×

DSI เร่งสอบสวน 6 โรงกลั่นใหญ่ หลังพบมีมูลความผิด ปมกรอกเอกสารในการส่งจำหน่ายน้ำมัน ไม่ครบ จำนวน 166 รายการ หากพบหลักฐานเพิ่มจ่อแจ้ง ‘ข้อกล่าวหา’

20.05.2026
  • LOADING...
DSI เร่งสอบสวน 6 โรงกลั่นน้ำมันใหญ่ ปมกรอกเอกสารไม่ครบ

จับตาความเคลื่อนไหวสัปดาห์หน้า อธิบดี DSI เตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้อง 6 โรงกลั่นใหญ่รับทราบข้อกล่าวหาปมเอกสาร 166 รายการไม่ครบถ้วน หากสอบสวนเพิ่มเติมแล้วมีหลักฐานพบว่ามีความผิด หลังจากผลการสอบสวนเบื้องต้นของ DSI พบว่ามีมูลความผิด โดยย้ำว่าพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กระบวนการนี้เป็นการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อเปิดโอกาสให้นำเอกสารมาชี้แจงตามกระบวนการ อีกทั้งยังไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้กระทำผิดอื่นๆ

 

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม กระทรวงพลังงาน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 กรณีพบพฤติการณ์บิดเบือนกลไกตลาด ประวิงเวลาจำหน่ายเพื่อกักตุน และฉวยโอกาสเก็งกำไรในช่วงราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569

 

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยหลักฐานแน่ชัดว่า วิกฤตดีเซลขาดแคลนเกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 บางส่วนที่มีสถานีบริการเป็นของตนเอง ไม่ยอมระบายน้ำมันออกจากคลังในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20-25 มีนาคม 2569 แม้มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ ส่งผลให้ดีเซลหายไปจากระบบรวมกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2% ทั้งยังพบการกักตุนผ่านการขนส่งทางเรือและทางรถเพื่อรอจำหน่ายฟันกำไรมหาศาล ซึ่งจะถูกร้องทุกข์กล่าวโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงฯ

 

DSI เร่งสอบสวน 6 โรงกลั่นน้ำมันใหญ่ ปมกรอกเอกสารไม่ครบ 1

บรรยากาศการแถลงข่าวของ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวผลการตรวจสอบกรณีน้ำมันขาดแคลนรุนแรงที่สถานบริการน้ำมันในช่วงสงครามตะวันออกกลาง

 

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้รายละเอียดว่า ผู้ค้าบางรายลดอัตราการจ่ายน้ำมันออกจากคลังอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับปกติวันละ 48 ล้านลิตร เหลือเพียงร้อยละ 24 นอกจากนี้ ยังพบเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 23 เที่ยว ประวิงเวลาจอดรอไม่ส่งตามกำหนด คิดเป็นปริมาณกักตุนกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหาย 380 ล้านบาท รวมถึงการขนส่งทางรถอีก 662 เที่ยว (2.1 ล้านลิตร) ที่ไม่ระบุปลายทางชัดเจน

 

ขณะที่ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ระบุว่ากำลังดำเนินคดีขบวนการนี้ใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

  1. คดีกักตุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 2.16 ล้านลิตร
  2. คดีปลอมปนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ซึ่งพบหลักฐานกลุ่มทุนใช้นอมินีถือหุ้น มีเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท
  3. ความผิดปกติในการขนส่งทางเรือ 99 เที่ยว พบฝ่าฝืนประกาศฯ 166 รายการ
  4. การเข้าตรวจค้นสถานประกอบการ 7 แห่ง ในวันนี้ กรมธุรกิจพลังงานจะแจ้งความเอาผิด 6 โรงกลั่นทั่วประเทศ ซึ่งหากพบความเชื่อมโยงกับฐานความผิดมูลฐานอาญา จะประสาน ปปง. ดำเนินการยึดทรัพย์ทันที

 

DSI ลุยสอบสวนโรงกลั่นใหญ่ 6 แห่ง หากพบหลักฐานกระทำผิดจ่อแจ้งข้อหา

 

ล่าสุด พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้ากรณีที่กรมธุรกิจพลังงานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับโรงกลั่นน้ำมัน ขนาดใหญ่จำนวน 6 แห่ง ว่าขณะนี้ DSI อยู่กระบวนการอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน หากพบว่ามีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา หลังผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า มีมูลความผิด จากการกรณีที่ ทั้ง 6 โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ ไม่ดำเนินการตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงานซึ่งเข้าข่ายมีความผิดทางอาญา โดยขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานอีกเพียงเล็กน้อย หากผลการสอบสวนที่ออกมามีหลักฐานเพียงพอก็จะมีการเรียกมาแจ้งข้อหา

 

อธิบดี DSI อธิบายว่า จากการสอบสวนพบการกระทำผิดเป็นกรณีของการระบุข้อมูลไม่ครบถ้วนตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน จากการตรวจสอบเอกสาร ในการขนส่งจำหน่ายน้ำมัน พบว่าโรงกลั่นบางแห่งไม่ได้กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน โดยมีการละเว้นข้อมูลสำคัญ ได้แก่ วันที่ออกเอกสาร, เลขที่ใบกำกับ, วันที่ออกเดินทาง รวมถึงไม่มีการลงหมายเลขประจำตรา หรือซีลน้ำมันสำหรับการควบคุมติดตามยานพาหนะ

 

โดย DSI ได้ตีกรอบการตรวจสอบเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตน้ำมัน ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนปีนี้ โดยพบว่าพฤติการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดเล็กน้อย แต่มีการกระทำผิดรวมกันใน 6 โรงกลั่นถึง 166 รายการ บางโรงกลั่นพบความผิดหลายสิบครั้ง บางแห่งเป็นหลักหน่วย ซึ่งจำนวนความผิดของแต่ละแห่งนั้นมีมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งปัจจุบัน DSI รวบรวมข้อมูลได้แล้วคืบหน้าต่อเนื่อง และเชื่อว่าน่าจะเป็นพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการ ‘จงใจ’ ไม่ใช่การคิดหลงลืม

 

โดยนับความผิดเป็น รายกรรม หรือ1 กรรม ต่อ 1 การกระทำผิด ในด้านของบทลงโทษ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.บ. การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท

 

DSI เร่งสอบสวน 6 โรงกลั่นน้ำมันใหญ่ ปมกรอกเอกสารไม่ครบ 2

พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

 

“ข้อมูลเบื้องต้นตอนนี้พบว่าโรงกลั่นบางรายมีการทำผิดหลายสิบรายการ บางรายมีการทำผิดเพียงไม่กี่รายการ ยังไม่สามารถระบุให้รายละเอียดที่ชัดเจนได้ เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อการสอบสวนคดี แต่หากพบว่ากระทำผิดหลายกรรมก็ต้องแยกลงโทษ เช่น ถ้าทำผิด 10 รายการ ก็ต้องรับโทษ 10 กรรม” อธิบดี DSI ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม ทาง DSI ยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนเป็นรายบริษัทได้ในขณะนี้ เนื่องจากเกรงว่าข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนและส่งผลกระทบต่อรูปคดีความได้

 

ส่วนประเด็นที่ว่าความผิดที่เกิดขึ้นจะเป็นความรับผิดชอบระดับบุคคลหรือระดับองค์กรนั้น DSI จะต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดว่าใครคือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง บริษัทได้มีการมอบหมายหน้าที่ให้บุคคลใด หรือตัวกรรมการบริษัทมีส่วนรู้เห็นและต้องรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการสืบสวนให้แน่ชัด

 

นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมโยงระหว่าง 6 โรงกลั่นนี้ กับกลุ่มผู้กระทำความผิดในขบวนการอื่นๆ ทางอธิบดี DSI ยืนยันอย่างชัดเจนว่า จากการสืบสวนในขณะนี้ ยังไม่พบความเชื่อมโยง ระหว่างโรงกลั่นกับกลุ่มผู้กระทำผิดรายอื่นๆ แต่อย่างใด

 

สำหรับก้าวต่อไปของการทำงาน อธิบดี DSI เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมร่วมกับคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งขณะนี้ DSI ขาดข้อมูลเพียงเล็กน้อย หากที่ประชุมพิจารณาแล้วพบว่าพยานหลักฐานเข้าข่ายความผิด ก็จะดำเนินการ ‘ออกหมายเรียก’ ให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบมารับทราบข้อกล่าวหา โดยอาจเป็นผู้บริหาร, กรรมการบริษัท หรือพนักงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระยะเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องจะเดินทางมานั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมในการเตรียมเอกสารของฝั่งผู้ถูกกล่าวหาด้วย

 

อธิบดี DSI เน้นย้ำว่า กระบวนการในขั้นตอนนี้ ‘ยังไม่ใช่การส่งฟ้องศาล’ เป็นเพียงการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนเพิ่มเติมเท่านั้น

 

หลังจากผู้เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว DSI มีหน้าที่ต้องให้ความเป็นธรรมโดยการรับฟังคำชี้แจงจากฝั่งโรงกลั่นด้วย หากทางโรงกลั่นมีเหตุผลข้อโต้แย้งประการใด พนักงานสอบสวนก็จะต้องไปไล่สอบสวนหาข้อเท็จจริงตามเหตุผลเหล่านั้นอย่างละเอียด ทำให้ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุกรอบระยะเวลาที่แน่ชัดได้ว่า กระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นจนถึงขั้นส่งฟ้องได้เมื่อใด

 

6 โรงกลั่นใหญ่ ประสานเสียงแจงปมน้ำมันขาด ย้ำโปร่งใส-พร้อมให้ตรวจสอบ

 

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC ได้ออกหนังสือชี้แจงในประเด็นที่คล้ายกัน ตามที่ภาครัฐได้แถลงผลการตรวจสอบกรณีน้ำมันขาดแคลนอย่างรุนแรงในช่วงสถานการณ์ความผันผวนด้านพลังงานและวิกฤตตะวันออกกลางที่ผ่านมา

 

โดยทุกบริษัทยืนยันตรงกันว่า ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งการเข้าตรวจสอบ การส่งมอบข้อมูล เอกสาร และรายละเอียดต่างๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส พร้อมย้ำว่ากระบวนการดำเนินงานของโรงกลั่น การบริหารจัดการคลัง และการส่งมอบ มีระบบควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลการรับเข้า-จ่ายออกน้ำมันตามมาตรฐาน ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส

 

ในช่วงสถานการณ์วิกฤต ทุกบริษัทยังคงดำเนินการผลิตและส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการเพื่อรองรับและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่ PTTGC ชี้แจงเพิ่มเติมว่าดำเนินธุรกิจขายน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นเท่านั้น ไม่มีสถานีบริการและระบบขนส่ง รวมถึงทางกลุ่มบางจาก คือ BCP และ BSRC และ PTTGC ได้ยืนยันร่วมกันว่าดำเนินการเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันตามกฎหมาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุน หรือการประวิงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ทุกบริษัทต่างยึดมั่นการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส โดยเชื่อมั่นว่ากระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ ทั้งกระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินไปตามข้อเท็จจริง กระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและสังคมต่อไป

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories