×

จับตา สหรัฐฯ เสริมกำลังรบครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง กดดันอิหร่าน ก่อนเจรจารอบสองที่เจนีวา

17.02.2026
  • LOADING...
ภาพกองเรือรบสหรัฐฯ ประจำการใน ตะวันออกกลาง เพื่อกดดัน อิหร่าน

สหรัฐอเมริกาได้เสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง โดยได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมกองเรือโจมตี (Carrier Strike Group) เข้าไปยังภูมิภาคนี้ โดยประจำการอยู่นอกชายฝั่งโอมาน อีกทั้งยังมีการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford ซึ่งเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมาสมทบ รวมแล้วมีการติดตามพบเรือรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางมากถึง 12 ลำ

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การวางกำลังครั้งนี้มีความแข็งแกร่งและต่อเนื่อง มากกว่าปฏิบัติการครั้งก่อนๆ เช่น ปฏิบัติการ Midnight Hammer หรือกรณีเวเนซุเอลา โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องปรามอิหร่านและปกป้องอิสราเอล รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีทางอากาศที่ต่อเนื่องหากจำเป็น

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองถูกส่งมา ‘เผื่อในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้’ และยังเปิดเผยถึงแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน ซึ่งทรัมป์มองว่า ‘นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้’

 

แต่ในขณะเดียวกันทรัมป์ก็ส่งสัญญาณพร้อมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออิหร่าน แต่ต้องแลกกับสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘Great Deal’ ซึ่งเข้มงวดกว่าข้อตกลงปี 2015 อย่างมาก นั่นคือ นิวเคลียร์ต้องจบจริง ต้องตรวจค้นได้ทุกที่ รวมถึงขยายขอบเขตไปถึงเรื่องขีปนาวุธพิสัยไกลและการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies) ต่างๆ ในภูมิภาค

 

การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านที่เจนีวา

 

การเสริมกำลังรบดังกล่าวเกิดขึ้น ก่อนที่ผู้แทนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจะพบกันที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเจรจารอบที่สอง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและเลี่ยงสงครามใหญ่

 

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า อิหร่านพร้อมสำหรับ ‘ข้อตกลงที่ยุติธรรม’ และยินดีที่จะ ‘ลดระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม’ รวมถึงเปิดให้มีการตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ แต่อิหร่านยืนยันว่า โครงการขีปนาวุธเป็น ‘เส้นแดง’ ที่จะไม่ยอมเจรจา

 

ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการขยายขอบเขตการเจรจาให้ครอบคลุมเรื่องขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ซึ่งนอกเหนือไปจากเรื่องนิวเคลียร์ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับว่า การบรรลุข้อตกลง ‘เป็นเรื่องยาก’

 

การตอบโต้และสถานการณ์ภายในของอิหร่าน

 

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้จัดการซ้อมรบทางทะเลและการยิงขีปนาวุธในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เพื่อแสดงกำลังและความพร้อมที่จะตอบโต้สหรัฐฯ หากจำเป็น

 

โดยอิหร่านกำลังประสบกับแรงกดดันภายในประเทศ หลังเพิ่งผ่านเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเมื่อเดือนมกราคม 2026 ในขณะเดียวกันกลุ่มสายเหยี่ยวในสภาอิหร่านก็คัดค้านการให้สัมปทานหรือยอมให้ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าตรวจสอบพื้นที่โครงการนิวเคลียร์ ในช่วงเวลาที่ประเทศยังคงถูกคุกคามทางทหาร

 

เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านภายใต้ปฏิบัติการชื่อ ‘Midnight Hammer’ โดย IAEA ต้องการเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกระเบิด เพื่อจัดการกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อาจฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง แต่ต้องมีการเจรจาเรื่องความปลอดภัยและระเบียบการเข้าถึงพื้นที่เพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิหร่าน เคย ‘เจรจาทางอ้อม’ (Indirect Talks) ที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีโอมานทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยส่งข้อความระหว่างทั้งสองฝ่าย แม้จะไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการเจรจารอบแรกที่กรุงมัสกัต แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากการเจรจารอบที่ผ่านมาคือทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ ‘กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา’ อีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังจากหยุดชะงักไปนานถึง 8 เดือน

 

สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง ‘การทูต’ ที่กำลังดำเนินไปอย่างยากลำบาก ควบคู่ไปกับ ‘การขยายกำลังทางทหาร’ ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปีของสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ‘เพิ่มอำนาจต่อรอง’ และเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม หากการเจรจาล้มเหลว

 

แฟ้มภาพ: US CENTCOM / Handout / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising