“ถึงประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพวกท่านมาถึงแล้ว เมื่อเราดำเนินการเสร็จสิ้น จงเข้าควบคุมรัฐบาลของท่าน นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของท่านในรอบหลายชั่วอายุคน”
คำประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในคลิปแถลงเปิดปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน เมื่อวันเสาร์ (28 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายของเขา ที่ต้องการ ‘เปลี่ยนระบอบการปกครอง’ ของอิหร่าน
ทรัมป์กล่าวโทษอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลและผู้นำเผด็จการของอิหร่านว่า ‘ชั่วร้ายและเป็นภัยคุกคาม’ ต่อสหรัฐฯ และชาวอเมริกัน
แต่บททดสอบของเขาในการกำจัดรัฐบาลอิหร่าน ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้ระบอบรัฐศาสนาที่ปกครองด้วยกฎหมายอิสลามอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด
โดยนักวิเคราะห์มองว่า แม้ชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยจะเกลียดชังอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจมากว่า 36 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหลังจากที่สหรัฐฯ สังหารคาเมเนอี พวกเขาจะ ‘เข้าข้างสหรัฐฯ’
และถึงแม้ว่าชาวอิหร่านจะยอมฉวย ‘โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน’ ลุกฮือขึ้นประท้วงโค่นล้มรัฐบาล แต่การต่อสู้ให้สำเร็จและนำประเทศเปลี่ยนระบอบเข้าสู่ยุคใหม่ ก็อาจจะไม่ง่ายด้วยเหตุผลหลายประการ
การโจมตีครั้งใหญ่ อาจไม่ทำให้การลุกฮือสำเร็จ
นับตั้งแต่อิหร่านเกิดการปฏิวัติในปี 1979 เปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาสู่รัฐศาสนาที่ใช้หลักการศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ในการปกครองประเทศ จนถึงปัจจุบันยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ สถานการณ์ภายในประเทศยังคงเผชิญภาวะยากลำบาก แม้สาเหตุหลักจะมาจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก แต่ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อย ก็แสดงออกชัดเจนถึงความเบื่อหน่ายต่อระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม (Islamic Republic) ที่ค่อนข้างเข้มงวดและไร้เสรีภาพ ต่างจากระบอบของชาติมุสลิมอื่นๆ ในยุคสมัยใหม่
ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชาวอิหร่านได้จัดการประท้วงใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลขึ้นหลายครั้ง โดยปกติแล้ว การประท้วงเหล่านี้จะยุติลงก็ต่อเมื่อรัฐบาล ‘ตอบโต้และปราบรามด้วยกำลังอย่างโหดร้าย’
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เกิดขึ้นในเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา ชาวอิหร่านหลายแสนคนใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการประท้วง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงของอิหร่านลั่นไกยิงปืนที่ใช้กระสุนจริง สังหารผู้ประท้วงไปหลายพันคน หรืออาจมากถึง 3 หมื่นคนจากการประเมินของผู้สังเกตการณ์บางคน ซึ่งทำให้การประท้วงไม่อาจสั่นสะเทือนอำนาจของรัฐบาลและผู้นำเผด็จการของอิหร่านได้
อย่างไรก็ตาม การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เกิดขึ้น ทำให้โอกาสที่ชาวอิหร่านสามารถเปลี่ยนแปลงระบอบปรากฎขึ้น ในขณะที่ทรัมป์เดิมพันเกมนี้ ด้วยการกระตุ้นให้ประชาชนอิหร่านลุกฮือขึ้นประท้วงอีกครั้ง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่กำลังอ่อนแอลงอย่างมาก
แดเนียล บล็อก (Daniel Block) บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร Foreign Affairs เผยแพร่บทวิเคราะห์ในเว็บไซต์ Politico โดยพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์การเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน ซึ่งทุกคนต่างก็อยากเห็น ‘พลังประชาชน’ นำมาซึ่งผู้นำใหม่ในเตหะราน แต่พวกเขาก็ตั้งข้อสังเกต ว่าการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เช่นนี้ อาจไม่ก่อให้เกิดการลุกฮือที่ประสบความสำเร็จได้
โดยเหตุผลประการแรก เนื่องจากการโจมตีทางอากาศนั้นมีประวัติที่เลวร้ายในการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในรัฐใดๆ ก็ตาม
และประการที่สอง คืออิหร่านมีหน่วยงานปราบปรามที่ทรงอำนาจและมีประสบการณ์มากมายในการปราบปรามความไม่สงบในหมู่ประชาชน
นอกจากนี้ ระบบราชการของอิหร่านมีการคาดการณ์และเตรียมรับมือกับการโจมตีจากสหรัฐฯ มาหลายชั่วอายุคนแล้ว และแม้ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะประสบความสำเร็จในการทำลายหรือลดอำนาจของสาธารณรัฐอิสลาม แต่ชาวอิหร่านที่กำลังเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวอย่างมากต่อการโจมตีทางอากาศ และมุ่งเน้นการเอาชีวิตรอดเป็นอันดับแรก อาจไม่สนใจออกมาประท้วงบนท้องถนน ในขณะที่ฝ่ายค้านทางการเมืองของอิหร่านในปัจจุบัน ก็อ่อนแอและไร้เอกภาพจนไม่สามารถจุดชนวนนำการประท้วงได้
ทั้งนี้ บล็อกยังมองว่า แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากจะเต็มใจลุกฮือขึ้นต่อสู้กับระบอบเผด็จการท่ามกลางเงื่อนไขอันยากลำบากจากการสู้รบ แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของอิหร่าน จะไม่ตอบรับคำเรียกร้องของทรัมป์
“แน่นอนว่าชาวอิหร่านต้องการอนาคตที่ดีกว่าอย่างยิ่ง และพวกเขายินดีที่จะประท้วงภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบากมาก สำหรับระบอบเผด็จการ ประเทศนี้มีระดับการมีส่วนร่วมของพลเมืองสูง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ชาวอิหร่านจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ประชากรกลุ่มอื่นทำไม่ได้
แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ตอบรับต่อข้อเรียกร้องของทรัมป์ และแม้ว่าจะตอบรับ พวกเขาก็จะประสบความยากลำบากในการเอาชนะ”
เทียบกรณีบุช กระตุ้นชาวอิรักโค่นซัดดัม
ในช่วงสงครามอ่าว (Gulf War) ปี 1991 ขณะที่กองทัพอเมริกันกำลังทำลายล้างกองกำลังติดอาวุธของอิรัก ประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐฯ ได้แถลงผ่านทางโทรทัศน์ระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ “ประชาชนชาวอิรักจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง” และ “บีบให้ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำเผด็จการลงจากอำนาจ”
การลุกฮือของประชาชนอิรักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่หลังสหรัฐฯ หยุดการทิ้งระเบิดโจมตี กลุ่มชาวเคิร์ดและชาวมุสลิมชีอะห์ทั่วประเทศก็ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ โดยมีความหวังว่าจะสามารถโค่นล้มระบอบเผด็จการของซัดดัม ที่กำลังย่ำแย่และกองทัพกำลังอ่อนแอได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังการประท้วงเริ่มต้นขึ้น กองทัพของซัดดัมได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ ปืนใหญ่ และทหารราบเข้าโจมตีพลเมืองของตนเอง จากนั้นได้สังหารชาวอิรักไปกว่า 50,000 คน ภายในเวลาไม่ถึง 5 สัปดาห์ การลุกฮือถูกปราบ และซัดดัมก็ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 12 ปี
กรณีอิรักนั้น กลายเป็นบทเรียนที่สะท้อนว่าการโจมตีทางอากาศเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของประเทศหนึ่งนั้นไม่ได้ผล โดยที่ผ่านมามีประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนที่พยายามใช้กำลังทางอากาศเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐบาลประเทศอื่น เช่น ในช่วงสงครามเกาหลี ที่สหรัฐฯ ทำลายโรงไฟฟ้าของเกาหลีเหนือไปถึง 90% โดยหวังว่าจะช่วยโค่นล้มคิม อิลซอง แต่ก็ไม่ได้ผล
เช่นเดียวกับกรณีสงครามเวียดนาม รัฐบาลวอชิงตันทำให้เวียดนามเหนือตกอยู่ในความมืดมิดช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งก็ล้มเหลวเช่นกัน และแม้แต่การสั่งทิ้งระเบิดเซอร์เบียในปี 1998 โดยบิล คลินตัน ก็ไม่ทำให้ฝ่ายค้านสามารถขับไล่สโลโบดัน มิโลเซวิช (Slobodan Milosevic) ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีได้ในขณะนั้น
การโจมตีทางอากาศไม่อาจโค่นล้มรัฐบาล
โรเบิร์ต เปป (Robert Pape) นักวิทยาศาสตร์การเมืองจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้ศึกษาเรื่องอำนาจทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตอบคำถามในประเด็นที่ว่า “สิ่งที่วอชิงตันกำลังทำในอิหร่าน เคยประสบความสำเร็จในที่อื่นๆ หรือไม่?”
โดยเปป ให้คำตอบว่า “การทิ้งระเบิดไม่เคยนำไปสู่การที่ประชาชนออกมาบนท้องถนนและโค่นล้มผู้นำของพวกเขา”
เปปชี้ว่า มีสองเหตุผลหลักที่ทำให้การโจมตีทางอากาศไม่อาจส่งผลให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาล เหตุผลแรก เพราะการทิ้งระเบิดมักกระตุ้นให้ประชาชนหันมาต่อต้านฝ่ายตรงข้ามภายในประเทศ ไม่ว่าพวกเขาจะเกลียดชังผู้นำมากแค่ไหนก็ตาม
“แค่การส่งสัญญาณว่าคุณเข้าข้างรัฐที่ทำการโจมตี ก็จะถูกฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้ออ้างในการแทงข้างหลัง” เขากล่าว
เปป ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ “ชาวอเมริกันจะมีท่าทีตอบสนองอย่างไร หากอิหร่านสังหารทรัมป์ แล้วสนับสนุนให้ชาวอเมริกันผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตเข้ายึดอำนาจ”
“ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจจินตนาการถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น หากอิหร่านทำเช่นเดียวกันกับบารัค โอบามา เพียงเพราะคุณไม่ชอบผู้นำประเทศของคุณ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องการเข้าข้างศัตรูภายนอกที่โค่นล้มพวกเขา”
เหตุผลที่สองคือ การทิ้งระเบิดเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่สามารถทำลายอำนาจปราบปรามของรัฐบาลได้อย่างสิ้นเชิง โดยการช่วยให้ประชาชนอิหร่านลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลหรือเปลี่ยนแปลงระบอบได้ จำเป็นที่สหรัฐฯ หรืออิสราเอลจะต้องมีการส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปสนับสนุน
ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสิ่งต่างๆ จะจบลงอย่างไร
ทั้งนี้ บล็อกชี้ว่า นอกเหนือจากการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่เคยทำได้สำเร็จแม้ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนามหรือสงครามอ่าว แต่วอชิงตันยังได้กำจัดรองผู้นำระดับสูงของคาเมเนอีไปหลายคน รวมถึง อาลี ชามคานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, เสนาธิการทหาร และหัวหน้ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม
อเล็กซ์ วาตันกา (Alex Vatanka) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันตะวันออกกลางมองว่า “นี่ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น และคลิปการเฉลิมฉลองของชาวอิหร่านต่อการสังหารคาเมเนอี ไม่ใช่หลักฐานว่าการลุกฮือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลกำลังจะเกิดขึ้น”
โดยความเห็นจากนักวิเคราะห์ด้านอิหร่านหลายคนที่เขาพูดคุย มองว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสิ่งต่างๆ จะจบลงอย่างไร” และแทบทุกคน “ยังลังเลที่จะตอบเมื่อถูกถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป”
แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาเห็นพ้องต้องกันคือหลังจากนี้ “ประเทศอิหร่านจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน”
โดย ซานัม วาคิล (Sanam Vakil) ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Chatham House มองว่า “ รัฐบาลอิหร่าน ณ ปัจจุบัน ถูกทำลายไปมากเกินกว่าที่จะดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิมได้”
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ในอิหร่านจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือประชาชนอิหร่านทั่วไปจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในอนาคต สิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่านั้น คือสหรัฐฯ และอิสราเอล อาจจะได้ระบุตัวบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้นำ ซึ่งอาจมาจากภายในรัฐบาลอิหร่านปัจจุบันที่ยอมให้ความร่วมมือ เหมือนที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา
อ้างอิง :


