สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ส่งหนังสือลงวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ถึง โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Human Rights) เพื่อชี้แจงและแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อ ‘แถลงการณ์สรุปการปฏิบัติภารกิจ’ (End of Mission Statement) ของ ทอม แอนดรูวส์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา
ประเด็นสำคัญ
สรุปประเด็นสำคัญจากการชี้แจงและเอกสารแนบ มีรายละเอียดดังนี้
ข้อคัดค้านต่อบทบาทและการทำงานของผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteur)
ประเทศไทยเห็นว่าแถลงการณ์ดังกล่าวมีการกล่าวหาไทยหลายประการ ซึ่งถือว่า ‘เกินกว่าขอบเขตหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย’ จากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) ที่ควรเน้นไปที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาเป็นหลัก
รายงานฉบับนี้มีข้อมูลที่บิดเบือนและไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ขยายความเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มที่เกี่ยวข้อง โดยผู้รายงานพิเศษไม่ได้เปิดโอกาสและเวลาที่เพียงพอให้ไทยได้นำเสนอข้อเท็จจริงและมุมมองก่อนที่จะเผยแพร่แถลงการณ์และจัดแถลงข่าว ซึ่งขัดต่อประมวลจริยธรรม (Code of Conduct) ของกลไกพิเศษ (Special Procedures) ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วย ‘ความเป็นกลาง’ เป็นมืออาชีพ และมีการเจรจาที่สร้างสรรค์ ทั้งที่ไทยได้ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ (OHCHR) ผ่านช่องทางที่เป็นทางการมาโดยตลอด
การชี้แจงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา
ในเอกสารชี้แจงระบุว่า ความขัดแย้งและผลกระทบต่างๆ ‘ไม่ได้เริ่มจากฝ่ายไทย’ แต่เป็นผลมาจากการที่กัมพูชาเข้าโจมตีเป้าหมายพลเรือนและโรงพยาบาลในฝั่งไทยอย่างไร้ทิศทางและไม่มีการยั่วยุก่อนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ส่งผลให้พลเรือนไทยเสียชีวิต บาดเจ็บ และประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัย ซึ่งเหตุการณ์ความสูญเสียของไทยนี้ไม่ได้รับการสะท้อนไว้ในแถลงการณ์ของผู้รายงานพิเศษเลย
การโต้แย้งข้อมูลตัวเลขและข้อเท็จจริงในเอกสารแนบ
กรณีตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ในกัมพูชาจำนวน 650,000 คน ข้อเท็จจริงคือ ส่วนหนึ่งของตัวเลขนี้เป็นชาวกัมพูชาที่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ไทยเคยเปิดให้เพื่อมนุษยธรรมในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ทว่าแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้วและไทยได้ทักท้วงอย่างเป็นทางการหลายครั้ง บุคคลเหล่านี้กลับไม่ยอมเดินทางกลับกัมพูชา จึงถือเป็นผู้บุกรุกดินแดนไทยและไม่ตรงตามนิยามของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ
ส่วนตัวเลขแรงงานกัมพูชา 900,000 คนที่เดินทางกลับประเทศนั้น จำนวนดังกล่าวรวมถึงทั้งแรงงานที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งเดินทางกลับประเทศกัมพูชา ‘โดยสมัครใจ’ ตามการเรียกร้องของรัฐบาลกัมพูชาเอง โดยรัฐบาลไทยยึดมั่นในความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวเสมอมา และไม่มีนโยบายขับไล่แรงงานเหล่านี้ออกจากประเทศ
ไทยเห็นว่าไม่ควรนำ ‘สิทธิในการเดินทางกลับ’ (Right of return) มาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการโฆษณาชวนเชื่อ และรัฐบาลกัมพูชาต้องเป็น ‘ผู้รับผิดชอบ’ ในการดูแล ปกป้องพลเมืองของตนเองที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงจัดหาปัจจัยพื้นฐาน เช่น ที่พัก อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และสาธารณสุข
ท่าทีและความร่วมมือในอนาคต
ไทยยืนยันความร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ และกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา แต่กัมพูชาต้อง ‘ให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ’ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตาม ‘แถลงการณ์ร่วม’ (Joint Statement) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2025 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความตึงเครียด ละเว้นการยั่วยุ และสร้างความเข้าใจอันดีในการแก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีผ่าน ‘กลไกทวิภาคี’
ทางด้าน ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา ไทยให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือกับผู้เสนอรายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมดกว่า 40 คน โดยปัจจุบันไทยก็เป็นประเทศสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ด้วย ซึ่งที่ประชุม HRC มีหน้าที่รับรองการแต่งตั้งผู้เสนอรายงานพิเศษดังกล่าว
การออกแถลงการณ์และการชี้แจงของไทยก่อนหน้านี้เป็นเรื่องของหลักการและการนำเสนอข้อเท็จจริง สืบเนื่องจากแถลงการณ์ของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ที่พาดพิงถึงประเทศไทยอย่าง ‘ไม่เป็นธรรม’ ซึ่งนอกจาก จะเป็นการดำเนินการนอกเหนือหน้าที่แล้ว ยังมีข้อมูลที่บิดเบือนและไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบด้าน
อธิบดีกรมสารนิเทศยังระบุว่า ก่อนหน้านี้ ไทยไม่ได้ต้องการลงรายละเอียดเรื่องการทำงานของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อย่างไรก็ดี เมื่อผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ออกมาเผยแพร่ความเห็นส่วนบุคคลที่ยังคงนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และไม่รอบด้านเช่นนี้อีกครั้ง จึงยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับแนวทางและความเหมาะสมของการทำงานของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ดังกล่าวที่ ‘ไม่สอดคล้อง’ กับประมวลจรรยาบรรณของกลไกพิเศษและผู้ถืออาณัติของ HRC
ข้อเท็จจริงคือ ไทยได้มีคำชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชาแล้วก่อนหน้านี้ โดยตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2026 เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้บันทึกและเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการด้วยแล้ว
แต่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ไม่ได้นำข้อมูลมาประกอบการจัดทำแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ภายหลังการเยือนกัมพูชา อีกทั้งไม่ได้ประสานงานอย่างเป็นทางการหรือปรึกษาหารือกับไทยในฐานะประเทศที่ถูกพาดพิง ทั้งนี้ ตามที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีการส่งร่างรายงานในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทยให้ทางการไทยล่วงหน้าแล้วนั้น เป็นเพียงการส่งอีเมลร่างข้อความบางส่วน ซึ่งผิดวิสัยและไม่เป็นไปตามแนวทางการสื่อสารของกลไกผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อีกทั้งเมื่อฝ่ายไทยได้ตอบอีเมลเพื่อสอบถามความชัดเจนเพิ่มเติม ฝ่ายผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ก็ไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด
วิธีการทำงานของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ดังกล่าวสะท้อนความไม่เป็นมืออาชีพ ไม่เป็นกลาง ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุมก่อนการนำเสนอ และไม่ให้เกียรติประเทศไทยในฐานะประเทศที่ถูกพาดพิง การทำงานลักษณะนี้ย่อมสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองได้ ทั้งนี้ ไทยได้มีหนังสือถึงประธาน HRC และข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเพื่อแสดงข้อห่วงกังวล และจะหยิบยกประเด็นนี้ในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ
แฟ้มภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD
อ้างอิง:


