โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีท่าทีแข็งกร้าวโดยประกาศว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เขายังได้โพสต์ข้อความย้ำว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จทางการทหารมากจนไม่จำเป็นหรือไม่ปรารถนาความช่วยเหลือจากประเทศกลุ่ม NATO และ ‘ไม่เคยต้องการเลย’
ทรัมป์วิจารณ์การปฏิเสธของ NATO ว่าเป็น ‘ความผิดพลาดที่โง่เขลามาก’ (Very Foolish Mistake) เขากล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจและตกใจที่ประเทศเหล่านี้ไม่ยอมร่วมมือ ทั้งที่สหรัฐฯ ได้ส่งทหารไปประจำการและให้ความช่วยเหลือพวกเขามาโดยตลอด
หลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์อาจกำลังส่งสัญญาณว่า ความมั่นคงปลอดภัยนั้น ‘ไม่ฟรี’ และมีต้นทุนต้องจ่าย เขาจึงรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของพันธมิตรทั้งหลาย โดยเฉพาะสมาชิก NATO
แม้ทรัมป์จะให้สัมภาษณ์เตือนว่า NATO อาจต้องเผชิญกับ ‘อนาคตที่เลวร้ายมาก’ หากไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อถูกนักข่าวถามถึงการตอบโต้ เขากลับระบุว่าตน ‘ยังไม่มีแผนใดๆ ในใจ’ ที่จะลงโทษพันธมิตร และไม่ได้หยิบยกคำขู่เรื่องการถอนตัวออกจาก NATO ขึ้นมาพูดเหมือนในอดีต
เมื่อพันธมิตรชาติตะวันตกปฏิเสธ ทรัมป์ได้เบี่ยงไปชื่นชมว่า ได้รับการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางแทน เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และอิสราเอล
ทรัมป์พยายามที่จะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีเรือน้ำมันแล่นผ่านถึงวันละประมาณ 21 ล้านบาร์เรล ซึ่งขณะนี้ถูกกองกำลังอิหร่านสั่งปิดและขู่จะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน โดยเฉพาะเรือที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ
ท่าทีของทรัมป์ต่อ NATO สะท้อนอะไร
นักวิเคราะห์มองว่า การเรียกร้องให้พันธมิตรเข้าช่วยรบในครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นโดยไม่มีการปรึกษาหารือกันก่อนล่วงหน้า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ‘การขาดการวางแผนรับมือที่ดีพอ’ ต่อการตอบโต้ของอิหร่านผ่านการโจมตีเรือพาณิชย์ เนื่องจากก่อนเริ่มสงคราม ทรัมป์สนใจแค่การใช้กำลังทหารและต้องการร่วมมือกับอิสราเอลเพียงชาติเดียว ส่งผลให้พันธมิตรอื่นๆ ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมทางกองทัพเรือไว้เลย
ทรัมป์มองว่าเหตุการณ์นี้คือ ‘บททดสอบครั้งใหญ่’ เพื่อดูว่า พันธมิตร NATO จะยอมยืนเคียงข้างสหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่ง ‘สอดคล้อง’ กับมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มองว่า นี่คือบททดสอบความสัมพันธ์และการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างแท้จริง
นักวิเคราะห์ยังระบุว่า คำขู่ของทรัมป์ที่มีต่อ NATO แสดง ‘ความย้อนแย้ง’ ในนโยบายของสหรัฐฯ เอง โดยท่าทีดังกล่าว ขัดแย้งกับหลักการของสนธิสัญญาที่ครอบคลุมการป้องกันเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับการที่สหรัฐฯ พยายามกดดันมาตลอดกว่าหนึ่งปี ให้ยุโรปหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันทวีปของตนเอง มากกว่าการไปประจำการในตะวันออกกลางหรืออินโด-แปซิฟิก
ทั้งยังยกตัวอย่างผลกระทบจาก ‘ข้อเรียกร้องที่สับสน’ ของทรัมป์ในอดีต เช่น สหราชอาณาจักรต้องเร่งนำเรือรบออกจากอู่อย่างฉุกเฉินและถูกวิจารณ์ว่า ‘ขาดการเตรียมพร้อม’ แต่สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะกองทัพเรืออังกฤษต้องหันไปโฟกัสกับภารกิจแถบอาร์กติก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์เคยเรียกร้องไว้เองในช่วงที่เขามีความพยายามจะเข้าควบคุมเกาะกรีนแลนด์
แฟ้มภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.channelnewsasia.com/world/trump-us-israel-iran-war-nato-allies-military-5999551
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/17/trump-says-us-does-not-need-strait-of-hormuz-help-despite-appeal
- https://www.theguardian.com/world/2026/mar/16/donald-trump-nato-threats-glaring-absence-iran-strategy?


