×

ศูนย์วิเคราะห์ทีทีบีย้ำ หากเร่งฉีดวัคซีนได้ 5 แสนโดสต่อวัน เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีลุ้นโต 4.4%

17.05.2021
  • LOADING...
ศูนย์วิเคราะห์ทีทีบีย้ำ หากเร่งฉีดวัคซีนได้ 5 แสนโดสต่อวัน เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีลุ้นโต 4.4%

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบสอง ได้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดลงหลังจากที่เพิ่งฟื้นตัว ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมการระบาด แม้มีความเข้มงวดน้อยกว่ามาตรการล็อกดาวน์ในครั้งก่อน แต่ก็เป็นการฉุดเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวได้เต็มที่ให้กลับสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง 

 

โดยล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน GDP ไตรมาสแรกของปี 2564 หดตัว 2.6% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 4.2% องค์ประกอบเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ยังคงเป็นการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่ยังคงมีต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าเป็นเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้การบริโภคภาคเอกชนไม่ทรุดหนัก รวมทั้งภาคส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่องตามเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่ฟื้นตัวเร็ว ทั้งตลาดสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงหดตัวสูงจากมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ    

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกที่ 3 ที่เริ่มในเดือนมีนาคมจนถึงขณะนี้ ยอดผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ได้รับวัคซีนอยู่ที่ 1.4 ล้านคน คิดเป็นเพียง 2% ของประชากรทั้งประเทศ นำไปสู่การปรับแผนฉีดวัคซีนเชิงรุกของภาครัฐ ทั้งการปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้เร็วที่สุดในทุกพื้นที่ การตั้งเป้าการฉีดให้ครอบคลุม 70% ของประชากรในแต่ละจังหวัด และเพิ่มเป้าหมายจัดหาวัคซีนเป็น 150 ล้านโดส ภายในปี 2565 หรือเพิ่มอีก 50 ล้านโดสจากปัจจุบัน รวมทั้งปรับรูปแบบการฉีดวัคซีนให้ยืดหยุ่น มีความเหมาะสม สะดวก รวดเร็ว ในการเข้าถึง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลง ช่วยให้ปลดล็อกประเทศ เปิดรับการท่องเที่ยวและภาคบริการได้เร็วขึ้น 

  

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ได้ประมาณการยอดผู้ติดเชื้อจากแผนฉีดวัคซีนเชิงรุกที่เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ พบว่า หากกระจายฉีดวัคซีนได้ 3 แสนโดสต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนจัดหาวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดสภายในปี 2564 ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อทยอยลดลงตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยอยู่ที่ 300 คนในเดือนธันวาคม และมีจำนวนผู้ได้รับวัคซีนสะสมแล้วถึง 46.3 ล้านคน คิดเป็น 70% ของประชากร หรือกล่าวได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม นำไปสู่การปลดล็อกประเทศได้ และภายในไตรมาสแรกปี 2565 การกระจายวัคซีนจะครอบคลุมประชากรเกือบทั้งหมดที่อยู่ในเกณฑ์ที่รับวัคซีนได้ 

 

ทั้งนี้ หากการกระจายวัคซีนทำได้ต่ำกว่าด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น ฉีดได้ 1.5 แสนโดสต่อวัน พบว่า ยอดผู้ติดเชื้อในปีนี้จะยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การปลดล็อกประเทศและเปิดรับการท่องเที่ยวต่างๆ จะเลื่อนไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2565 ในทำนองเดียวกัน หากสามารถเร่งฉีดได้ถึง 5 แสนโดสต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการจัดหาวัคซีนเพิ่มเป็น 150 ล้านโดสภายในปี 2565 จะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงในระดับที่ควบคุมได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 และสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในไตรมาส 4 ของปี 2564 นี้ จากการมีผู้ได้รับวัคซีนเกิน 70%  

 

คาด GDP ปี 2565 ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 3.6% จาก 1.9% ในปีนี้ การเร่งฉีดและการกระจายวัคซีนได้ตามเป้าหมาย สามารถทยอยการผ่อนคลายมาตรการควบคุม และเป็นผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3 นี้ โดยการบริโภคภาคเอกชนจะปรับตัวดีขึ้น ได้แรงหนุนจากภาคธุรกิจ กิจการร้านค้าที่เริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจได้ดังช่วงก่อนใช้มาตรการควบคุม ส่งผลดีต่อการจ้างงาน 

 

ประกอบกับภาครัฐจะยังคงมีมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ในส่วนของภาคการส่งออกมีแนวโน้มพลิกฟื้นสอดคล้องกับบรรยากาศการค้าโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าปี 2564 จะโตได้ 8.1% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และตลาดจีน  

 

ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวยังคงทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวนำร่องในเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ ภูเก็ตโมเดล คาดว่าในปี 2564 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 4 แสนคน   

 

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นตัวสอดคล้องกับภาคการส่งออกและความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่แรงฉุดจากผลกระทบของโควิด-19 ในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2564 เศรษฐกิจจะโตได้ 1.9% ลดลงจากประมาณการเดิม (ณ เดือนธันวาคม 2563) ที่ 2.4%  

 

สำหรับในปี 2565 ภายใต้เงื่อนไขของการฉีดวัคซีน 3 แสนโดสต่อวัน ทำให้สามารถเปิดประเทศได้เต็มรูปแบบในไตรมาสแรก โดยมียอดสะสมผู้ได้รับวัคซีนคิดเป็น 77% ของประชากรทั้งหมด จะช่วยดึงภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และการกระจายวัคซีนได้เร็วในประเทศเศรษฐกิจหลัก เป็นผลดีต่อนักท่องเที่ยวที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น ยุโรป จีน ฯลฯ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 10 ล้านคน    

 

นอกจากนี้คาดว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจในด้านอื่นจะกลับมามีบทบาทได้มากขึ้น ทั้งภาคการส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2564 โดยคาดว่าในปี 2565 การส่งออกสินค้าจะเติบโตได้ 4.1% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากเศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มฟื้นตัวหลังจากเริ่มมีการทยอยฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาต่อเนื่อง โดยตลาดที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป 

 

นอกจากนี้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 เช่น เหล็ก ทองแดง น้ำมัน และสินค้าเกษตร ทำให้มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับการกลับมาดำเนินชีวิตได้เป็นปกติของประชาชนและการกลับสู่ตลาดแรงงานของภาคธุรกิจ รวมทั้งรายได้ในภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ขยับสูงขึ้น   

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2565 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในประเทศ และกดดันกำลังซื้อของครัวเรือน ทั้งนี้ จากเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มีแรงขับเคลื่อนมากขึ้นในทุกองค์ประกอบ ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 3.6% ในปี 2565 

 

อย่างไรก็ดี หากสามารถกระจายวัคซีนได้เร็วมากขึ้นอย่างกรณีฉีดได้ 5 แสนโดสต่อวัน ก็จะเป็นปัจจัยเร่งให้เปิดประเทศได้เร็วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 สร้างความเชื่อมั่นด้านบริหารจัดการในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565  มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 13.8 ล้านคน เป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจปี 2565 ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นเป็น 4.4%

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories