ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและนโยบายการแทรกแซงราคาในประเทศ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีตัวเลขกำไรสุทธิที่เติบโตแรง มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 456% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เริ่มมีความกังวลว่าผลประกอบไตรมาส 3-4/2569 เสี่ยงพลิกกลับมาขาดทุน
ประเด็นสำคัญ
- ปัจจัยเสี่ยงสภาพคล่อง 3.1 หมื่นล้าน – นโยบายหั่นค่าการกลั่นกระทบรายได้
- ยืนยันไม่มีกักตุน ขยายเพดานถังเก็บเป็น 80% แก้วิกฤต ‘น้ำมันล้นถัง’
- บริษัทจึงได้เจรจากับกระทรวงพลังงานเพื่อขออนุญาตส่งออกน้ำมันอากาศยาน
- โครงสร้างราคาสิงคโปร์ยังจำเป็น ชี้ควรใช้กองทุนน้ำมันดูแลประชาชน
- เดินหน้า CFP สู่เสถียรภาพพลังงาน
พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิถึง 16,746 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันในตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ประกอบกับไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน ต้นทุนทางบัญชีในไตรมาสแรกจึงยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังมีกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อหักรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาทออกไป จะพบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมันจริงเพียง 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตรเท่านั้น
ผู้บริหารระบุชัดเจนว่า กำไรจากสต็อกน้ำมันมหาศาลนี้เป็นเพียงรายการชั่วคราว และในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้ภาพรวมจะมีความผันผวนสูงมากจนบริษัทมีโอกาสที่จะพลิกกลับมาขาดทุนได้ สาเหตุหลักมาจากในช่วงวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนปีนี้ ไทยออยล์ต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นในตลาดโลก เช่น แอฟริกา, สหรัฐฯ และบราซิล เพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดและประกันความเสี่ยงไม่ให้พลังงานในประเทศขาดแคลน, การเร่งจัดหานี้ทำให้บริษัทต้องยอมรับซื้อน้ำมันดิบที่มีค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) พุ่งสูงถึง 30-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปกติที่บวกเพิ่มเพียง 1-2 ดอลลาร์สหรัฐ ต้นทุนมหาศาลนี้จะถูกสะท้อนในผลประกอบการไตรมาสถัดไป และหากสถานการณ์โลกคลี่คลายจนราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ไทยออยล์จะเผชิญกับภาวะขาดทุนจากสต็อกน้ำมันราคาสูงในมือทันที ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงสงครามยูเครน และวิกฤตก่อนโอลิมปิกที่จีนปี 2008
ปัจจัยเสี่ยงสภาพคล่อง 3.1 หมื่นล้าน – นโยบายหั่นค่าการกลั่นกระทบรายได้
นอกเหนือจากความผันผวนด้านราคา ไทยออยล์ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ส่วน ได้แก่
- ภาระเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น
- ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569 ซึ่งส่งผลให้กระแสเงินสดหดหาย โดยจากข้อมูลในอดีตช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน บริษัทต้องใช้ระยะเวลารอรับเงินคืนนานถึง 1-2 ปี
- ผลกระทบจากมาตรการขอความร่วมมือลดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล รวม 5 บาทต่อลิตร แบ่งเป็นระลอกแรก 2 บาทต่อลิตร เป็นเวลาประมาณ 30 วัน และระลอกสอง 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลากว่า 20 วัน บังคับใช้ช่วง 9-10 เม.ย. จนถึง 19 พ.ค. ปีนี้ เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลสูงถึง 40% นโยบายนี้จึงทำให้รายได้และกระแสเงินสดหดหายไปแล้วกว่า 2,000 – 2,800 ล้านบาท และหากขยายเวลาออกไปก็จะสูญเสียรายได้เพิ่มขึ้นอีก
ทั้งนี้ ปัจจัยสูญเสียสภาพคล่องดังกล่าวยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่บริษัทต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจปกติ แต่เป็นต้นทุนจากการช่วยลดความเสี่ยงของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP
ยืนยันไม่มีกักตุน ขยายเพดานถังเก็บเป็น 80% แก้วิกฤต ‘น้ำมันล้นถัง’
กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมเรื่องการกักตุนน้ำมัน ไทยออยล์ยืนยันว่าการกักตุนเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้จริง เนื่องจากโรงกลั่นต้องเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง หากผลิตออกมาแล้วไม่ระบายไปขาย น้ำมันจะล้นถังและเกิดอันตราย โดยวอลลุมการขายก็ตรงกันและไม่มีปริมาณสูญหาย
ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบันบริษัทกำลังเผชิญปัญหาสต็อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานสูงมากจนเกือบล้นถัง ทำให้จำเป็นต้องปรับเพดานความปลอดภัยในการกักเก็บ (Tank) จากเดิมตั้งไว้ไม่เกิน 70% ดันขึ้นไปถึงระดับ 80% อีกทั้งต้องเร่งนำถังเก็บน้ำมันใหม่มาทดสอบระบบ (Commissioning) เปิดใช้งานก่อนกำหนด ปัญหานี้เกิดจากการที่บริษัทต้องสูญเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดที่รัฐไม่อนุญาตให้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาสูง ประกอบกับความต้องการใช้ในประเทศชะลอตัวลง
บริษัทจึงได้เจรจากับกระทรวงพลังงานเพื่อขออนุญาตส่งออกน้ำมันอากาศยาน
และดีเซล หากรัฐยังไม่อนุญาตจนน้ำมันล้นไม่มีที่เก็บ บริษัทอาจจำเป็นต้อง ‘ลดกำลังการผลิตลง ประมาณ 10% เพื่อบริหารจัดการสต็อก, ซึ่งผลกระทบจะไม่ใช่การขาดแคลนดีเซล แต่จะไปทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตควบคู่กันอย่าง ก๊าซหุงต้ม (LPG), น้ำมันเบนซิน รวมถึงสารตั้งต้นปิโตรเคมี ต้องปรับลดลงไป 10% เช่นกัน จนอาจเกิดภาวะขาดแคลนในประเทศได้ นอกจากนี้ บริษัทยังอาจจำเป็นต้องนำน้ำมันดิบที่ซื้อล่วงหน้ามาระบายขายทิ้งในตลาดโลก ซึ่งอาจต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อและเกิดผลขาดทุนโดยตรง
โครงสร้างราคาสิงคโปร์ยังจำเป็น ชี้ควรใช้กองทุนน้ำมันดูแลประชาชน
สำหรับแนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ต้องการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยลดการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ 100% และเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการให้ส่วนลด (Discount) แทนนั้น ไทยออยล์ชี้แจงว่าโครงสร้างหลักยังคงจำเป็นต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์อยู่ดี, เพราะหากราคาในประเทศถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากๆ จะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการลักลอบนำน้ำมันออกไปขาย (Smuggling) เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไหลไปมาได้
ในทางปฏิบัติ การซื้อขายจริงปัจจุบันใช้ราคาสิงคโปร์เป็นเกณฑ์พื้นฐาน แล้วนำมาบวกหรือลบค่าพรีเมียม/ส่วนลดตามข้อตกลงรายปีระหว่างโรงกลั่นและผู้ค้าอยู่แล้ว ซึ่งบวกเพิ่มเพียงเล็กน้อย ไม่ได้แพงเท่าสูตรราคาตามหน้าสื่อ ผู้บริหารยอมรับว่าการให้ส่วนลดจากราคาสิงคโปร์เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในบางช่วงที่สินค้าล้นตลาด แต่การจะนำมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ต้องหารือกันในระยะยาว,
ทั้งนี้ การให้โรงกลั่นเข้ามาแบกรับภาระราคาน้ำมันนั้นช่วยบรรเทาปัญหาได้แค่ระยะสั้น หากปล่อยไว้ระยะยาวกลไกตลาดจะผิดเพี้ยน หลักการที่ถูกต้องคือรัฐควรใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดูแลราคาให้ผู้บริโภคมากกว่า ส่วนการแนะนำให้ซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียนั้น ในเชิงธุรกิจถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากจากการถูกคว่ำบาตร ซึ่งส่วนลดที่ได้อาจไม่คุ้มค่าความเสี่ยง
เดินหน้า CFP สู่เสถียรภาพพลังงาน
ปัจจุบัน ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project หรือ CFP) โดยมีคนงานกว่า 18,000 คนปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ คาดว่าจะแล้วเสร็จตามเป้าหมายในไตรมาส 3/2571 โครงการนี้จะช่วยเพิ่มกำลังการกลั่นจาก 275,000 เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้โรงกลั่นรองรับน้ำมันดิบที่หนักขึ้นได้ เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่างดีเซลและน้ำมันอากาศยาน และลดสัดส่วนน้ำมันเตามูลค่าต่ำลง โดยไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะรักษากำลังการผลิตและดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจหลักในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพื่อลดผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างเต็มความสามารถ

