×

อีซึงกิ แบซูจี นักแสดงนำซีรีส์ Vagabond พร้อมผู้กำกับ ยูอินชิก ร่วมเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานในโปรเจกต์นี้

08.11.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 MINS. READ
  • ผู้กำกับยูอินชิกให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “Vagabond เป็นซีรีส์ที่ตื่นเต้น เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ที่หลากหลาย ทั้งยังเกี่ยวพันทั้งปมการเมือง เรื่องรักโรแมนติก และฉากแอ็กชันที่มันสุดๆ ความตื่นเต้นของซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คุณหยุดไม่ได้ที่จะรอดูตอนต่อไป” 
  • Vagabond ใช้ทุนสร้างกว่า 2.5 หมื่นล้านวอน (ราว 656 ล้านบาท) ไปถ่ายทำสถานที่เดียวกับภาพยนตร์ The Bourne Ultimatum และซีรีส์ 24 ผมอยากให้ซีรีส์เกาหลีอยู่ในมาตรฐานเดียวกับฮอลลีวูด”

Vagabond ซีรีส์ทุนสร้างกว่า 2.5 หมื่นล้านวอน (ราว 656 ล้านบาท) ของสถานีโทรทัศน์ SBS และออกอากาศไปทั่วโลกผ่านทาง Netflix กำลังมาแรงสุดๆ ลำพังเรตติ้งในเกาหลีทุกอีพีอยู่ที่ราว 9-11% ซึ่งนับว่าไปได้สวยทีเดียว เมื่อรวมกับสถิติคนดูผ่านทาง Netflix (ซึ่งน่าจะเปิดเผยตัวเลขตามมาภายหลัง) และกระแสที่ใครๆ ต่างก็พูดถึงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก น่าเชื่อเหลือเกินว่า Vagabond กำลังก้าวขึ้นมาเป็นซีรีส์แห่งปีอีกเรื่องที่ต่อจากนี้แฟนๆ ต้องรอลุ้นจนกว่าจะถึงตอนอวสานในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562

 

Vagabond เล่าเรื่องราวของ ชาดัลกอน (รับบทโดย อีซึงกิ) สตันท์แมนหนุ่มที่ถ่ายทอดความรักในศิลปะป้องกันตัวให้กับหลานชายคนเดียวจนเป็นหนึ่งในทีมเทควันโดระดับชาติ และมีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์เกาหลีใต้และโมร็อกโก แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเครื่องบินระเบิด ผู้โดยสารรวมทั้งนักบินเสียชีวิตทั้งหมด ชาดัลกอนค้นพบว่าจริงๆ แล้วเหตุที่เครื่องบินระเบิดเกิดจากการก่อการร้าย เขาจึงยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเอาตัวคนผิดมารับโทษให้ได้ ขณะเดียวกัน โกแฮรี (รับบทโดย แบซูจี) เธอทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ และได้ร่วมมือกับชาดัลกอนเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ 

 

คลิปสัมภาษณ์อีซึงกิและแบซูจี 

 

อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยว่ามีผลต่อความสำเร็จของซีรีส์ Vagabond อย่างยิ่งคือการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของสองนักแสดง อีซึงกิ และแบซูจี ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วในซีรีส์ Gu Family Book เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อีซึงกิทุ่มเทกับบทบาทนี้มากด้วยการฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้ล่วงหน้าอยู่หลายเดือน รวมทั้งยังฝึกทักษะการต่อสู้อื่นๆ พร้อมฟิตร่างกายให้แข็งแรงเข้ากับบทบาทสตันท์แมนมืออาชีพ ส่วนซูจีก็ทุ่มเทกับการแสดงฉากแอ็กชันจนได้รับคำนิยมจากผู้กำกับผ่านสื่อมากมาย รวมทั้งความทุ่มเทในการเรียนภาษาอารบิกเพื่อใช้ในการแสดง อย่างที่เราได้เห็นเธอพูดอย่างเป็นธรรมชาติจนคนดูเชื่อได้ว่าเธอเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่พูดได้ 3 ภาษาจริงๆ

 

 

อีซึงกิ รับบท ชาดัลกอน ผู้ชายธรรมดาที่มีอาชีพเป็นสตันท์แมน และเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปิดเผยความจริงครั้งยิ่งใหญ่ของกรณีทุจริตระดับชาติ โดยอีซึงกิยอมรับว่านี่เป็นการแสดงที่ใช้พละกำลังที่สุดตั้งแต่เขาเข้าวงการมา 


