบนข้อมือ “เรื่องเทคโนโลยีไม่ได้ยากที่จะประเมิน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค” ชาปิโรกล่าว
ปัจจุบัน Whoop มีสมาชิกมากกว่า 2.5 ล้านคนทั่วโลก เปิดให้บริการใน 60 ประเทศ โดย 60% ของยอดขายมาจากนอกสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนไปมากจากเมื่อ 4 ปีก่อนที่สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของฐานสมาชิก
เส้นทางสู่ ‘ระบบปฏิบัติการด้านสุขภาพ’ และศึกกับ FDA
อาห์เหม็ดไม่ได้ต้องการให้ Whoop เป็นแค่อุปกรณ์สำหรับคนรักการออกกำลังกาย เขามองไกลกว่านั้น คือการเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ระบบปฏิบัติการด้านสุขภาพ’ ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และอาจถึงขั้นคาดการณ์ได้ว่าผู้ใช้กำลังจะเกิดอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมอง
ผลิตภัณฑ์ระดับสูงสุดของ Whoop มีฟีเจอร์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แล้ว สามารถตรวจจับสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์คำนวณ ‘อายุทางชีวภาพ’ ที่อาห์เหม็ดบอกว่าเป็นฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รวมถึงความร่วมมือกับ Quest Diagnostics ที่เปิดให้สมาชิกตรวจเลือดแล้วอัปโหลดค่าชีวภาพเข้าแอปโดยตรง เพื่อให้แพทย์วิเคราะห์ผลร่วมกับข้อมูลจาก Whoop
แต่ฟีเจอร์ที่สร้างข้อถกเถียงมากที่สุดคือการวัดความดันโลหิต เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 FDA ส่งหนังสือเตือนถึง Whoop ระบุว่าฟีเจอร์ดังกล่าวถือเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการอนุมัติก่อน เนื่องจากหากค่าที่วัดได้ต่ำกว่าความเป็นจริง อาจทำให้ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงวางใจอย่างไม่เหมาะสม

ภาพ: WHOOP / Facebook
Whoop ตอบโต้ว่าฟีเจอร์นี้มีไว้เพื่อเป็นข้อมูลด้านสุขภาพทั่วไป ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยโรค จึงไม่ควรถูกจัดเป็นอุปกรณ์การแพทย์ และยังคงเปิดให้ใช้งานอยู่ อาห์เหม็ดแสดงความมั่นใจว่าเรื่องนี้จะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ซึ่งต่อมาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา FDA ได้ออกแนวปฏิบัติฉบับใหม่ที่เปิดทางให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เซ็นเซอร์วัดค่าทางสรีรวิทยา เช่น ความดันโลหิต สามารถจัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทั่วไปได้ หากไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อวินิจฉัยหรือรักษาโรค
ในแง่ธุรกิจ Whoop มีรายรับจากยอดจองล่วงหน้า (bookings) เติบโต 103% ในปี 2025 ปิดปีที่อัตรารายรับต่อปีราว 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.52 หมื่นล้านบาท) ทั้งยังมีกระแสเงินสดเป็นบวกแล้ว ตัวเลขสมาชิกราว 2.5 ล้านคนของ Whoop อยู่ในระดับใกล้เคียงกับ Peloton ที่มีสมาชิกราว 2.7 ล้านคน ขณะที่ Oura คู่แข่งสำคัญที่ทำแหวนอัจฉริยะ ขายแหวนไปแล้วกว่า 5.5 ล้านวง สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) ต่อปี และมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.52 แสนล้านบาท)
ส่วนเรื่องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ อาห์เหม็ดบอกว่าบริษัทกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นบริษัทจดทะเบียน แต่ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะทำเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน Whoop กำลังอยู่ระหว่างการจ้างงานครั้งใหญ่ โดยวางแผนเพิ่มพนักงานอีกกว่า 600 ตำแหน่งจากปัจจุบันที่มีราว 800 คน
Bevel แอปสุขภาพราคาเข้าถึงง่ายที่ไม่ต้องพึ่งฮาร์ดแวร์ของตัวเอง
ในขณะที่ Whoop และคู่แข่งอย่าง Oura ขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์พ่วงกับบริการสมาชิก ก็มีสตาร์ทอัพอีกรายที่เลือกเดินเส้นทางต่างออกไป
Bevel เป็นสตาร์ทอัพจากนิวยอร์ก ก่อตั้งเมื่อปลายปี 2023 โดย เกร ยิน (Grey Nguyen) อดีตผู้บริหารผลิตภัณฑ์ของ Campus สตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากแซม อัลต์แมน (Sam Altman) ร่วมกับ เบน หยาง (Ben Yang) อดีตวิศวกร machine learning จาก Opendoor และ อาดิตยา อการ์วัล (Aditya Agarwal) อดีต CTO ของ Dropbox ที่เข้ามาร่วมเป็นผู้ก่อตั้งและกรรมการบอร์ด
จุดเริ่มต้นของ Bevel มาจากปัญหาส่วนตัวของยิน เขาเล่าว่าช่วงที่ทำสตาร์ทอัพก่อนหน้านี้ ความเครียดทำให้ละเลยสุขภาพจนเกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แม้จะใช้อุปกรณ์สวมใส่หลายตัวและไปพบแพทย์ แต่ไม่มีอะไรชี้ได้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร
“ไม่มีอะไรบอกได้เลยว่าอะไรทำให้ผมปวดหลัง แม้แต่หมอ ซึ่งมันบ้ามาก” ยินเล่า เขาเริ่มรวบรวมข้อมูลสุขภาพด้วยตัวเอง ทั้งการนอน โภชนาการ และการเคลื่อนไหว จึงพบว่าปัญหาหลายอย่างสะสมซ้อนกัน ตั้งแต่นั่งนานเกินไป นอนไม่ดี ไปจนถึงอาหารที่มีโซเดียมสูงจนเพิ่มการอักเสบ
แนวคิดของ Bevel คือการเป็นผู้ช่วยด้านสุขภาพที่ใช้ AI รวมข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ที่ผู้ใช้มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Apple Watch หรือเครื่องวัดน้ำตาลอย่าง Dexcom และ Libre แล้ววิเคราะห์ข้อมูลการนอน การออกกำลังกาย และโภชนาการ ให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล โดยไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์เพิ่ม

ภาพ: Courtesy of Bevel
อการ์วัลอธิบายว่า แอปสุขภาพหลายตัวในตลาดต้องพึ่งพาฮาร์ดแวร์ราคาแพงที่ผู้ใช้ต้องซื้อเพิ่ม “แหวนหรือสายรัดราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นบาท) มันเกินเอื้อมสำหรับหลายคน” อการ์วัลกล่าว “คนเรามีข้อมูลสุขภาพที่มีคุณค่ามากมายอยู่แล้วจากอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ทุกวัน เราอยากสร้างอะไรที่เข้าถึงคนได้กว้างกว่านั้น”
ต่างจาก Whoop ที่มีค่าสมาชิกรายปีตั้งแต่ 149 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,700 บาท) ไปจนถึง 359 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.15 หมื่นบาท) Bevel คิดค่าบริการเพียงเดือนละ 6 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 192 บาท) หรือปีละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,600 บาท) ถูกกว่าหลายเท่า
เมื่อเดือนตุลาคม 2025 Bevel ระดมทุน Series A ได้ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 320 ล้านบาท) นำโดย General Catalyst โดยบริษัทระบุว่ามีผู้ใช้งานรายวันมากกว่า 1 แสนคน เติบโตกว่า 8 เท่าภายในปีเดียว ผู้ใช้เฉลี่ยเปิดแอปวันละ 8 ครั้ง และอัตราการใช้งานต่อเนื่องที่ 90 วันอยู่เหนือ 80%
เมื่อยักษ์ใหญ่เปิดศึกกับมดตัวน้อย
แม้จะเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ Bevel กลับตกเป็นจำเลยในคดีที่ Whoop ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐเดลาแวร์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไม่นานหลังจากปิดดีลระดมทุนรอบใหญ่
ในคำฟ้องจำนวน 111 หน้า Whoop ระบุว่า Bevel ลอกเลียนรูปลักษณ์และการออกแบบของแอปพลิเคชัน Whoop ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าทั้งสองบริษัทมีความเกี่ยวข้องกัน รวมถึงอ้างว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร
ยินตอบโต้ผ่านวิดีโอที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “บริษัทมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่มีพนักงานกว่า 800 คนกลับกลัวพวกเรา ทีมเล็กๆ แค่ 20 คนที่พยายามทำให้การติดตามสุขภาพเข้าถึงได้สำหรับทุกคน” พร้อมระบุว่า “แทนที่จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างสรรค์นวัตกรรม Whoop กลับเลือกเอาเงินที่เพิ่งระดมทุนได้ไปใช้กับการฟ้องร้อง”
ยินให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทเริ่มต้นในทิศทางที่ต่างออกไป โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 พนักงานของ Whoop 2 คนติดต่อมาหา Bevel เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือ โดยชื่นชมว่าสิ่งที่ Bevel ทำในด้านกีฬาและสุขภาพนั้น “สร้างแรงบันดาลใจและน่าสนใจ” แต่ในตอนนั้น Bevel เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 6 เดือน ยินจึงเห็นว่ายังไม่มีทรัพยากรพอจะเจรจาความร่วมมือ

ภาพ: Bevel / Facebook
หลังจากนั้นไม่นาน Whoop ส่งหนังสือเตือนให้ Bevel หยุดใช้ฟีเจอร์บางอย่าง รวมถึงโหมดมืด (dark mode) ซึ่งเป็นการตั้งค่าหน้าจอที่ใช้กันทั่วไป และให้หยุดใช้คำอย่าง ‘strain’ (ภาระต่อร่างกาย) กับ ‘recovery’ (การฟื้นตัว) ซึ่งยินโต้แย้งว่าเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในวงการสุขภาพและฟิตเนส ไม่ควรเป็นเครื่องหมายการค้าของใครคนเดียว จากนั้น Whoop ก็เงียบไป จนมายื่นฟ้องเมื่อเดือนมีนาคม
คำฟ้องของ Whoop ระบุว่าหน้าจอหลักของแอป Bevel มีความคล้ายคลึงกับของ Whoop มากเกินไป ทั้งในส่วนของคะแนน strain (ภาระต่อร่างกาย) และ recovery (การฟื้นตัว) รวมถึงหน้าตาของฟีเจอร์โค้ช แต่ยินโต้แย้งว่า Bevel เปิดตัวหน้าจอหลักในรูปแบบนี้ก่อน และ Whoop เป็นฝ่ายปรับดีไซน์ตามมาทีหลัง
ยินทิ้งท้ายในวิดีโอว่า “นี่ไม่ใช่วิดีโอขอความเห็นใจ เราแค่อยากเล่าฝั่งของเรา และอธิบายว่าทำไมเราถึงเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง”
ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาในทิศทางใด สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าสนามแข่งขันในตลาดอุปกรณ์และแอปติดตามสุขภาพกำลังดุเดือดขึ้นทุกวัน เมื่อยักษ์ใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่าง Whoop มองว่าแม้แต่สตาร์ทอัพตัวเล็กก็อาจเป็นภัยคุกคามที่ปล่อยผ่านไม่ได้
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.00 บาท ณ วันที่ 20 เมษายน 2569
ภาพปก: WHOOP / Facebook
อ้างอิง:
- https://www.inc.com/leila-sheridan/whoop-bevel-lawsuit-ceo-response/91326927
- https://techcrunch.com/2025/10/30/bevel-raises-10m-series-a-from-general-catalyst-for-its-ai-health-companion/
- https://techcrunch.com/2026/03/27/whoop-has-lebron-now-it-wants-your-mom/
- https://techcrunch.com/2026/03/31/whoop-valuation-10b-series-g-fundraise/
- https://www.wsj.com/articles/whoop-raises-575-million-at-10-1-billion-valuation-despite-fda-rift-7337178f
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-31/whoop-raises-575-million-at-a-10-billion-valuation-on-its-way-to-an-ipo

