Menu

ความจริงของ ‘ผู้ลี้ภัย’ เรื่องราวที่ ‘โอปอล์-หมอโอ๊ค’ อยากแชร์

HIGHLIGHTS:

10 Mins. Read
  • โอปอล์ และ หมอโอ๊ค เข้าร่วมภารกิจ Namjai for Refugees ผ่านรายการ Opal All Around ซึ่งแคมเปญนี้จัดโดย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)
  • ครอบครัวอารยะสกุล ตั้งใจจะใช้ความสามารถในฐานะคนเบื้องหน้า โดยหวังว่าการแชร์ความจริงเกี่ยวกับชีวิต ‘ผู้ลี้ภัย’ ที่ตอนนี้มีมากกว่า 65 ล้านคนทั่วโลกจะมีส่วนช่วยให้ผู้คนได้รับรู้อย่างเข้าใจ เพื่อสร้างโอกาสที่ดีขึ้นให้กับคนกลุ่มนี้ในวันข้างหน้า   
  • ครั้งหนึ่งโอปอล์เคยเกือบหัวใจวายในช่วงที่เข้ารับการรักษาระหว่างตั้งครรภ์ แต่หลังจากผ่านพ้นเสี้ยววินาทีสำคัญของชีวิตมาได้ โอปอล์รู้สึกเหมือนตัวเองได้ second chance ให้มีชีวิตต่อ เลยคิดว่าจะทำตัวเองให้ดีขึ้น รวมไปถึงทำอะไรเพื่อคนอื่นมากกว่าการคิดถึงแต่ตัวเองเหมือนที่เคยเป็นมา

     “ในความเป็นมนุษย์ ถ้ามองข้ามเชื้อชาติ มองข้ามความเป็นประเทศ หรือคิดว่าเขาไม่ใช่ญาติพี่น้อง แล้วเปิดใจกว้างในฐานะเพื่อนมนุษย์ ผมคิดว่าเราต้องช่วยกัน”

     คำพูดบางส่วนที่ หมอโอ๊ค สมิทธิ์ ขอเป็นตัวแทน ‘ครอบครัวอารยะสกุล’ ส่งต่อความคิดและความรู้สึกไปถึงคนไทยทุกคน ขณะเดียวกัน โอปอล์ ปาณิสรา ที่วันนี้เป็นทั้งภรรยา คุณแม่ลูกสอง และเจ้าของรายการ Opal All Around ทั้งคู่เลือกจะใช้ความสามารถในฐานะ ‘คนเบื้องหน้า’ ของตัวเองทำภารกิจของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) หวังระดมทุนเพื่อเด็กและครอบครัวผู้ลี้ภัยในแคมเปญ Namjai For Refugees ผ่านการบันทึกเทปรายการตอนพิเศษ เพื่อแชร์ทั้งข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ผู้ลี้ภัย’ ทั่วโลกที่ขณะนี้มีมากกว่า 65 ล้านคน พวกเขากำลังรอคอยโอกาสและความช่วยเหลือจากประชากรร่วมโลกอย่างเราทุกคน และก่อนที่คนไทยจะได้ดูรายการ Opal All Around ตอนสำคัญในเร็ววันนี้ ทั้งสองคนก็มีเรื่องราวและความในใจบางอย่างอยากจะแชร์กับคนไทยให้ได้ร่วม ‘เข้าใจ’ ไปพร้อมๆ กัน

 

 

เมื่อพูดถึง ‘ผู้ลี้ภัย’ คุณจะนึกถึงอะไร  

     โอปอล์: พูดตามความเป็นจริงเลยนะคะ ก่อนหน้าที่ทาง UNHCR Thailand จะติดต่อมา หรือก่อนที่จะเริ่มเข้ามาทำความรู้จักกับ UNHCR คำว่า ‘ผู้ลี้ภัย’ สำหรับปอล์คือ ‘ไม่เกี่ยวกับเรา’ ไกลตัวมาก เป็นใครมาจากไหนไม่รู้  

     แต่พอรู้จักกับ UNHCR แล้วได้ดูข้อมูลอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ ศึกษาข้อมูลเรื่องค่ายผู้ลี้ภัยจริงๆ ถึงได้ตระหนักว่าผู้ลี้ภัยก็คือคนเหมือนเรานี่แหละ เขาต้องลี้ภัยจากสงคราม ในขณะที่ประเทศเราสมบูรณ์พูนสุขจนไม่รู้ ไม่ใส่ใจว่าจริงๆ แล้วสงครามมันยังมีอยู่ ยังมีคนที่บ้านแตกสาแหรกขาดจริงๆ ซึ่งพวกเขาเองก็เคยมีชีวิตที่ดี ยกตัวอย่างง่ายๆ กับข่าวสงครามกลางเมืองในประเทศซีเรีย ทุกคนเคยมีบ้าน มีครอบครัว มีอาชีพ แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็ไม่เหลืออะไรเลย

