×

อนาคตเศรษฐกิจไทยในสายตา ‘ดร.วิรไท’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ทางรอดเดียวคือ ปฏิรูปโครงสร้าง ก้าวข้ามกับดัก GDP และโมเดลการเติบโตยุคเก่า

15.10.2026
  • LOADING...
ภาพ ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH และข้อความมองอนาคตเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และมีกิจกรรมคู่ขนานครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ หนึ่งในเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการฉายภาพทัศนะอนาคตเศรษฐกิจไทยโดย ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับ IMF

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นคืนความเชื่อมั่นและตอกย้ำศักยภาพของประเทศบนเวทีการเงินการลงทุนระดับสากล หลังจากช่วงที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองและเศรษฐกิจจนเกือบตกหล่นไปจากเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ในเวทีสัมมนาว่าด้วยเรื่องอนาคตของเอเชีย (Future of Asia) ดร.วิรไท ได้ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของเศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างระดับโลกที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวิธีการแบบเดิมอีกต่อไป

 

ดร.วิรไท ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ระบุว่า อนาคตเศรษฐกิจไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญกับความท้าทายใหญ่ 3 ประการ

 

  1. การเปลี่ยนผ่านจาก Globalization สู่ De-globalization & Fragmentation: จากเดิมที่เน้นการค้าเสรีและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chains) มาสู่การแบ่งแยกค่ายที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ไทยต้องหาจุดยืนในการบริหารจัดการโดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง
  2. การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและการแข่งขันจากจีน: เทคโนโลยีดิจิทัล AI Transformation และ Automation กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน พลังการผลิตมหาศาลจากจีนที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าเกือบทุกประเทศทั่วโลกในแทบทุกหมวดสินค้า ทำให้ประเทศอย่างไทยแข่งขันได้ยากยิ่งขึ้น
  3. การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ (Aging Society): หากย้อนกลับไปยุคที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงในทศวรรษ 1990 ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประชากรวัยแรงงานของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ภาระทางการคลังของรัฐบาลในการดูแลผู้สูงอายุก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เหตุใดโมเดลการเติบโตแบบเดิม (1980s-2000s) จึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 

หากถอยกลับไปมองประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 1980-2000 ไทยสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนนโยบายจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า มาเป็นการเปิดเสรีทางการค้าและส่งเสริมการส่งออก ประกอบกับอานิสงส์จากข้อตกลง Plaza Accord ที่ส่งผลให้ทุนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ย้ายฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทย

 

ปัจจัยเหล่านั้นทำให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเข้มแข็ง ตั้งแต่สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ไปจนถึงยานยนต์ โดยเกิดการย้ายแรงงานจากภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-Intensive Manufacturing) ซึ่งช่วยกระจายรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคนั้น

 

“ในอนาคต เราจะไปหวังพึ่งการผลิตภาคอุตสาหกรรมแบบเดิมที่เป็น Labor-Intensive Manufacturing ไม่ได้แน่นอน” ดร.วิรไท

 

เพราะไทยไม่มีกำลังแรงงานเหลือเพียงพอ ตลาดการบริโภคในประเทศก็ชะลอตัวจากโครงสร้างประชากรสูงวัยที่มีรูปแบบการจับจ่ายต่างจากคนรุ่นหนุ่มสาว

 

ทางรอดด้วย ‘Structural Transformation’ และการใช้ ‘Smaller AI’ ใน 3 ภาคส่วนหลัก

 

ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมขั้นสูงและบริการสมัยใหม่ รวมถึงการนำ AI และ Automation มาใช้ คือ “เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้สร้างงานจำนวนมากเหมือนอุตสาหกรรมเข้มข้นแรงงานในอดีต” ส่งผลให้เกิดโจทย์ยากในการกระจายผลประโยชน์จากผลิตภาพ และเสี่ยงต่อการทดแทนแรงงานที่ทำงานซ้ำๆ หรือนักศึกษาจบใหม่

 

ดร.วิรไท จึงเสนอทางออกผ่านแนวคิด ‘Smaller AI’ หรือการนำ AI และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ในการทำมาหากินและการใช้ชีวิต โดยเน้นยกระดับผลิตภาพใน 3 ภาคส่วนสำคัญ

 

  • ภาคการเกษตร: นำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรไทยซึ่งยังมีรายได้และผลิตภาพต่ำ
  • ภาคการศึกษา: ปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณและระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้สามารถใช้และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การปฏิรูปภาคราชการและบริการสาธารณะ: นำ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบบริหารจัดการและบริการสาธารณะ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

โดยบทบาทของรัฐบาลไม่ควรมุ่งสั่งการแบบ Top-down แต่ต้องทำหน้าที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงความรู้ งบประมาณ และมาตรการจูงใจ เพื่อให้ประชาชนและเอกชนปรับตัวได้เอง

 

จาก Local สู่ Global: ปรัชญาของ ร.9 และทางออกที่ไปไกลกว่าเป้าหมาย SDGs

 

ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาภายใต้ธีม ‘Empowering People, Building Resilience’ ซึ่งมีรากฐานมาจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)

 

ดร.วิรไท ระบุว่า หลักการทรงงานของ ร.9 เป็นหลักสากลที่ร่วมสมัยและสามารถตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันได้ใน 4 มิติสำคัญ

 

  1. Micro-Foundations: การแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ ในระดับฐานรากให้มีความมั่นคง ไม่ใช่การใช้นโยบายแบบหว่านพรมหรืออกกฎหมายบังคับ
  2. People-Centered & Area-Based Development: เอาประชาชนและพื้นที่เป็นตัวตั้ง แก้ปัญหาตามบริบทจริง และลดการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานราชการ (Silos)
  3. การจัดลำดับขั้นของการพัฒนา (Prioritization): ทำตามลำดับขั้นตอนดังคำสอน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ปลูกป่าในใจคน” โดยใช้แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
  4. Nature-Based Solutions: การใช้ธรรมชาติเยียวยาธรรมชาติ เช่น การใช้หญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดิน ซึ่งทรงทำมานานกว่า 50 ปี ก่อนที่โลกตะวันตกจะเริ่มหันมาตื่นตัว

 

ดร.วิรไท ชี้ว่า “SDGs เป็นเพียงเป้าหมาย (Goals) ที่ไม่มีหลักคิดชี้นำ (Guiding Principles) ไม่มี How-to และไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ” ทำให้หลายประเทศล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายหลังวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่หลักการทรงงานของ ร.9 มีทั้งหลักคิดและวิธีปฏิบัติที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง จึงนับว่าไปได้ไกลและลึกกว่า SDGs

 

Climate Change เลิกมองแค่ Mitigation แล้วมุ่งสู่ Climate Adaptation

 

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจคือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ดร.วิรไท เตือนว่า ปัจจุบันหลายภาคส่วนเน้นเฉพาะ Climate Change Mitigation (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเป้าหมาย Net Zero) แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายเร่งด่วนกว่าคือ ‘Climate Change Adaptation’ หรือการปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้วและมีความรุนแรงมากขึ้น

 

ภัยพิบัติไม่ได้มีเพียงแค่น้ำท่วม แต่รวมถึงปัญหาขาดแคลนน้ำ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกระทบเมืองชายฝั่งและการท่องเที่ยว การกัดเซาะชายฝั่ง น้ำเค็มหนุนพื้นที่เกษตร และปัญหากราดดินถล่ม

 

ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ (Cascading Risks):

 

  • มูลค่าอสังหาริมทรัพย์และราคาที่ดิน ในพื้นที่เสี่ยงปรับตัวลดลง
  • ธุรกิจประกันภัย เริ่มปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยหรือปฏิเสธการรับประกันภัยในบางพื้นที่
  • ความเสี่ยงต่อตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสถาบันการเงินหากหลักประกันเสื่อมมูลค่า

 

ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผน ออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และปรับวิธิคิดเพื่อรับมือกับ Climate Adaptation อย่างจริงจังก่อนที่จะเกิดวิกฤตลุกลาม

 

ปลดล็อกกับดัก GDP หยุดกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น มุ่งปฏิรูปโครงสร้างด้านอุปทาน

 

สำหรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ IMF คาดการณ์ไว้ระดับราว 2.1% นั้น ดร.วิรไท มองว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรังที่ไทยเผชิญอยู่

 

“อย่าไปสนใจเลยว่าปีหน้าจะเป็นเท่าไร คงไม่มีต่างจากนี้มากนัก ให้ความสนใจกับปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วต้องมาปฏิรูปโครงสร้างกันอย่างจริงจัง” ดร.วิรไท กล่าวเน้นย้ำ

 

พร้อมเสนอทิ้งท้ายว่า หากมัวแต่พยายามปั๊มตัวเลขการเติบโตระยะสั้นด้วยการใช้ทรัพยากรไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านอุปสงค์ (Demand-side Stimulus) จะไม่เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำอย่างเร่งด่วนในวันนี้ คือการร่วมมือกัน ปฏิรูปเชิงโครงสร้างในฝั่งอุปทาน (Supply-side Structural Reform) เพื่อแก้ปัญหากรอบข้อจำกัดเดิมๆ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ให้กับประเทศอย่างแท้จริง

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories