ถ้าเปรียบตัวเองเป็นอะไรสักอย่างในอัลบั้มใหม่ VARITDA เลือกเป็น ‘เชอร์รีในแก้วแชมเปญ’ ที่ค่อยๆ ซึมซับรสชาติจากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทั้งสุข เศร้า สมหวัง และผิดหวัง ที่หล่อหลอมให้เธอเป็นตัวเองในวันนี้
‘Champagne Cherry’ คืออัลบั้มลำดับที่ 4 และการกลับมาทำอัลบั้มในรอบ 3 ปีของ VARITDA ศิลปินแจ๊สชาวไทยเจ้าของเสียงร้องชวนเคลิ้ม ครั้งนี้เธอขยับออกจากแนวเพลงแจ๊สที่ถนัด เปิดพื้นที่ให้กลิ่นอายป๊อปเข้ามาผสมมากขึ้น
และพิเศษยิ่งกว่านั้นคือบินลัดฟ้าสู่ลอนดอนไปอัดเพลงที่ Abbey Road Studios สตูดิโอระดับโลกก่อนนำมารวมกับเพลงที่ทำในไทยจนกลายเป็นอัลบั้มนี้

กว่าจะมาถึงวันที่กล้าลองอะไรใหม่ๆ ค้นหาช่องเสียงที่ไม่คุ้นเคย และออกจากความสบายใจของตัวเองนั้น ก็มีบางวันที่เธอเกือบตัดสินใจเลิกทำเพลงเพราะ ‘ความกลัว’ เช่นเดียวกัน THE STANDARD POP มีโอกาสพูดคุยกับ VARITDA ในงาน Listening Party เปิดตัวอัลบั้ม ตั้งแต่ความรู้สึกของการกลับมาทำเพลง การค้นหาเสียงของตัวเอง ไปจนถึงเบื้องหลังการอัดร้องที่เธอขอเปลี่ยนแสงไฟให้เข้ากับอารมณ์ของแต่ละเพลง เรื่องราวของเชอร์รีลูกนี้จะมีรสชาติอย่างไร ลองมาอ่านไปพร้อมๆ กัน
กลับมาปล่อยอัลบั้มในรอบ 3 ปี รู้สึกอย่างไร
VARITDA: รู้สึกไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าจะมีอัลบั้มที่ 4 เกิดขึ้น เพราะจริงๆ มีจุดหนึ่งที่เกือบจะเลิกทำเพลงไปแล้ว จนมีคนมาจุดประกายให้เราอยากทำเพลงขึ้นมาใหม่ พอได้ลองทำเพลงแนวใหม่เอาความป๊อปมาใส่แจ๊สที่เราถนัด ผลตอบรับก็ดีขึ้น เข้าถึงกลุ่มคนฟังได้กว้างขึ้น เริ่มมีแฟนๆ ทักเข้ามาหา เราก็รู้สึกแฮปปี้มากๆ แล้วมันทำให้เราได้ทำต่อไปเรื่อยๆ จนครบเป็นอัลบั้มนี้
จากวันที่เกือบเลิกทำเพลง อะไรทำให้ครั้งนี้กล้าออกจากแนวแจ๊สที่คุ้นเคย
VARITDA: แค่รู้สึกว่าชีวิตคนเราอยู่กับที่ไม่ได้ ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ เมื่อก่อนเรามีกรอบค่อนข้างเยอะ รู้สึกว่าต้องทำเพลงแจ๊ส มีทั้งความกลัวและความกดดัน ตอนนั้นอาจยังไม่กล้าลอง เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีเท่าเดิม แต่พอเราเติบโตขึ้นจากข้างใน ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น ชอบสิ่งที่ตัวเองเป็นมากขึ้น ก็เริ่มรู้สึกโอเคที่จะนำเสนอตัวเองในเวอร์ชันใหม่

ทำไมถึงเลือกแทนตัวเองเป็น ‘เชอร์รีในแก้วแชมเปญ’ แล้วเชอร์รีลูกนี้กำลังเล่าเรื่องอะไรผ่านอัลบั้ม
VARITDA: เราเปรียบตัวเองเป็นเชอร์รีที่เพิ่งใส่ลงไปในแก้วแชมเปญ ตอนแรกอาจยังอ่อนต่อโลก ยังไม่ได้ซึมซับรสชาติอะไรมากนัก แต่พออยู่ในนั้นนานขึ้น ก็เหมือนได้ซึมซับเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต จนค่อยๆ มีรสชาติมากขึ้น อัลบั้มนี้เลยเป็นเรื่องของความรัก ชีวิต และการเดินทางไปเจอเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งความเศร้า ความสุข ความผิดหวัง ความสำเร็จ และความเสียใจ ทุกอย่างหล่อหลอมให้เป็นเราในวันนี้ แต่ก็ยังจบแบบปลายเปิดว่า เราคงหาความหมายของชีวิตไม่เจอทั้งหมดหรอก เพราะฉะนั้นก็ยังต้องเดินทางตามหาต่อไป ยังต้องไปพบกับอารมณ์และสิ่งต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามาในอนาคต ซึ่งตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไรอีก
ถ้าต้องเลือกหนึ่งเพลงให้คนฟังรู้จักตัวตนของคุณในวันนี้ จะเลือกเพลงไหน
VARITDA: เลือกเพลง twenty-first เพราะเป็นจริตของเรามากที่สุด ทั้งเมโลดีและเนื้อร้องที่เปรียบความรักเป็นแสงจันทร์ ไม่ใช่แสงอาทิตย์ ซึ่งมันมีเหตุผลอยู่ว่า จริงๆ เราเป็นอินโทรเวิร์ต ชอบอะไรที่สงบ เย็นๆ มากกว่า เลยรู้สึกว่าภาพของแสงจันทร์ใกล้กับตัวเรามากกว่า พอรวมเป็นเพลงนี้มันมีความหวาน โรแมนติกและความสงบ เป็นตัวอุ๋มมากที่สุด

การทำงานกับทีมระดับโลกเริ่มต้นอย่างไร แล้วมีแวบหนึ่งไหมที่รู้สึกว่า ‘เราจะทำได้หรือเปล่า’
VARITDA: เหมือนเป็น Destiny ที่ทำให้ทุกอย่างมาพอดีกัน ได้เจอทุกคนในช่วงที่เขาพร้อมและว่างพอดี อย่าง Nick Tsang เราเป็นเพื่อนกันมานาน แต่ไม่เคยคุยกันเรื่องดนตรีเลย พอนึกถึงเขาเรารู้สึกว่าเขามีความป๊อปที่น่าจะมาช่วยผสมกับความแจ๊สของเราได้ดี พอได้คุยกันก็คลิก ลองทำแล้วโอเค งั้นทำเพลงต่อไปเรื่อยๆ เลยแล้วกัน ก็รู้สึกไม่น่าเชื่อเหมือนกัน
แล้ว Nick Tsang เขาก็มีทีมงานระดับโลกมาด้วยทั้งฝั่งมิกซ์และมาสเตอร์ Charlie Holmes และ Simon Francisที่เคยทำอัลบั้มให้ Olivia Dean เราก็ขนลุกเหมือนกันว่า เราได้ทำงานกับทีมระดับนี้เลยเหรอ แวบแรกมีความไม่มั่นใจว่าเราจะทำงานกับคนระดับนั้นได้จริงไหม แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดีค่ะ
แล้วยังได้ไปอัดเสียงที่ Abbey Road Studios ซึ่งเป็นความฝันของศิลปินหลายคนด้วย มีโมเมนต์สนุกๆ ที่จำได้เป็นพิเศษไหม
VARITDA: จริงๆ มันมีความกดดันที่ต้องอัดให้เสร็จในเวลาที่กำหนด คืออัด 5 เพลง ภายใน 4 วัน แต่ก็มีเรื่องสนุกๆ ของอุ๋ม ก็คือ เรื่องการจัดไฟ อุ๋มเป็นคนเยอะเรื่องการจัดไฟ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ชอบให้ไฟตรงกับมู้ด กินข้าวต้องเป็นไฟแบบนี้ ฟังเพลงก็ต้องเป็นไฟอีกแบบหนึ่ง พอไปอัดร้อง แต่ละเพลงมีมู้ดไม่เหมือนกัน อุ๋มก็จะเรื่องมากกับไฟมาก ขอปิดไฟหลักได้ไหม ขอโคมไฟ ขอไฟเหลืองได้ไหม ขอไฟส้มได้ไหม หรือเพลงนี้สนุกก็ขอสว่างหน่อย เขาต้องคอยเปลี่ยนโคมไฟให้อุ๋มตลอดเวลา สงสารเขานิดหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องสนุกๆ แล้วเขาก็ดูแลเราดีมากค่ะ
คาดหวังให้คนฟังรู้สึกอย่างไรกับอัลบั้มนี้
VARITDA: อย่างแรกเลยอยากให้รู้สึกว่าเพลงเพราะ แล้วถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เป็นซาวด์แทร็กในชีวิตของแต่ละคน อาจมีเพลงใดเพลงหนึ่งที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวของเขาได้ อยากให้เขาอินกับมัน ชอบมัน แล้วก็เปิดวนไป ฟังไปเรื่อยๆ ค่ะ

อยากบอกอะไรกับแฟนๆ ที่ติดตามเรามาตลอด
VARITDA: ต้องขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ถ้าไม่มีแฟนๆ ทุกวันนี้ก็ไม่มี VARITDA จริงๆ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะทำเพลงให้ใครฟัง การมีคนฟัง มีคนซัพพอร์ต ทำให้เรามีแรงเดินหน้าต่อ ศิลปินมักเจอกับการ Burnout แต่ไม่รู้ทำไม เวลาไฟใกล้จะดับ มักมีอะไรดีๆ มาจุดให้มันติดขึ้นใหม่เสมอ ซึ่งสำหรับเราก็คือ ‘คนฟัง’ นั่นเอง

หลังจากอัลบั้มนี้ เชอร์รีลูกนี้อยากลองไปเจอรสชาติแบบไหนต่อ
VARITDA: เราก็เหมือนทุกคนแหละ บางทีเชอร์รีลูกนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อเหมือนกัน แต่แอบกระซิบว่าเริ่มวางแผนไว้นิดหนึ่งแล้วค่ะ ก็คงเป็นการเดินทางค้นหาเสียงของตัวเอง ค้นหาแนวเพลง แนวดนตรี และซาวด์ของตัวเองต่อไป อาจมีทั้งสิ่งที่เหมือนเดิมบ้าง ไม่เหมือนเดิมบ้าง ก็รอติดตามกันต่อไปค่ะ
ลองทำความรู้จัก VARITDA ศิลปินจากค่าย Melodic Corner ในเครือ Muzik Move ในอีกมุมผ่าน Champagne Cherry ฟังได้แล้วทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง ส่วนใครอยากเก็บรสชาติของอัลบั้มนี้ไว้ในรูปแบบแผ่นเสียงก็มีให้เลือกสะสมเช่นกัน
สามารถติดตาม VARITDA ได้ผ่านช่องทาง @varitdaworld @oumoum และทุกช่องทางของค่าย @melodiccorner