“การถ่ายทำใช้เวลาประมาณ 1 ปี ผมตื่นเต้นมากๆ ตอนที่ได้เห็นตัวอย่างซีรีส์ครั้งแรก ขอย้อนไปเล่าถึงจุดเริ่มต้น ตอนนั้นผมกำลังจะทำหน้าที่ทหารรับใช้ชาติใกล้เสร็จแล้ว ผมก็ได้ไปกินข้าวเย็นกับผู้กำกับยูอินชิกและผู้กำกับภาพอีกีบ๊ก ผมได้ยินว่าพวกเขากำลังเตรียมสร้างซีรีส์ชื่อว่า Vagabond และตอนนั้นผมกำลังอินมากๆ กับอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับกองทัพ ผมก็บอกพวกเขาว่ามันคงเป็นเกียรติมากถ้าผมได้แสดงในโปรเจกต์ใหญ่นี้ด้วย”          

 

 

แบซูจี รับบท โกแฮรี เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) เธอไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศโมร็อกโก และได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เครื่องบินตก ทั้งยังช่วยชาดัลกอนในการเปิดโปงความจริง 


“ตอนที่ได้อ่านบทครั้งแรกฉันก็สนใจทันทีเลย เพราะไม่เคยทำงานเชิงแอ็กชันเต็มที่ขนาดนี้ ฉันทั้งสงสัยและตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าการทำงานโปรเจกต์นี้รวมทั้งการรับบทโกแฮรีจะเป็นอย่างไร แล้วฉันยังได้ร่วมงานกับอีซึงกิอีกครั้ง ก่อนจะถ่ายเรื่อง Vagabond ราว 2-3 เดือน พวกเราต้องไปเรียนกับทีมแอ็กชัน ทั้งการออกกำลังกายให้แข็งแรง การยิงปืน และทักษะพื้นฐานสำหรับฉากแอ็กชันต่างๆ ซึ่งมันทำให้เราใกล้ชิดกันมาก และได้เตรียมพร้อมสำหรับฉากแอ็กชันด้วยกัน”

 

 

ส่วนคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังซีรีส์เรื่องนี้และประกอบสร้างจนผลงานออกมาเสร็จสมบูรณ์คือผู้กำกับยูอินชิก ที่ในซีรีส์ Vagabond เป็นอีกครั้งที่เขาร่วมงานกับผู้เขียนบท จางยองซอล และจองคยองชุน หลังจาก Giant (2010), History of a Salaryman (2012) และ Incarnation of Money (2013)

 

 

ผู้กำกับยูอินชิกให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ไว้ว่า “พวกเราเตรียมงานสร้างซีรีส์ดราม่าเรื่องนี้มานานมากครับ เป็นซีรีส์ที่ตื่นเต้น เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ที่หลากหลาย ทั้งยังเกี่ยวพันทั้งปมการเมือง เรื่องรักโรแมนติก และฉากแอ็กชันที่มันสุดๆ ความตื่นเต้นของซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คุณหยุดไม่ได้ที่จะรอดูตอนต่อไป 

 

“อย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือทีมนักแสดงฝีมือดีที่มาร่วมงานนี้ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ตัวละครชาดัลกอน คาแรกเตอร์นี้เป็นคนที่จะตามล่าเป้าหมายไปจนถึงที่สุด เราโชคดีมากๆ ที่ได้อีซึงกิมาแสดง เพราะเขาตรงกับบทบาทนี้ที่สุดแล้ว อีซึงกิเองก็ยินดีมากกับบทนี้ ส่วนการได้ซูจีมาร่วมงานด้วยก็เป็นโชคดีของเรา เพราะนักแสดงผู้หญิงจะลำบากกว่าผู้ชายในเรื่องร่างกายและการแสดงฉากแอ็กชัน แต่สำหรับซูจี เธอมีมายด์เซตสำหรับการแสดงแอ็กชันอยู่แล้ว และยังสนับสนุนโปรเจกต์นี้มากๆ” 

 

ส่วนฉากแอ็กชันบู๊ระห่ำที่เราได้ลุ้นตลอดเรื่องนั้น ยูอินชิกอธิบายเรื่องนี้เอาไว้ว่า “ฉากแอ็กชันมีเยอะมาก และนักแสดงต้องรับหน้าที่เหล่านี้ด้วย เรามีทีมที่เก่งเรื่องศิลปะการต่อสู้คอยซัพพอร์ต ฉากที่เสี่ยงอันตรายมากๆ จะแสดงโดยสตันท์แมน ส่วนฉากที่อันตรายน้อยลงมานักแสดงจะเล่นเอง อย่างฉากที่อีซึงกิกระโดดจากตึก หรือฉากที่ห้อยอยู่บนรถคนร้าย เขาก็แสดงเองทั้งหมด นั่นก็เพราะทั้งอีซึงกิและซูจีได้ไปเข้าคลาสสตันท์และฝึกเรื่องการเซฟตี้ ไหนจะออกกำลังกาย ยืดหยุ่นร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงที่สุด”

