ตามปกติแล้ว การประชุม World Economic Forum ณ เมือง ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มักเป็นพื้นที่แสวงหาความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ เป็นเวทีที่ผู้นำโลกและภาคธุรกิจมาร่วมกันขบคิดเพื่อแก้ปัญหาระดับสากล แต่บรรยากาศในปีนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อจุดสนใจของคนทั่วโลกไม่ได้อยู่ที่วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่อยู่ที่การปรากฏตัวของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ค่ำคืนนี้ ทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่สุนทรพจน์สำคัญของทรัมป์ ซึ่งมีการแตะประเด็นที่เปราะบางและสั่นคลอนเสถียรภาพโลกมากที่สุดในเวลานี้ นั่นคือความทะเยอทะยานในการครอบครองกรีนแลนด์
สถานการณ์ทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด เมื่อท่าทีของสหรัฐฯ ไม่เป็นเพียงแค่คำขู่ ขณะที่ฝั่งยุโรปก็พร้อมเผชิญหน้าอย่างแข็งกร้าว โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพวกเขาไม่ยอมเสียกรีนแลนด์ พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตรียมใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าขั้นรุนแรงหรือ ‘บาซูก้าทางการค้า’ เพื่องัดข้อ
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงโลกการเงินอย่างรวดเร็ว ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างหนัก ขณะที่ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมีการปรับเปลี่ยนราคาขึ้น-ลงหลายสิบครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของนักลงทุนที่มีต่อความไม่แน่นอนนี้
ถ้อยแถลงของทรัมป์คืนนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจกระทบทิศทางเศรษฐกิจโลก และเงินในกระเป๋าของทุกคน ทรัมป์พูดอะไรบ้าง ทีมข่าวต่างประเทศ THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญมาให้อ่านในโพสต์นี้
อเมริกาเฟื่องฟู โลกก็เฟื่องฟู
ทรัมป์เปิดฉากสุนทรพจน์ด้วยการฉายภาพความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในยุคสมัยของเขา โดยประกาศกร้าวว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของโลก และเมื่ออเมริกาเฟื่องฟู โลกทั้งใบก็เฟื่องฟูไปด้วย… พวกคุณทุกคนต้องตามเรามาทั้งขาลงและขาขึ้น”
เขาเคลมความสำเร็จว่า ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ตนเองสามารถลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ รายเดือนลงได้ 77% โดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเคยบอกว่าเป็นไปไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเหล็ก โดยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังสร้างโรงงานเหล็กทั่วประเทศ และบรรลุข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์กับคู่ค้าหลายชาติ ครอบคลุมกว่า 40% ของมูลค่าการค้าสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงทางการค้ากับประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านน้ำมันและก๊าซ
เขากล่าวว่า ข้อตกลงเหล่านี้ได้เพิ่มความมั่งคั่ง และทำให้ตลาดหุ้นเฟื่องฟู ไม่เพียงแต่ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมในข้อตกลงเหล่านี้ด้วย
พูดชัด ‘ไม่ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์’
ประเด็นไฮไลต์ที่ทั่วโลกรอคอยคือท่าทีของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์ เขายืนยันชัดเจนว่า ต้องการให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองดินแดนแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ เพราะเชื่อว่า “ไม่มีชาติหรือกลุ่มประเทศใดที่จะสามารถรักษาความปลอดภัยของกรีนแลนด์ได้ นอกจากสหรัฐฯ”
ทรัมป์อธิบายว่า “มีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่สามารถปกป้องผืนดินขนาดมหึมานี้ ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่นี้ พัฒนาและปรับปรุงมันให้เป็นประโยชน์ต่อยุโรป ปลอดภัยต่อยุโรป และเป็นประโยชน์ต่อเรา” พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อเข้าซื้อทันที
“สิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการ คือดินแดนที่เรียกว่ากรีนแลนด์… สิ่งที่เราต้องการคือกรรมสิทธิ์และการเป็นเจ้าของ เพราะคุณจำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์เพื่อปกป้องมัน คุณไม่สามารถปกป้องมันได้ด้วยการเช่า”
อย่างไรก็ตาม เขาได้ลดอุณหภูมิความขัดแย้งลงด้วยการให้สัญญาว่า “จะไม่ใช้กำลังทางทหาร” เพื่อยึดครอง
“เราอาจจะไม่ได้อะไรเลย เว้นแต่ว่าผมจะตัดสินใจใช้ความแข็งกร้าวและกำลังอย่างมหาศาล ซึ่งบอกตามตรงนะว่าไม่มีใครหยุดเราได้หรอก” ทรัมป์กล่าว “แต่ผมจะไม่ทำแบบนั้น ตกลงไหม ทีนี้ทุกคนก็คงจะบอกว่า ‘โอ้ ดีจัง’”
“นั่นน่าจะเป็นคำแถลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมได้พูดออกมา เพราะคนคิดกันว่าผมจะใช้กำลัง แต่ผมไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ผมไม่อยากใช้กำลัง และผมจะไม่ใช้กำลัง” ทรัมป์กล่าว
ตำหนิเดนมาร์ก ‘เนรคุณ’ ทวงบุญคุณสมัยสงครามโลก
แม้จะลดโทนเรื่องการใช้กำลัง แต่ทรัมป์กลับใช้ถ้อยคำที่เผ็ดร้อนโจมตีเดนมาร์กว่า “ไม่สำนึกบุญคุณ” (Ungrateful) โดยย้อนความหลังไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
“เดนมาร์กพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีหลังสู้รบไปได้เพียง 6 ชั่วโมง และไม่สามารถปกป้องตัวเองหรือกรีนแลนด์ได้เลย จนทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้าไปจัดการแทน และเราก็ทำสำเร็จ” ทรัมป์กล่าว พร้อมแสดงความเสียดายต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในตอนนั้นที่ยอมให้เดนมาร์กถือครองกรีนแลนด์เป็นดินแดนของตนต่อไป
“ตอนนั้นพวกเราช่างโง่สิ้นดีที่ทำแบบนั้น” ทรัมป์กล่าว
“แต่เราก็ทำไปแล้ว เราคืนมันไปแล้ว แต่ดูตอนนี้สิ พวกเขาเนรคุณแค่ไหน?”
