ความผันผวนของตลาดหุ้นโลกในระยะนี้กำลังสะท้อนภาวะที่เรียกว่า กระทิงเหนื่อย (Tired Bull Market) ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาสำคัญของการรายงานผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ควบคู่กับแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นสำคัญ
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ในเครือ SCBX ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth เพื่อเจาะลึกทิศทางตลาด กลยุทธ์การจัดพอร์ต และแนวทางการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI อย่างรอบด้าน
สิทธิชัย ประเมินภาพการลงทุนนับจากนี้ไปจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2027 ว่า ตลาดหุ้นโลกมีลักษณะเป็น ‘กระทิงเหนื่อย’ โดยคำอธิบายของภาวะนี้คือ ภาพรวมเศรษฐกิจจุลภาค ผลประกอบการ และแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ทว่าพฤติกรรมของตลาดกลับอยู่ในสภาวะที่ไม่ตอบสนองต่อข่าวดี แต่พร้อมจะตกใจและรับข่าวร้ายอย่างรวดเร็ว
โดยมีแรงกดดันสำคัญมาจากหลายทิศทาง ทั้งปัญหาเงินเฟ้อที่ถูกซ้ำเติมด้วยราคาพลังงาน ปัญหาการคลังในฝรั่งเศส ตลอดจนการเลือกตั้งในบราซิล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางธรรมชาติอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจลากยาวไปจนถึงไตรมาสที่สองของปีหน้า รวมถึงแนวโน้มราคาชิปและเซมิคอนดักเตอร์ที่จะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี ซึ่งจะกลายเป็นแรงดันเงินเฟ้อเพิ่มเติม
การเมืองโลกและราคาน้ำมัน ตัวแปรชี้ขาดการฟื้นตัวของตลาด
ขณะเดียวกัน ปัจจัยการเมืองโลกก็เป็นตัวแปรสำคัญในไตรมาสที่สี่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านผู้นำมาเป็น เบนนี กานต์ซ ที่ลดความมุทะลุลง ตลอดจนการเลือกตั้งกลางเทอมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐฯ
สิทธิชัยชี้ว่า หากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มนิ่งขึ้น และสงครามชะลอตัว ตลาดหุ้นจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะกระทิง (Bull Market) ได้อย่างเต็มตัวเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลงมาอยู่ในกรอบ 60-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดผ่อนคลายความกังวลเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield)
ในการประเมินศักยภาพการลงทุนระดับภูมิภาค สิทธิชัยได้เปรียบเทียบภาพรวมของสามตลาดหลักไว้อย่างชัดเจน โดยมองว่า ตลาดหุ้นจีนเปรียบเสมือน “คนป่วยกำลังให้น้ำเกลือ” ที่ยังต้องรอคอยมาตรการกระตุ้นหัวใจระลอกใหญ่จากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ตลาดจึงจะฟื้นตัวได้
ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปถูกมองเป็น ‘คนเพิ่งป่วย’ ซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้น กายภาพ และฟื้นฟูกล้ามเนื้ออีกยาวนานกว่าจะกลับมาแข็งแรง ด้วยเหตุนี้ สิทธิชัยจึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นน้ำหนักการลงทุนในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นหลัก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางที่มีความยืดหยุ่นและเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักของโลก
งบ Big Tech ยุค ‘ดีเท่าไรก็ไม่พอ’ เมื่อตลาดเพ่งเล็ง Capex
สำหรับผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech เช่น Microsoft, Alphabet (Google) และ Amazon สิทธิชัยระบุว่า บรรยากาศตลาดในระยะสั้นตกอยู่ในจุดที่ “ดีเท่าไรก็ไม่พอ” เนื่องจากราคาหุ้นได้รับรู้ปัจจัยเชิงบวกไปมากแล้ว และเมื่อตลาดเห็นจุดด้อย โดยเฉพาะการใช้เงินลงทุน (Capex) ใน AI ที่สูงเกินไป ตลาดจะเลือกทำโทษบริษัทเหล่านั้นทันทีเนื่องจากความกังวลเรื่องความคุ้มค่าหรือการเพิ่มทุน
อย่างไรก็ดี Downside ของธุรกิจคลาวด์ยังคงจำกัดเพราะตลาดยังเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราสูงถึง 50% และการที่ Big Tech มีโครงสร้างธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในระบบ AI การทุ่มลงทุนจึงถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล นักลงทุนจึงควรมองเป็นการถือลงทุนในระยะยาวมากกว่า
คัดสรรหุ้น Semiconductor มุ่งเป้าผู้เล่น ‘คอขวดแท้จริง’ สู้ Supply ใหม่ปี 2028
ทั้งนี้ ในส่วนของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI สิทธิชัยเน้นย้ำว่า ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ตลาดจะมี Supply ใหม่ทยอยเข้ามา ทั้งจากกลุ่ม Memory ในจีนอย่าง CXMT และ YMTC รวมถึงกลุ่ม Neocloud และ Data Center ขนาดใหญ่ นักลงทุนจึงต้องคัดเลือกหุ้นอย่างพิถีพิถัน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่เป็น “คอขวดแท้จริง” ซึ่งมี Supply ใหม่เข้ามาจำกัด เช่น ASML, TSMC และ Nvidia
ขณะเดียวกัน หากมองหาหุ้นที่ราคาย่อตัวลงมาแต่มีแนวโน้มที่ดีในกลุ่ม Optical และ Inference Chips ควรพิจารณาหุ้นอย่าง Broadcom, Marvell และ Lumentum
คู่มือจัดพอร์ตสู้ความผันผวน กระจายความเสี่ยงตามความพร้อมของนักลงทุน
ในการจัดทัพพอร์ตการลงทุนสู้ความผันผวนตามระดับความเสี่ยง สิทธิชัยแนะนำว่า สำหรับผู้ที่เน้นการตั้งรับและรับความเสี่ยงได้น้อย ควรให้ความสำคัญกับหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Non-Tech ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง เช่น Visa, Walmart, Costco และ PepsiCo รวมถึงหุ้นคุณภาพสูงในฝั่งเอเชียและยุโรปอย่าง HKEX, AIA และ Iberdrola
สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ควรเน้นหุ้นกลุ่ม Hyperscalers ขนาดใหญ่ที่มีความผันผวนต่ำกว่า ได้แก่ Alphabet, Amazon และ Nvidia ส่วนนักลงทุนสายลุยที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถพิจารณาหุ้นกลุ่ม High Growth และ Mid-Cap Tech เช่น Fabrinet, Tower Semiconductor, Broadcom และ Marvell
นอกจากนี้ หากในอนาคตสปอตไลต์ของตลาดเริ่มย้ายออกจากกลุ่ม Semiconductor สิทธิชัยได้ชี้ให้เห็นถึงธีมการลงทุนแห่งอนาคตที่น่าจับตา ประกอบด้วย เทคโนโลยีอวกาศอย่าง SpaceX ธีมระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (Electrification) ผ่านหุ้น GE Vernova และ Eaton ธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor – SMR) อย่าง NuScale Power และ Oklo ตลอดจนการพัฒนาแร่หายาก (Rare Earth) ในสหรัฐฯ ผ่าน MP Materials
ภาพ: gguy / Shutterstock

