“ในปี 2568 ที่ผ่านมา เดอะพิซซ่า คอมปะนี ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดพิซซ่าเอาไว้ได้ โดยมียอดขายเติบโตขึ้น 50% จากกลยุทธ์การเปิดตัวสาขาและขยายโปรดักต์ใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาโมเดลหน้าร้านในรูปแบบ Flagship Store ซึ่งสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลายขึ้น” ปัทม์ พงษ์วิทยาพิพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะพิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เดอะไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว
แม้ปัจจุบันตลาดพิซซ่าจะยังไม่อิ่มตัวและยังพอมีการเติบโตอยู่เฉลี่ย 2% อาจจะไม่โตเท่าเซกเมนต์อื่นๆ เช่น ฮอตพอตหรือชาบู ที่โตเร็วกว่า ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพตลาด ทำให้วันนี้คนทำร้านอาหารเจอความท้าทายเกือบทุกแบรนด์ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว และการสร้างนวัตกรรมโปรดักต์ใหม่เป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ต้องปรับให้ตรงกับจังหวะของตลาดด้วย ถึงจะเป็นสัญญาณที่ดี
สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ แบรนด์จึงมองหาโอกาสใหม่ๆ และได้มองเห็นศักยภาพของธุรกิจอาหารบริการด่วน (QSR) ในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าตลาดไก่ทอดใหญ่สุด โดยมีมูลค่า 2.76 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปี ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคคนไทยยังนิยมรับประทานไก่ทอด โดยเฉพาะไก่ทอดคลุกซอสที่โตอย่างโดดเด่นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
จากโอกาสทั้งหมดจึงได้ปั้นโมเดล Digital Store พร้อมเปิดตัวเมนูไก่ทอด ภายใต้คอนเซปต์ Chicken Tendies หรือเท็นดี้ ไก่เต็มสิบ ตั้งใจทำมาเจาะกลุ่ม Gen Z และวัยทำงาน รวมถึงกลุ่มคนที่กินคนเดียวที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว โดยโมเดลใหม่ประเดิมเปิดที่สาขาโรบินสัน สุวรรณภูมิเป็นที่แรก พร้อมปรับโฉมร้านให้เป็น Digital Store ด้วยการนำระบบ Self-Ordering มาใช้ผ่านตู้คีออสก์ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการสั่งซื้อได้มากขึ้น
จากนั้นจะทยอยนำโมเดลใหม่ไปปรับใช้ในสาขาอื่นๆ ซึ่งพิจารณาความเหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ส่วนในตลาดต่างจังหวัดจะได้เห็นโมเดลใหม่ในปี 2570 ซึ่งปัจจุบันโมเดลเดิมยังได้รับการตอบรับค่อนข้างดี
ปัทม์ มองว่า การเข้ามารุกตลาดไก่ทอด ส่วนตัวทำการบ้านหนักมาก ตั้งแต่วันแรกของการคิดและเปิดร้านขายจริงใช้เวลา 4 เดือน ถามว่าทำไมถึงเลือกสาขาดังกล่าวเป็นที่แรกของโมเดลใหม่ เป็นเพราะทำเลนี้มีทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวอาศัยอยู่จำนวนมาก บวกกับความพร้อมของหน้าร้าน จึงเลือกปรับตรงพื้นที่นี้ก่อน
ถึงอย่างไรแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เดอะพิซซ่า คอมปะนี ได้กระโดดลงมาเล่นในตลาดไก่ทอด เพราะเมื่อช่วงปี 2569 ได้เคยแตกซับแบรนด์ ภายใต้ชื่อ Chick-A-Boom ไก่ทอดสไตล์อเมริกันมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้ ผู้จัดการทั่วไป ย้ำว่า แม้ก่อนหน้านี้จะเคยทำตลาดไก่ทอดมาแล้ว แต่การกลับมารอบนี้จะค่อนข้างต่างกันกับที่เคยทำในที่ผ่านมาเลย เพราะเป็นการลงมาเล่นในตลาดไก่ทอดอย่างจริงจัง 100%
“พร้อมยอมรับว่าการทำตลาดไก่ทอดไม่ง่าย เนื่องจากตลาดไก่ทอดมีผู้เล่นรายใหญ่ๆ อยู่ 1-2 เจ้า ทำให้ต้องทำการบ้านหนักและเรียนรู้อินไซต์ ถ้าต้องขายไก่เหมือนคนอื่นคงต้องลงไปเล่นเรื่องราคาและอาจทำให้ธุรกิจไม่ยั่งยืน และต้องการสร้างความต่าง ดังนั้น การกลับมาครั้งนี้จึงมีความพร้อมในส่วนของโปรดักต์อย่างมาก โดยเฉพาะไก่ทอดชิ้นยาวที่มั่นใจว่าจะสามารถสร้างความต่างในตลาดได้ดี” ปัทม์ ย้ำ
หลังจากที่ได้ปรับโมเดลใหม่ จะเริ่มเห็นลูกค้ากลุ่มเล็กเข้ามาใช้บริการในร้านมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียน และกลุ่มคนทำงาน ยิ่งก่อนหน้านี้ยอดขายไดรฟ์อินจะอยู่ที่ 25% พอทำโมเดลนี้ยอดขายไดรฟ์อินและเทกอะเวย์เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และแซงหน้าช่องทางเดลิเวอรี
โดยสินค้าขายดีเป็นกลุ่มไก่ทอดอันดับหนึ่ง ตามด้วยอันดับ 2 พิซซ่า 9 นิ้ว และอันดับ 3 พิซซ่าทั่วไป แสดงให้เห็นว่านอกจากจะเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้แล้วยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้ได้ด้วย
ในมุมมองของเศรษฐกิจโดยภาพรวม ปัทม์ มองว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันวันนี้เริ่มคลี่คลาย ต้นทุนต่างๆ เริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ยังไม่นิ่งนอนใจ และถ้าดูจากกำลังซื้อ ผู้บริโภคเริ่มคิดก่อนจ่ายมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า
สิ่งเหล่านี้คือเทรนด์ของปีนี้และปีหน้า และหน้าที่ของแบรนด์ยังเดินหน้าลงทุนต่อ ใน 3 ปีข้างหน้า ยังมีแผนขยายร้านทั้งให้ได้ 100 สาขา ทั้งนอกห้างและในห้าง โดยปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของไมเนอร์ฟู้ด ยังเป็นแบรนด์เดอะพิซซ่าคอมปะนี อยู่ที่สัดส่วน 25% ของรายได้รวมทั้งหมด