ตั้งคำถาม NATO: เพื่อนแท้หรือแค่ผลประโยชน์?
ประเด็นกรีนแลนด์ลุกลามไปสู่การตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์กับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ทรัมป์แสดงความไม่พอใจที่พันธมิตรยุโรปคัดค้านความต้องการของสหรัฐฯ
“ปัญหาของ NATO คือ เราจะอยู่เคียงข้างพวกเขา 100% แต่ผมไม่แน่ใจว่า พวกเขาจะอยู่เคียงข้างเรา” ทรัมป์กล่าว พร้อมขู่ว่า “พวกเขามีทางเลือก คุณตอบตกลงก็ได้ ซึ่งเราจะยินดีมาก แต่คุณจะปฏิเสธก็ได้ และเราจะจำไว้”
เขายังตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าในการทุ่มเททรัพยากรของสหรัฐฯ ว่า “ด้วยเงินทั้งหมดที่เราใช้ไป ด้วยเลือด หยาดเหงื่อและน้ำตาที่เราทุ่มเท ผมไม่แน่ใจว่า พวกเขาจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา”
เวเนซุเอลา: ความสำเร็จจากการแทรกแซง?
ทรัมป์ยกกรณีเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างความสำเร็จของผลงานสหรัฐฯ โดยระบุว่า หลังจากโค่นล้มอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ประเทศนี้กำลังจะ “ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ” ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ
“เวเนซุเอลาจะทำเงินได้มากกว่านี้ในอีกหกเดือนข้างหน้า มากกว่าที่พวกเขาทำได้ใน 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทุกแห่งกำลังเข้ามาร่วมมือกับเรา มันน่าทึ่งมาก” ทรัมป์กล่าว พร้อมทั้งชื่นชมการทำงานของ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเปรยว่า “คนอื่นๆ ควรทำแบบนั้นบ้าง”
“เมื่อปฏิบัติการโจมตีสิ้นสุดลง ทุกอย่างก็จบลง และพวกเขาก็บอกว่า มาทำข้อตกลงกันเถอะ คนอื่นๆ ควรทำแบบนั้นบ้าง” เขากล่าว
เตือน ‘แคนาดา’ อย่าลืมบุญคุณ
ผู้นำสหรัฐฯ ยังพาดพิงถึงแคนาดาอย่างดุเดือด โดยตอบโต้สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ที่คัดค้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำแคนาดา “ไม่ได้รู้สึกขอบคุณมากนัก”
“แคนาดาได้รับของฟรีจากเรามากมายอยู่แล้ว พวกเขาควรจะรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ แต่กลับไม่” ทรัมป์กล่าวและทิ้งท้ายด้วยประโยคที่แสบสันว่า “แคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐอเมริกา จำไว้ด้วยนะมาร์ก ในครั้งต่อไปที่คุณกล่าวสุนทรพจน์”
คนกลางไกล่เกลี่ยสงครามยูเครน
ปิดท้ายด้วยประเด็นสงครามยูเครน ทรัมป์ เผยว่าเขากำลังสวมบทบาทคนกลางในการเจรจาระหว่าง วลาดิเมียร์ ปูติน และโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี
“ผมกำลังเจรจากับประธานาธิบดีปูติน และผมเชื่อว่าเขาต้องการทำข้อตกลง ผมกำลังเจรจากับประธานาธิบดีเซเลนสกี และผมคิดว่าเขาต้องการทำข้อตกลง ผมกำลังจะพบกับเขาในวันนี้ และเขาอาจจะอยู่ในกลุ่มผู้ชมตอนนี้ก็ได้” เขากล่าว
“ผมเชื่อว่าตอนนี้ พวกเขาอยู่ในจุดที่พร้อมจะเจรจาตกลงกันได้แล้ว และถ้าพวกเขาทำไม่ได้ พวกเขาก็โง่เอง นั่นใช้ได้กับทั้งสองฝ่าย และผมรู้ว่าพวกเขาไม่โง่ แต่ถ้าพวกเขาทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ พวกเขาก็โง่จริงๆ”
ภาพ: Denis Balibouse / Reuters
อ้างอิง:


