เมื่อพูดถึง DELTA หลายคนอาจนึกถึง บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาด 2.9 ล้านล้านบาท ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดการพลังงานและความร้อน ตั้งแต่ Power Supply พัดลมและระบบระบายความร้อน ระบบควบคุมมอเตอร์ ไปจนถึงเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
ประเด็นสำคัญ
แต่วันนี้ภาพจำของ DELTA กำลังเปลี่ยนไป การเติบโตของ AI Data Center และความต้องการกำลังประมวลผลมหาศาล กำลังผลักดันให้กลุ่ม Delta Electronics ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญระดับโลก ด้านโซลูชันการจัดการพลังงานและความร้อนแบบครบวงจร หรือ “Grid-to-Chip”
ท่ามกลางการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่จะบริหารไฟฟ้าอย่างไรให้เสถียรและมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ทุกประเทศจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าจะดึงดูดการลงทุนอย่างไร ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด แต่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจมากที่สุด เพราะการจะสร้างศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่ง ต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านทรัพยากรทั้งไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน รวมถึงมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
THE STANDARD WEALTH ชวนร่วมหาคำตอบไปกับ Jason Yuan ประธานธุรกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียของ Delta Electronics จากงาน Data centre world asia 2026
ศึก Data Center ใครใช้พลังงานได้คุ้มกว่าคนนั้นชนะ
เมื่อพลังการประมวลผลข้อมูลกลายเป็นคอขวด เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลในยุค AI การขยายตัวของดาตาเซ็นเตอร์พร้อมกันทั่วโลก จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Jason กล่าวว่า การจะพิจารณาสร้าง Data Center ต้องอาศัยทรัพยากรสำคัญ 3 อย่าง คือ พลังงาน, น้ำ, และที่ดิน ดังนั้นความท้าทายของการแข่งขันสร้างดาตาเซนเตอร์ จึงไม่ใช่แค่การจัดหาพลังงานเข้ามาในระบบ แต่คือการใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โจทย์สำคัญวันนี้คือ หากเรามีพลังงานอยู่ในมือ 1 กิกะวัตต์ เราจะสามารถดึงพลังงานนั้นมาใช้ในการประมวลผลจริงได้มากน้อยแค่ไหน
“มีผู้นำในอุตสาหกรรมเคยกล่าวไว้ว่า การประมวลผล AI ในระดับประเทศ แท้จริงแล้วคือกระบวนการ ‘แปลงพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็น Token’ ดังนั้น โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมคือ เราจะเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงพลังงานให้สูญเสียน้อยที่สุดได้อย่างไร”
เนื่องจาก Data Center ต้องประมวลผลตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องการใช้กำลังไฟฟ้ามหาศาลที่มีความเสถียรต่อเนื่อง แต่โครงข่ายไฟฟ้าเดิมที่ใช้ร่วมกับภาคครัวเรือน อาจมีข้อจำกัดในการขยายกำลังผลิตและระบบส่งได้ไม่ทันความต้องการ ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลจึงเกิดแนวคิด Bring Your Own Power พลิกบทบาทจากผู้รอใช้พลังงานปลายทาง เป็นผู้จัดหาและบริหารพลังงานเพิ่มเติมเอง ทั้งจากโรงไฟฟ้าเฉพาะ ระบบกักเก็บพลังงาน และ Microgrid
รู้จัก Grid-to-Chip กุญแจคุมระบบพลังงานยุค AI
การบริหารจัดการพลังงานใน Data Center ยุค AI ไม่สามารถมองแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป เพราะในยุคที่ต้นทุนการประมวลผล AI ถูกคำนวณจาก “ต้นทุนไฟฟ้าต่อ Token” ระหว่างขั้นตอนการแปลงกระแสไฟฟ้า ยิ่งมีจุดสูญเสียพลังงานมากเท่าไร ต้นทุนการดำเนินงานยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น การจะลดการสูญเสียพลังงานระหว่างขั้นตอนการแปลงไฟจึงต้องอาศัยการบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร
Jason กล่าวว่า ท่ามกลางผู้ให้บริการส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ทำเฉพาะ Microgrid หรือทำเฉพาะระบบทำความเย็นระดับชิป แต่จุดแข็งของ DELTA คือเป็นหนึ่งในผู้เล่นเพียงไม่กี่รายที่มีโซลูชันครอบคลุมตลอดกระบวนการแปลงพลังงาน
กลยุทธ์หลักของ DELTA คือแนวคิด “Grid-to-Chip” คือโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านระบบพลังงาน (Power) และระบบทำความเย็น (Cooling) ตั้งแต่โครงข่ายไฟฟ้าและ Microgrid ต่อเนื่องไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ระบบภายในห้อง Data Center ระดับแถวตู้เซิร์ฟเวอร์ ระดับภายในตู้ Rack ตลอดจนแผงวงจรและชิปประมวลผล โซลูชันเหล่านี้ช่วยลดการสูญเสียตลอดเส้นทางการส่งและแปลงพลังงาน พร้อมระบายความร้อนได้ตรงจุดมากขึ้น ทำให้เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ประมวลผลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
ถอดบทเรียนสิงคโปร์ กำกับ Data Center อย่างไรให้ยั่งยืน
เมื่อถามว่าในฐานะที่ DELTA เป็นผู้ให้บริการวางระบบบริหารพลังงานให้กับดาตาเซนเตอร์ทั่วโลก สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการวางกรอบนโยบาย Data Center ที่เข้มข้นตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของ AI มีบทเรียนอะไรที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ
Jason ให้ความเห็นว่า การสร้างนโยบายและมาตรฐาน Data Center ที่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก (One-size-fits-all) ได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาถึงสภาพภูมิอากาศ บริบททางภูมิศาสตร์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากรเฉพาะตัวของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้การใช้พลังงานเกิดขึ้นได้จริงอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
สำหรับสิงคโปร์ ตัวอย่างมาตรฐานการกำกับที่ยั่งยืน คือการกำหนด Tropical Data Center Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการติดตั้งและเดินระบบอุปกรณ์ไอทีใน Data Center ที่สร้างขึ้นบนความเข้าใจบริบทประเทศตัวเองที่เป็นเขตร้อนชื้น
ในอดีตคนมักยึดติดกับความเชื่อที่ว่า Data Center จะต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำมากๆ เช่น ต้องคุมให้อยู่ต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้นตลอดเวลา แต่ภายใต้มาตรฐานนี้สิงคโปร์อนุญาตให้ Data Center สามารถดำเนินงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงกว่า 22 องศาเซลเซียสขึ้นไปได้
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มอุณหภูมิขึ้นเพียงไม่กี่องศานี้ ช่วยลดภาระการทำงานของระบบทำความเย็นและลดความต้องการใช้พลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นสิ่งที่ประเทศจะนำมาปรับใช้ได้ ไม่ใช่การนำมาตรฐานของสิงคโปร์มาใช้โดยตรง แต่คือการมองเห็นความเฉพาะตัวในสภาพแวดล้อมของตนเอง แล้วนำกรอบแนวคิดนี้มาเป็นฐาน ในการวางนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของ AI และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุน Data Center ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค Jason กล่าวว่า เมื่อมองแนวโน้มในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับท็อปที่จะมีการขยายกำลังการผลิตของ Data Center สูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ และปัจจุบันผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในไทยต่างกำลังเร่งวางแผนบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เขาจึงมั่นใจว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในอนาคต
Data Center จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ต้องเริ่มจากความโปร่งใส
แม้ในระดับประเทศการดึงดูดการลงทุนใน Data Center จะเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ไม่ให้ตกขบวนกระแส AI แต่ในหลายพื้นที่ทั่วภูมิภาคอาเซียน เริ่มมีกระแสต่อต้านการสร้าง Data Center จากชุมชนท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะสร้างข้อตกลงการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร
Jason ให้ความเห็นว่า ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกันในการผสานความร่วมมือ ได้แก่ ภาครัฐ, ผู้ให้บริการระบบสาธารณูปโภค, ผู้ดำเนินงาน Data Center และชุมชนท้องถิ่น
ภาครัฐต้องกำหนดกรอบนโยบายยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน มีมุมมองที่สมดุล และเน้นความโปร่งใส ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคต้องยกระดับเป็นผู้บริหารจัดการพลังงานที่วางแผนการผลิตและกระจายไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผู้ดำเนินงาน Data Center ก็ต้องนำนโยบายมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้
- เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทั้งการใช้ไฟฟ้า น้ำ แหล่งพลังงาน การปล่อยคาร์บอน และผลกระทบต่อพื้นที่ เพื่อให้ทุกฝ่ายประเมินได้ว่าโครงการสร้างประโยชน์และสร้างภาระต้นทุนต่อชุมชนอย่างไร
- ดึงทุกฝ่ายเข้ามาวางแผนตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่รอให้โครงการได้รับอนุมัติแล้วจึงรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องกับข้อจำกัดของพื้นที่และความต้องการของชุมชน
- กำหนดกลไกติดตามและรับผิดชอบ โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ช่องทางร้องเรียน และมาตรการแก้ไขหรือชดเชยเมื่อผลกระทบเกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้การจะพิสูจน์ว่า Data Center เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงและไม่ใช่เพียงการฟอกเขียว ไม่สามารถพิจารณาจากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งได้ แต่ต้องประเมินตัวชี้วัดหลายด้านควบคู่กัน ได้แก่ ค่า PUE ซึ่งวัดสัดส่วนพลังงานรวมของศูนย์ข้อมูลเทียบกับพลังงานที่อุปกรณ์ IT ใช้, ค่า WUE ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการใช้น้ำ ตลอดจนปริมาณการปล่อยคาร์บอนและ Carbon Footprint จากการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม การใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไฟฟ้านั้นผลิตจากแหล่งพลังงานคาร์บอนสูง ดังนั้นการจะเป็น Green Data Center ต้องตอบโจทย์ให้ครบว่า ใช้ไฟและน้ำคุ้มเพียงใด ปล่อยคาร์บอนจริงเท่าไร และพลังงานที่ใช้นั้นมาจากแหล่งใด
ภาพ: Frame Stock Footage/ shutterstock