     เรื่องพวกนี้มันกินเข้าไปในใจมาก อย่างเราเป็นพ่อแม่ สิ่งที่ทนดูไม่ได้คือภาพผู้ลี้ภัยจากซีเรียที่ต้องข้ามทะเล เห็นศพเด็กเกยฝั่ง… มันหนักไปสำหรับเราที่จะรับได้ พอได้มาทำความรู้จักถึงรู้ว่าเราคือมนุษย์เหมือนกัน มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ และใกล้ตัวเรามากกว่าที่เคยคิด

     หมอโอ๊ค: ที่ผ่านมาผมได้รับรู้ในมุมของข่าวต่างประเทศมากกว่า ที่เรามักจะได้เห็นความขัดแย้ง ความไม่สงบ และสงครามต่างๆ ในภาพข่าวเหล่านั้น เราก็จะไม่เห็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ถามว่าสงสารไหม ก็สงสาร แต่ก็ยังรู้สึกไกลตัว แล้วในภาพข่าว เราไม่ได้นึกว่าปริมาณผู้ได้รับผลกระทบจะมากขนาดเป็นแสนหรือเป็นล้าน แต่พอได้เห็นสถิติจริง โอ้โห ทั่วโลกมีผู้ลี้ภัยอยู่ 65 ล้านคน มันเท่ากับจำนวนประชาชนชาวไทยทั้งประเทศเลย! เฮ้ย มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เราคิดนะ

     ยิ่งพอเราได้มาเข้ามาร่วมงานก็ยิ่งเกิดความสนใจ เริ่มค้นคว้ามากขึ้น ก็ได้เห็นหลายๆ ภาพ ได้เห็นอะไรหลายมุมอย่างที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ยกตัวอย่าง ในชายแดนประเทศเราเองก็มีค่ายผู้ลี้ภัย แต่ผมก็ไม่ทราบ ที่ผ่านมาเราอาจจะมองไม่เห็น แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เข้าไปในใจเราไงครับ มันไม่ได้มาร์กเข้าไปในหัวสมองว่ามันเป็นปัญหาของประเทศเราด้วยนะ

     วันนี้เลยถือเป็นโอกาสที่ดีในชีวิตที่ทำให้เราฉลาดขึ้น เข้าใจโลกนี้เพิ่มมากขึ้นอีกนิด

 

 

พอเข้าใจแล้ว ความรู้สึกกับคำนี้เปลี่ยนไปเลยไหม

     โอปอล์: อย่างที่พี่โอ๊คบอกไปว่าบางทีเราฟังอะไรผ่านๆ แต่มันไม่ได้เข้าหัว ไม่ได้เข้าไปในใจ พอเราได้รู้ข้อมูลเรื่องผู้ลี้ภัย เราคิดกลับกันเลยว่าถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา อย่างทุกวันนี้เรามีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น ต่อให้เรากลับดึกแค่ไหนก็ยังได้เจอกัน โมเมนต์สุดท้ายของวันเราอาจจะได้กอดกัน แต่บางคนเขาไม่เหลืออะไรให้กลับไปเลย บางคนพ่อแม่ตายต่อหน้า บางคนถูกพรากลูกไปจากอก เขาต้องเผชิญเรื่องเหล่านี้ทั้งที่เขาไม่ควรต้องเจอ

     เรื่องแบบนี้มันมีอยู่จริง แล้วเขาต้องการให้มีคนสักกลุ่มหนึ่ง ‘เข้าใจ’ ว่าเกิดเรื่องเหล่านี้กับเขาอยู่นะ ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา ให้ที่พักพิง ให้เงิน ให้ที่อยู่ ให้การดูแลเยี่ยงมนุษย์ที่พอจะหยิบยื่นให้กันได้

     หมอโอ๊ค: แน่นอนแหละ มันเป็นความฝันที่น่ากลัวที่สุดเนอะ เวลาเราคิดถึงเรื่องอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะครอบครัวเราที่มีลูกเล็กๆ เวลาดูข่าวพวกนี้เยอะๆ ผมเคยฝันร้ายนะว่าวันดีคืนดีบ้านของเราระเบิดบึ้มแล้วหายไปเลย คือเราก็คิดมุมกลับอย่างที่โอปอล์พูดจริงๆ ว่า แล้วลูกเราล่ะ… เขาไม่เคยสัมผัสกับเรื่องราวอะไรที่มันทุกข์ร้อนแบบนี้เลย แล้วถ้าเจอแบบนั้น เราจะทำยังไงต่อ

     คนที่ประสบกับเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ว่าจะในซีเรียหรือประเทศไหนก็ตาม ความจริงเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนอย่างเรานี่แหละ คือเกิดมาเรียนหนังสือ ประกอบสัมมาอาชีพ เป็นหมอ เป็นพิธีกร ที่วันดีคืนดีก็ต้องพลัดพรากจากกันโดยที่เขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไร เขาผิดเหรอที่เกิดในประเทศนั้น เขาไม่ได้เป็นคนทำให้สงครามมันเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

     ดังนั้นในความเป็นมนุษย์ ถ้ามองข้ามเชื้อชาติ มองข้ามความเป็นประเทศ หรือคิดว่าเขาไม่ใช่ญาติพี่น้องเรา แล้วเปิดใจกว้างในฐานะเพื่อนมนุษย์ ผมคิดว่าเราต้องช่วยกัน

 

 

‘ภารกิจ’ ที่หมอโอ๊คและโอปอล์ต้องทำในวันนี้คืออะไร

     โอปอล์: ทาง UNHCR ติดต่อมาว่าอยากให้เราทำภารกิจที่ใช้ความสามารถของตัวเอง ออกมาช่วยเหลือหรือตระหนักรู้ว่าผู้ลี้ภัยเขาก็มีความสามารถเหมือนปุถุชนทั่วไปเหมือนกัน เงินที่เราระดมทุนได้ก็อยากจะนำไปสนับสนุนให้ผู้ลี้ภัยใช้เพื่อแสดงความสามารถของตัวเอง อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มความหวังให้เขาอยากมีชีวิตอยู่

     เราก็มานั่งคิดว่าความสามารถของเราคืออะไร ปอล์คงไม่สามารถไปเล่นดนตรีเปิดหมวกได้อย่างคุณแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข แต่สิ่งหนึ่งที่ปอล์คิดว่าครอบครัวเรามีคือการสื่อสารในฐานะ ‘สื่อ’ เรามีช่องทางเพื่อให้คนติดตามอย่างหลากหลาย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หรือรายการที่ทำอยู่ ทำไมเราถึงไม่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อแสดงความถนัดของเราในฐานะพิธีกรและคนเบื้องหน้า ทำให้คนรู้และเข้าใจ  

     โจทย์ของเราคือทำรายการ Opal All Around เทปนี้เพื่อสื่อสารให้คนรู้ว่า UNHCR คืออะไร เขากำลังทำอะไร เพื่อใคร และในความเป็นมนุษย์ เราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง รายการของปอล์ยาวแค่ 20 นาทีเอง แต่ภายในเวลาเท่านี้ คนดูต้องเข้าใจ ดูจบแล้วต้องเปิดใจ ต้องรู้ว่ามันเกิดขึ้นกับเขาและครอบครัวได้เหมือนกัน ปอล์อยากทำให้คนที่ได้ดูจิตใจอ่อนโยนและเปิดใจให้เรื่องผู้ลี้ภัยมากขึ้น

 

 

คนดูควรเข้าใจ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเราไม่เข้าใจ และตอนนี้เข้าใจแล้ว

     โอปอล์: ปอล์ยังจำได้เลยว่าตอนที่นัดเจอกับ UNHCR ครั้งแรก ทีมงานเปิดทุกคลิปให้ดูจนจบ มีอยู่คลิปหนึ่งเป็นคลิปที่แอนเจลิน่า โจลี มาค่ายผู้ลี้ภัยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน คือบ้านเราอยู่กรุงเทพฯ แต่เราไม่เคยรู้ว่ามันมีค่ายฯ ที่นั่นมีทั้งคนที่จากบ้านเกิดมาด้วยความหวังว่าอีก 3-4 วันฉันจะได้กลับบ้าน แต่กลายเป็นว่าตอนนี้เขาอยู่มา 30 กว่าปีแล้ว การที่ไม่ได้กลับบ้านเลย การที่หนีภัยสงครามมาได้คนเดียว การที่ต้องมาออกลูกออกหลานในค่าย

     เรามีลูกเล็กๆ เรามีความสุขเวลาที่ได้เห็นลูกค่อยๆ โต และคอยดูว่าเมื่อถึงวันหนึ่งเขาจะเป็นใคร เขาจะทำอะไร เขาจะใช้ชีวิตยังไง แต่ยังเด็กอีกมากมายที่โตในค่ายผู้ลี้ภัย แล้วเขาไม่มีความหวังแบบนั้นเลย

 

สมมติว่าถ้าทั้งสองคนมีโอกาสให้เข้าไปทำรายการ Opal All Around เทปพิเศษ แต่ต้องจากบ้านเพื่อไปร่วมใช้ชีวิตร่วมกับผู้ลี้ภัยจริงๆ สิ่งที่คุณอยากเห็นและอยากเก็บมาแชร์กับคนไทยมากที่สุดคือมุมแบบไหน

     โอปอล์: ตอนแรกเราคุยกับทีมงาน UNHCR เลยว่าอยากลงค่าย แต่ด้วยเวลาคือมันไม่ได้ ถ้าต้องลงค่ายจริงๆ ที่อยากให้คนรู้สึกเลยคือต้องตีจุดอ่อนของเรื่องนี้ให้ได้ จุดอ่อนคือคนไม่รู้ว่าผู้ลี้ภัยคืออะไรและใกล้ตัวเราขนาดไหน ปอล์อยากทำเทปนี้ให้คนรู้สึกว่าถ้าคุณเป็นเขา คุณจะทำยังไง ถ้าคุณเป็นเขา สิ่งที่คุณต้องการคืออะไร โชคดีเหลือเกินที่คุณไม่ได้เป็นเขา เมื่อคุณไม่ได้เป็นเขาแล้ว คุณทำอะไรเพื่อเขาได้ นี่คือสิ่งที่ปอล์คิด

 

 

     หมอโอ๊ค: ผมไม่ได้เป็นคนที่ร่ำเรียนมาทางด้านสื่อสารมวลชนโดยตรงนะครับ แต่ในฐานะคนที่เป็นสื่อกลาง ได้สัมผัสกับทีมงานที่ได้เป็นสื่อ และในฐานะคนที่เสพสื่อด้วย ผมอยากให้มีอะไรอย่างนี้เยอะๆ โลกนี้มันมีอะไรที่ควรจะบอกกล่าวกันมากกว่าบางเรื่องที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ (หัวเราะ) คือมันไม่ใช่เรื่องบันเทิงด้วยนะ เราเข้าใจมุมบันเทิงมาก ความบันเทิงไม่ใช่เรื่องผิด ความสนุกสนานผ่อนคลายเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว

     แต่กับบางเรื่อง มันเป็นปัญหาที่เล็กน้อยมาก แต่คนเราตีกันจนวุ่นวายไปหมด ในขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งของโลกกำลังหายใจอยู่อย่างหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

     ผมว่าการที่เรานำเสนออะไรแบบนี้ มันได้ทั้งความเข้าใจ ได้ทั้งจำนวนเงินบริจาคเพื่อนำไปใช้ประโยชน์กับผู้ลี้ภัย แต่ผู้ที่ได้รับสารนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ผมอยากให้คนรู้สึกได้แล้วว่า ไอ้ที่เราเจอกันทุกวันน่ะมันเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมากเลยนะ แล้วผมเชื่อว่าเมื่อได้รู้ เรื่องเหล่านี้มันจะเข้าไปสะกิดอะไรบางอย่างให้ในใจคนสะอาดขึ้น ผมรู้สึกว่าข้างในมันจะรับรู้ว่าเราควรจะเป็นมนุษย์แบบไหน แล้วยิ่งถ้ามันไปสะกิดใจผู้ที่มีอำนาจว่าการที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง หรือคิดจะก่อสงคราม… ความจริงแล้วชาวบ้านตาดำๆ อย่างเรานี่แหละที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ฉะน้ั้นถ้ามันไปถึงระดับนั้นได้ก็วิเศษสุด เพราะในใจผม ผมคิดว่ามันไม่ควรจะมีสงครามเกิดขึ้นในโลกนี้ มันไม่ควรมีความขัดแย้งเลย

     โอปอล์: พี่โอ๊คเป็นคนสอนให้ปอล์เข้าใจถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้นนะ เดิมทีปอล์เป็นชาวบ้านที่แมสมาก คือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นสุขนิยม เป็นคนที่รายได้สูงแล้วพอจะต้องเสียภาษี โอ๊ย! ทำไมต้องเสียภาษี (หัวเราะ) แต่พี่โอ๊คเป็นคนพูดว่า เรากำลังเสียภาษีให้แผ่นดินที่เรายืนอยู่ เขาเป็นคนให้สติเราในหลายๆ เรื่อง

     อย่างตอนแรกที่ปอล์ไม่อยากมีลูก เพราะรู้สึกว่าโลกเดี๋ยวนี้มันน่ากลัว มันโหดร้าย แต่พี่โอ๊คพูดว่าถ้าคนที่พร้อมอย่างเราไม่มีลูก แล้วในอนาคตเด็กๆ ในเจเนอเรชันนั้นจะเป็นอย่างไร ทั้งที่เราพร้อมจะสร้างเด็กที่มีคุณภาพให้กับโลก

     ก่อนหน้านี้เราเป็นคนไม่เคยคิดเผื่อโลก การทำเต็มที่ของปอล์คือการไม่รับถุงพลาสติก เราเอาถุงผ้าไปซื้อของ นี่คือที่สุดของปอล์กับการเป็น ‘Eco Girl’ ในขณะที่พี่โอ๊คเป็นคนที่คิดอะไรมากกว่านั้น เขาเป็นคนคิดเผื่อโลก อย่างวันนี้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มันตรงเป้าเราทุกอย่าง เราผ่านอะไรหลายอย่างมาก เรามีความมั่นคงในชีวิต เรามีลูกที่น่ารัก เรารู้แล้วว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร แค่นี้พอแล้ว เราหยุดแล้ว อีกอย่างบางทีเราก็เป็นปุถุชน เราก็สนุกไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ ดราม่าต่างๆ เรื่องของคนนี้อะไรยังไง ใครได้กับใคร แซ่บตลอด (หัวเรา) แต่พี่โอ๊คจะเป็นคนไม่หยุด เขาจะเป็นคนสะกิดเราว่า มองดูคนข้างๆ หรือยังว่ายังมีคนอีกมากที่เขาต้องการความช่วยเหลือ พี่โอ๊คเป็นคนสะกิดให้เราดูเรื่องสงครามซีเรีย และเป็นคนสะกิดให้เราไปเรียนเรื่องการเมือง

     สำคัญที่สุด เหตุผลที่เราตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้เพราะเราอยากทำให้รู้ว่าทุกคนช่วยเปลี่ยนโลกนี้ได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงจากเรื่องใกล้ๆ ตัว เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ยกตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา ถ้าไม่มีคนคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง โลกเราในวันนี้จะไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้

     เรื่องของผู้ลี้ภัยก็เช่นกัน แค่คุณตระหนักรู้ว่ามันมีปัญหา สิ่งที่คุณทำได้ นอกจากจะแชร์บทความที่คุณกำลังอ่านนี้ไปแล้ว ยังมีอีกทางคือส่ง sms โดยพิมพ์ 30 แล้วส่งมาที่ 4642789 เพื่อบริจาคครั้งละ 30 บาท หรือแค่เข้าเว็บไซต์ www.unhcr.or.th หรือบริจาคทางโทรศัพท์ได้ที่เบอร์ 0 2206 2144 ปอล์เชื่อว่าเงินอาจไม่ต้องมาก อาจจะเล็กๆ น้อยๆ แต่สม่ำเสมอ บางทีมันสามารถรันทุกอย่างเดินหน้าไปได้

 

 

ถ้าต้องไปร่วมชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัย หน้าที่ไหนที่คุณน่าจะทำได้ดีที่สุด และคุณคิดว่าตัวเองจะทนได้ไหม โดยเฉพาะในวันและคืนที่ตัวเองมีลูกน้อยที่ต้องดูแลด้วยแล้วถึงสองคน

     โอปอล์: ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ปอล์กับพี่โอ๊คคุยกันตลอด คือเนื่องจากเป็นคนชอบดูละคร ในละครชอบมีฉากสงคราม ปอล์ถามพี่โอ๊คว่าถ้าเราเกิดมาในยุคสงครามเนี่ย เราจะไปอยู่หน่วยไหนวะ

     หมอโอ๊ค: ผมนี่ก็ไม่ยาก คงจะไปอยู่หน่วยแพทย์ล่ะมั้ง (หัวเราะ)

     โอปอล์: ส่วนปอล์ก็คิดว่าเราน่าจะอยู่โรงครัว เพราะว่ามีอาหาร ที่ไหนมีอาหาร ที่นั่นมีเรา (ยิ้ม) คือปอล์แค่รู้สึกว่าในทุกที่ แม้แต่ในค่ายผู้ลี้ภัยเหมือนกัน ทุกคนจะอยู่ในพื้นที่เล็กๆ แต่เราทุกคนล้วนมีความถนัดของตัวเอง เช่นกันกับคนที่อ่านบทความนี้อยู่ ถ้าอ่านแล้วคิดว่าแล้วฉันจะไปช่วยอะไรพวกเขาได้ ปอล์จะบอกว่าให้ใช้ความถนัดของตัวเอง อย่างตัวปอล์เป็นคนบันเทิงเบื้องหน้า ความถนัดของเราคือการพูดให้ทุกคนได้ยิน เราออกไปยืนข้างหน้าแล้วมีคนเห็นเยอะ พูดแล้วมีคนฟัง งั้นเราก็บอกต่อสิ

     อย่างทุกครั้งที่บ้านเมืองเราเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แล้วคนในประเทศเราทำเรื่องน่ารักด้วยการใช้ความถนัดของตัวเองมาร่วมแรงร่วมใจกัน เช่น ใครเป็นแพทย์ก็มารวมตัวกันตั้งทีมอาสาสมัครไปลงพื้นที่ ใครร่างกายแข็งแรงก็ออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน ใครทำอาหารได้ก็ทำข้าวกล่อง ผัดกันสู้ตาย เสร็จแล้วนำไปแจกจ่ายผู้ที่กำลังเดือดร้อน ฯลฯ ภาพต่างๆ เหล่านี้ปอล์ยังจำได้ นี่แหละ แค่นี้ก็ได้แล้ว

 

 

โดยปกติแล้ว ‘ความทุกข์’ หรือ ‘ความลำบาก’ ที่สุดในชีวิตของคุณคือเรื่องอะไร และถ้าต้องได้ร่วมพูดคุย มุมมองแบบไหนในชีวิตที่คุณอยากจะทำความเข้าใจและร่วมแชร์กับเขามากที่สุด

     หมอโอ๊ค: (หัวเราะ) ตัวเราเองก็ยังไม่ได้ละกิเลสได้หรอก เราเป็นคนธรรมดามาก ผมก็ใช้ชีวิตของตัวเองในทุกๆ วันเหมือนกับทุกคนนี่แหละ ถึงเวลาก็หงุดหงิดที่อากาศร้อน รถติด ซึ่งความจริงมันเทียบกันไม่ได้กับความทุกข์หรือปัญหาในระดับเดียวกับผู้ลี้ภัย

     โอปอล์: ถ้าทุกข์ที่สุดของปอล์คือตอนที่เราต้องนอนนิ่งๆ ในโรงพยาบาลอยู่ 2 เดือน เราขยับตัวไม่ได้เลย เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไปเพื่อลุ้นว่าลูกเราจะรอดหรือไม่ ปกติคนใกล้คลอดเขาจะมีความสุขที่จะได้เห็นหน้าลูกว่าหน้าตาจะออกมายังไง แต่ในสองเดือนนั้นคือเราต้องนอนนิ่งๆ ทั้งกิน ทั้งอึ และฉี่กันบนเตียง โดยไม่รู้ว่าเรากำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ เราไม่รู้ว่าลูกในท้องจะออกมาเมื่อไร หมอบอกว่าโอกาสที่ลูกเราจะรอดเปอร์เซ็นต์น้อยมาก และถ้าคลอดออกมา คุณแม่ต้องเตรียมรับว่าลูกอาจจะตาบอด ลูกจะพิการทางสมอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราใน 2 เดือนนั้น และมันเปลี่ยนเราไปเลย

     ที่รู้สึกเปลี่ยนที่สุดคือ ตอนนั้นสิ่งที่เราทำได้คือการนอนภาวนาให้ทุกอย่างมันดีขึ้น เรารู้ว่าเมื่อเกิดวิกฤตอย่างนั้น เราต่อรองกับอะไรไม่ได้เลย ที่แย่ที่สุดไม่ใช่เรื่องปอล์จะตายหรือลูกจะตาย แต่คือการที่ปอล์เห็นพี่โอ๊คทุกข์ทรมาน ตอนนั้นพี่โอ๊คคือคนที่ต้องเดินไปคุยกับหมอแล้วรับรู้ว่าโอปอล์มีอาการหัวใจวายนะ ลูกแทบจะไม่มีโอกาสรอดนะ ถ้ามีโอกาสรอด ลูกจะเป็นอย่างนี้ แล้วเขาแบกทุกอย่างไว้

     ปอล์เห็นภาพตอนที่เขาหน้าแย่ๆ แต่พอผลักประตูเข้ามาแล้วเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับปอล์ พอเห็นทุกอย่างแล้วมันก็ทำให้ปอล์คิดได้ว่าคนเราสุดท้ายก็เท่านี้.. แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สมมติว่าถ้าวันนั้นลูกปอล์ไม่รอดเลยสักคน อย่างน้อยเราก็มีกันและกัน แต่ถ้าวันนั้นปอล์ไม่รอด แล้วพี่โอ๊คจะอยู่กับใคร แล้วระหว่างนั้นถ้าวันหนึ่งพี่โอ๊ครับกับสภาวะเครียดแบบนั้นไม่ได้ ปอล์จะทำยังไง นั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตปอล์ไปเลย

     หมอโอ๊ค: สำหรับผม เหมือนความทุกข์ครั้งนั้นมันทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นเราปกิณกะมากจริงๆ บอกเลยว่าเหมือนกันทั้งคู่ โอปอล์อยู่ในแวดวงบันเทิง ผมอยู่ในแวดวงความงาม โอ้โห มันคือยอดสูงสุดของพีระมิดแล้วจริงๆ ความฟุ่มเฟือยทุกประการอยู่ที่เราจริงๆ ครับ

     โอปอล์: ความทุกข์ที่สุดคือตามซื้อของไม่ทันในคอลเล็กชันนั้น คือกลวงมาก

     หมอโอ๊ค: เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วเราไม่เคยเข้าใจอะไรเลย แต่พอผ่านเรื่องนี้มา เราสองคนเริ่มเข้าใจความเป็นมนุษย์ เริ่มเข้าใจแล้วว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร เข้าใจคุณค่าของชีวิต และเข้าใจว่าบางอย่างก็เป็นเรื่องที่เราต่อรองไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องความแท้จริงของมนุษย์

     ความเป็นความตายคือเรื่องใหญ่ที่สุด มีเงินเท่าไร มีชื่อเสียงแค่ไหนก็ต่อรองไม่ได้

     นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมมองถึงกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น

     อย่างหนึ่งเลย ในฐานะพ่อแม่จากมุมที่เปลือกมากคืออยากให้ลูกน่ารัก อยากได้ตาโอปอล์ จมูกเหมือนผม อยากให้ลูกเรียนเก่ง เมื่อก่อนคิดกันอยู่แค่นั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เปลี่ยนมุมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการมีชีวิตอยู่

     ผมไม่ได้จะเคลมว่าผมกับโอปอล์เป็นพ่อแม่ที่ดีที่สุดในโลกนะ ที่พูดนี่ไม่ได้ต้องการคำยกย่องใดๆ เพราะเราก็เป็นแค่ปุถุชนธรรมดา คือทำผิดพลาดได้อยู่เสมอ แต่อย่างหนึ่งคือเราอยากเลี้ยงลูกให้เป็นประชากรของโลก เรารู้สึกว่าเขาต้องมีฝัน รู้ว่าตัวเองมีคุณค่า และอย่าประเมินตัวเองต่ำ ประชาชนไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิต หาเงิน ซื้อของ แล้วก็ตายจากไป ผมอยากให้เขาได้ในเรื่องนี้

     ยิ่งผมกับครอบครัวมาร่วมกันทำอะไรแบบนี้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นการย้ำ สอนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่ผมจะได้บอกกับลูกต่อไปในอนาคต

 

 

     โอปอล์: มีอยู่ตอนหนึ่งที่ปอล์หัวใจวาย ความรู้สึกมันเหมือนคนจมน้ำน่ะ ปอล์ทำได้แค่นอนอยู่แล้วเหมือนตัวเองกำลังจะขาดใจ ความรู้สึกเหมือนในหนังจริงๆ นะ คือปอล์ตะกุยเตียง ปอล์ต้องใช้ออกซิเจนช่วย หมอต้องให้ยาโดยการเจาะเข้าเส้นเลือดตลอดเพื่อไม่ให้ลูกคลอด ซึ่งยาตัวนี้มันมีผลข้างเคียงคือทำให้หัวใจวาย เราก็กดออดเรียกพยาบาล จนกระทั่งพยาบาลกับพี่โอ๊ควิ่งเข้ามา

     หลังจากวันนั้นปอล์รู้สึกเลยว่าคนเรามันตายได้ง่ายๆ แบบนี้เลยใช่ไหม คือเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ต่อรองกับอะไรไม่ได้เลย หลังจากนั้นปอล์มานั่งคิดเลยว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรกับชีวิตบ้าง เราเป็นลูกที่ดีพอหรือยัง เราเป็นเมีย เป็นเพื่อน เป็นพี่ที่ดีพอหรือยัง ตอนนั้นปอล์คิดจริงๆ นะว่าถ้าเรารอดไปได้ เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น ปอล์รู้สึกเหมือนเราได้ second chance ให้มีชีวิตต่อ ฉะนั้นเราจะคิดให้มากกว่าที่ปอล์เคยคิดถึงแต่ตัวเอง

     ครั้งหนึ่งปอล์เคยอยากให้ลูกเป็นหมอเหมือนพี่โอ๊ค แต่พี่โอ๊คเป็นคนสะกิดว่าเราต้องมองไปให้ไกลกว่านั้นแล้วล่ะ คือไม่ใช่คิดว่าอยากให้ลูกเป็นอะไร หรือมีเงินเท่าไร แต่ลูกต้องคิดไปถึงขนาดที่ว่า เขาจะเปลี่ยนโลกยังไงได้บ้าง ซึ่งตรงนั้นมันยิ่งใหญ่สำหรับปอล์มากนะ เพราะเราก็ไม่เคยนึกว่าจะได้มาใกล้ชิดกับคนที่มีวิชันยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่ถ้าเราคิดไปให้ไกล มันไม่ใช่เรื่องของตัวเงิน ไม่ใช่เรื่องการการประสบความสำเร็จ

     เราจะทำให้โลกที่เราอยู่ดีขึ้นได้ยังไง คิดถึงคนอื่นมากขึ้น หมายถึงคิดว่าตัวเองเป็นประชากรโลก อย่าง ‘ผู้ลี้ภัย’ เนี่ย หลายคนรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนไทย ทำไมต้องช่วย ประเทศไทยก็ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้เจริญขนาดนั้น แต่ถ้าเรามองว่าทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ทุกคนคือหนึ่งในประชากรของโลก มันจะไม่มีคำว่าเขาไม่ใช่คนไทย เขาเป็นมนุษย์ ฉะนั้นต้องมองข้ามผ่านเรื่องเพศ ข้ามผ่านเรื่องเชื้อชาติไปได้แล้ว นาทีนี้มันเป็นเรื่องของมนุษย์

     หมอโอ๊ค: ตรงนี้ผมขอต่อพูดแล้วกัน เพราะผมได้ยินบ่อยมาก และเป็นคอมเมนต์แรกเลย เมื่อก่อนที่เราเริ่มต้นเข้าร่วมกับ UNHCR แม้แต่เพื่อนที่ใกล้ชิดกับเราเขายังพูดว่า “ไปทำอะไร… ไร้สาระ ทำแล้วได้อะไร อ๋อ อยากได้ชื่อเหรอ…” ทุกคนก็มองกันแบบนี้ ซึ่งเราก็เข้าใจเขานะ เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก เขามองเพราะเขาไม่ทราบไง แต่เรารู้สึกว่าเรามองไปมากกว่านั้น มันเป็นเรื่องของมนุษย์จริงๆ

     โอปอล์: สุดท้ายนี้สิ่งที่คิดว่าเราเองจะแชร์ได้ดีที่สุด คิดแทนง่ายๆ เลยว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเป็นเขา คุณจะทำยังไงต่อไปกับชีวิต แล้วขอขอบคุณทุกอย่างที่คุณไม่ได้เป็นเขา และคิดต่อว่าถ้าอย่างนั้นเราจะทำอะไรเพื่อเขาได้บ้าง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและกำลังเกิดอยู่ในเวลานี้ พวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ พวกคุณช่วยได้ง่ายมาก แค่หยิบโทรศัพท์แล้วกด sms ครั้งละ 30 บาท หรือเข้าเว็บไซต์เพื่อโอนเงินในจำนวนที่พอช่วยได้ บางทีจำนวนอาจไม่ต้องมาก แต่ถ้าหลายคน มันช่วยเปลี่ยนโลกได้ หรือถ้าตอนนี้กำลังทรัพย์เราไม่มี บอกต่อ แชร์บทความ สร้างความตระหนักรู้ให้เป็นวงกว้าง ปอล์เชื่อว่าจะต้องมีใครอีกหลายคนที่มีความพร้อมเพื่อจะแบ่งบันสิ่งเหล่านี้

609 VIEWS

RELATED STORIES