 

ผู้กำกับยูอินชิกยอมรับว่าเขาต้องการยกระดับสเกลงานโปรดักชันซีรีส์ให้เกาหลีก้าวขึ้นมาในระดับสากล การเลือกโลเคชันสำหรับถ่ายทำจึงเป็นการตัดสินใจที่จะใช้ฉากหลังทั้งที่เกาหลีใต้ โปรตุเกส และโมร็อกโก “Vagabond ไปถ่ายทำสถานที่เดียวกับภาพยนตร์ The Bourne Ultimatum และซีรีส์ 24 ผมอยากให้ซีรีส์เกาหลีอยู่ในมาตรฐานเดียวกับฮอลลีวูด ผมพบว่าโมร็อกโกเป็นเมืองที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการถ่ายทำมากๆ

 

“นอกจากนี้ทั้งอีซึงกิและซูจีมีเคมีที่เข้าขากันมากๆ อาจจะเป็นเพราะพวกเขาเคยร่วมงานกันมาแล้วตอนถ่ายทำซีรีส์ Gu Family Book แล้วตอนที่ถ่ายทำ Vagabond เราต้องเดินทางไปถ่ายทำในต่างประเทศ ซึ่งทำให้พวกเขามีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะมาก ผมสังเกตเห็นได้เลยว่าพวกเขาดูเข้ากันได้ดีและเป็นคนง่ายๆ มันก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเข้ากันได้ดี และการทำงานในกองถ่ายก็ดีมากๆ ครับ เพราะลักษณะนิสัยของนักแสดงนำทั้งสองคนด้วย ทั้งอีซึงกิและซูจีเป็นคนติดดิน ตรงไปตรงมา และทำงานทุ่มเท นิสัยของพวกเขาทำให้ผมประหลาดใจได้อยู่เรื่อยๆ เลยครับ

 

“เราถ่ายทำกัน 11 เดือนกว่า ซึ่งนับว่ายาวมากนะครับ และถ้านักแสดงคนใดคนหนึ่งแสดงท่าทีไม่สบายใจหรือไม่ให้ความร่วมมือ การทำงานคงยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่นักแสดงทุกคนที่เราร่วมงานด้วยทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม ยิ่งตอนที่พวกเราถ่ายทำที่โมร็อกโกเกือบ 2 เดือน บางทีต้องเดินทางกว่า 20 ชั่วโมงเพื่อไปถึงโลเคชัน การไม่คุ้นเคยกับอาหาร สภาพอากาศ และคนท้องถิ่นที่พูดคนละภาษา ไหนจะการทำงานที่ค่อนข้างหนัก เพราะฉากแอ็กชันที่ยากต่อการถ่ายทำ จริงๆ แล้วในกองถ่ายควรจะเครียดมากพอสมควร แต่แปลกมากที่ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี พวกเราสนิทกัน ทำงานด้วยกัน เหนื่อยด้วยกัน ดื่มด้วยกัน ผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ คือทีมเวิร์กที่ดีและบรรยากาศการทำงานที่มีความสุข ซึ่งมันจะสะท้อนออกมาในงานที่ประสบความสำเร็จ”

 

 

ยูอินชิกยังเสริมอีกว่าซีรีส์เรื่องนี้เขียนบทขึ้นโดยหยิบเอาเหตุการณ์จริงมาเป็นประเด็น เมื่อเครื่องบินของเกาหลีตกเมื่อปี 2013 หลายฉากในระหว่างเครื่องบินตกได้มาจากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่วนการผูกปมไปยังเรื่องการเมืองและการออกมาเรียกร้องของประชาชนก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงในยุคสมัยนี้ และทำให้คนดูไม่ว่าจะอยู่ในกรอบวัฒนธรรมใดเข้าใจตามไปด้วยได้ไม่ยาก

 

“ซีรีส์เรื่องนี้มีการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเมืองด้วย ซึ่งครึ่งแรกจะมีประเด็นการเมืองกับดราม่าแอ็กชัน ส่วนครึ่งหลังจะโฟกัสไปที่คาแรกเตอร์ของซูจี จะมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในแต่ละเอพิโสดเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้คนดูในแบบที่เรื่องราวพลิกผันตลอดเวลา ในฐานะผู้กำกับ ผมพยายามอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่าพล็อตร้อยเรียงเป็นธรรมชาติ ไม่มีปมไหนหล่นหาย และผมยังให้ความสำคัญเรื่องโทนของการแสดง การเรียงลำดับเรื่องราว และใส่ปมปริศนาหักมุมเข้าไปเพื่อเพิ่มความดราม่า หวังว่าคนดูคงชอบกันนะครับ”

 

ตัวอย่างซีรีส์ Vagabond

 

ภาพ: Netflix

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories