×

13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด

07.05.2026
  • LOADING...
ภาพหญิง-เด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกลุ่ม ISIS เตรียมเดินทางกลับจากซีเรีย

กลุ่มผู้หญิงและเด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในซีเรียและต้องสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ISIS หรือกลุ่มรัฐอิสลาม กำลังจะเดินทางกลับออสเตรเลียในวันนี้ (7 พฤษภาคม) ท่ามกลางการจับตามองเนื่องจากตำรวจออสเตรเลียประกาศว่า สมาชิกบางส่วนที่เดินทางกลับจะถูกจับกุมทันทีในข้อหาต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

 

 
 

กลุ่มชาวออสเตรเลียดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 4 คน และเด็ก 9 คน ส่วนใหญ่จะเดินทางกลับไปยังนครเมลเบิร์น โดยมีผู้หญิง 1 คนและลูกของเธอที่เดินทางกลับซิดนีย์

 

สถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียสัมภาษณ์ความเห็นของสมาชิกบางส่วนขณะรอต่อเครื่องที่กรุงโดฮา เพื่อกลับไปเมลเบิร์น ซึ่งหลายคนเผยว่า รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับไปออสเตรเลีย และระบุเหตุผลที่ต้องการเดินทางกลับ เนื่องจากต้องการให้ลูกๆ ของพวกเธอปลอดภัย

 

“เราแค่ต้องการให้ลูกๆ ของเราปลอดภัย มันเหมือนนรก (ในซีเรีย) สำหรับพวกเขา” หญิงคนหนึ่งกล่าว และเสริมว่า “ลูกๆ ส่วนใหญ่ของพวกเขา ซึ่งเกิดในซีเรีย ไม่เคยกลับออสเตรเลียมาก่อน และออสเตรเลียเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับพวกเขา”

 

โดยหญิงบางคนบอกว่า เธอคิดถึงออสเตรเลีย และสิ่งที่ตั้งตารอมากที่สุดหลังจากกลับไปคือการได้ไปร้านกาแฟโปรดของพวกเธอที่ถนนคอลลินส์ ในเมลเบิร์น

 

เจ้าสาว ISIS

 

ทั้งนี้ ABC รายงานว่าผู้หญิงหลายคนซึ่งถูกเรียกว่า ‘เจ้าสาวของ ISIS’ ได้ติดตามคู่รักของพวกเธอที่เป็นนักรบของ ISIS ไปยังซีเรีย

 

โดยเมื่อกลุ่ม ISIS ล่มสลาย พวกเธอและลูกจะถูกส่งตัวไปยังค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งกลุ่มผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คนนี้ อาศัยอยู่ที่ค่ายอัลรอจ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และถูกกักขังอยู่เป็นเวลาหลายปี

 

ในจำนวนผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คน รวมถึงหญิงวัย 54 ปี พร้อมลูกสาว 2 คน วัย 33 ปี และ 31 ปี และอดีตนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพวัย 32 ปี โดยทั้งหมดเป็นพลเมืองออสเตรเลียและถือหนังสือเดินทางออสเตรเลีย

 

การตัดสินใจเดินทางกลับออสเตรเลียของพวกเขา กลายเป็นประเด็นถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหมู่ประชาชนออสเตรเลีย ขณะที่ทั้ง 13 คน ต้องติดอยู่ในกรุงดามัสกัส ของซีเรีย เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเพื่อรอเดินทางกลับออสเตรเลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลซีเรีย ระบุว่าต้นเหตุความล่าช้านั้นเกิดจากรัฐบาลออสเตรเลียที่ยืนยันว่า ต้องวางขั้นตอนต่างๆ ให้รัดกุมเพื่อรับตัวกลุ่มผู้หญิงและเด็กเหล่านี้

 

ออสเตรเลียประณาม-เตรียมจับหลายคนข้อหาก่อการร้าย

 

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police : AFP) เตือนว่า สมาชิกบางคนที่กลับมาถึงจะถูกจับกุมและเผชิญข้อหา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น การค้าทาส

 

แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประณามชาวออสเตรเลียกลุ่มนี้ที่เลือกเข้าร่วมกับ ISIS โดยระบุว่า “คนเหล่านี้ได้เลือกสิ่งที่น่าสยดสยองในการเข้าร่วมองค์กรก่อการร้ายที่อันตราย และทำให้ลูก ๆ ของพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ”

 

โดยเขายืนยันว่า “สมาชิกคนใดก็ตามในกลุ่มนี้ที่ก่ออาชญากรรมจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่”

 

ทางด้านโทนี่ เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในออสเตรเลีย ประณามกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ที่เดินทางไปซีเรีย และเน้นย้ำว่า ใครก็ตามที่พบว่ากระทำความผิดจะถูกดำเนินคดี

 

“พวกเธอตัดสินใจอย่างเลวร้ายและน่าอับอาย หากบุคคลเหล่านี้เดินทางกลับมายังออสเตรเลีย หากพวกเขาได้กระทำความผิด พวกเขาจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อยกเว้น” เบิร์ก กล่าว และยืนยันว่ารัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ให้ความช่วยเหลือในการกลับประเทศของกลุ่มดังกล่าว แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายในการกีดกันไม่ให้พลเมืองออสเตรเลียกลับประเทศ

 

ที่ผ่านมา ทางการออสเตรเลียได้ทำการสอบสวนพลเมืองหลายคนที่เดินทางไปยังซีเรียเพื่อเข้าร่วมกลุ่ม ISIS ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มนี้มีอำนาจสูงสุดและควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศซีเรียและอิรักที่อยู่ใกล้เคียง

 

เชื่อกันว่ามีผู้หญิงชาวตะวันตกหลายร้อยคนเดินทางไปยังอิรักและซีเรียในช่วงที่กลุ่ม ISIS มีอำนาจสูงสุด โดยหนึ่งในกรณีที่โดดเด่นที่สุดคือกรณีของชามิมา เบกุม พลเมืองชาวอังกฤษ ซึ่งถูกเพิกถอนสัญชาติอังกฤษในปี 2019 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

ขณะที่เบน ซอล ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการก่อการร้าย เรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองสตรีและเด็กที่เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ที่กระทำต่อบุคคลนั้น “มีความเหมาะสมและชอบธรรม”

 

ภาพ : REUTERS/Orhan Qereman

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising