×

เจาะลึกปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ภัยร้ายที่กำลังทำลายเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คิด

23.01.2025
วิกฤตฝุ่น PM2.5

ในวันนี้ (23 มกราคม) ตามรายงานของ IQAir กรุงเทพมหานคร ติดอันดับเมืองที่คุณภาพอากาศแย่ติดท็อป 10 ของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 เข้าขั้นวิกฤต หลายเขตมีสภาพอากาศเข้าโซนอันตรายในการใช้ชีวิต กลายเป็นพื้นสีแดงและสีม่วง

 

ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยที่เกิดต่อเนื่องมาหลายปี จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหนทางแก้ปัญหาได้ โดยธนาคารโลก (World Bank) ออกรายงานในปี 2565 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศก่อนวัยอันควรมากถึง 50,000 ราย

 

ขณะที่รายงานในหัวข้อ How to fight the next threat to our world air pollution ที่เผยแพร่โดย World Economic Forum 2566 ประเมินว่า ประชากรโลกกว่า 80% ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากฝุ่น PM2.5 โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 8.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 6.1% ของ GDP โลก

 

แล้วปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ลากมาถึงวันนี้ จะสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยแค่ไหน ไปติดตามกัน

 

คาด กทม.-ปริมณฑล เสียหาย 3-6 พันล้านบาทต่อเดือน

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ประเมินความเสียหายหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาของฝุ่น PM2.5 เฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะอยู่ที่ประมาณ 3-6 พันล้านบาทต่อเดือน

 

ทั้งนี้ ความเสียหายดังกล่าวเป็นการประเมินจากค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพ มีการเจ็บป่วยจากการสูดฝุ่น PM2.5 เข้าไปในร่างกาย ส่งผลให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวเพิ่มเข้ามา

 

“คนที่เจ็บป่วยจากผลกระทบจาก PM2.5 เดิมอาจจะต้องเตรียมแผนนำเงินไปไว้ใช้ทำเรื่องอื่น แต่พอเจ็บป่วยก็ต้องมีการนำเงินมาใช้รักษาพยาบาล เพื่อใช้รักษาดูแลสุขภาพตัวเอง”

 

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากปัญหาในเชิงของค่าใช้จ่ายในการป้องกันดูแลสุขภาพตัวเองที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น การซื้อหน้ากากอนามัย เครื่องกรองอากาศ รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมซึ่งเดิมสามารถทำได้ โดยเฉพาะการทำกิจกรรมในพื้นที่กลางแจ้งที่มีผลกระทบ ไม่สามารถออกมาทำได้ตามปกติจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สูง เช่น เดิมต้องเดินทางออกไปทำงานนอกบ้าน แต่หลังจากมีปัญหาฝุ่นจำเป็นต้องปรับตัวมาเป็น Work form Home มีการสั่งอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี แทนการไปนั่งรับประทานที่ร้านอาหาร

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็อาจได้รับผลกระทบจากค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นเช่นกัน

 

ภาพ: ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 ประจำวันที่ 23 มกราคม 2567

 

หวั่นวิกฤตฝุ่นพิษลากยาว สร้างความเสียหายกว่าที่คิด

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินได้ว่ากรอบระยะเวลาในการเกิดปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูงจะสิ้นสุดเมื่อไร แต่หากดำเนินต่อไปในระยะยาวก็จะทำให้ค่าเสียโอกาสสูงขึ้นด้วย

 

เกวลินกล่าวต่อว่า สถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สูงนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และจะกระทบต่อการเดินทางไปท่องเที่ยวในที่สุด

 

โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงในเขตพื้นที่ภาคอื่นๆ ที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สูง ซึ่งจะอาจได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวตามมาด้วยเช่นกัน รวมทั้งอาจมีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมต่างๆ กลางแจ้ง

 

อย่างไรก็ดี หากมองสถานการณ์ของฝุ่น PM2.5 ในระยะกลางถึงยาวที่มีผลกระทบในเชิงสุขภาพของประชาชน อาจจะสร้างผลกระทบตามมาที่ไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้สำหรับประชาชนหรือภาคแรงงาน เพราะหากสถานการณ์ปัญหาเกิดขึ้นเรื้อรังและยาวนาน ก็จะเป็นปัญหาที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนทั่วไปในการดูแลรักษาตัวจากการเจ็บป่วย

 

“ผลกระทบของการที่ประชาชนต้องมีค่ารักษาจากการเจ็บป่วยจากฝุ่น PM ที่สูงในอีกมุมก็ถือว่ามีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายของประเทศด้วย”

 

อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งจะมีความกังวลไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สูงในระยะถัดไปด้วย

 

ทั้งนี้ กสิกรไทยประเมินผลกระทบของปัญหาฝุ่น PM2.5 ต่อ CP ของไทย เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาหรือประเมินผลผลกระทบจะต้องเข้าไปดูในรายละเอียดของข้อมูลปัญหาฝุ่น PM2.5 ในแต่ละพื้นที่ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างกัน รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในแต่ละบุคคล และในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน

 

เช่นในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ หลายกิจกรรมกลางแจ้งอาจจะมีการงด แต่ในบางอาชีพยังมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงในบางพื้นที่อาจไม่ได้มีการเตรียมตัวป้องกัน เช่น การซื้อหน้ากากอนามัยมาป้องกันฝุ่นใช้เหมือนในเขตกรุงเทพฯ

 

ขณะที่ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในมุมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 สูง ในอีกด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเลือกเดินทางไปในเขตพื้นที่อื่นของประเทศไทยที่ไม่มีปัญหาค่าฝุ่น ซึ่งปัจจุบันข้อมูลดังกล่าวยังสามารถจัดเก็บได้ค่อนข้างยาก

 

ผลวิจัยชี้ ฝุ่นพิษทำเศรษฐกิจไทยเสียหาย 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

ก่อนหน้าช่วงนี้ช่วงปี 2566 เว็บไซต์ Thailandcan เผยแพร่บทความอ้างอิงข้อมูลของ OECD สอดคล้องกับงานวิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า 5,500-10,000 ล้านบาทต่อปี คือมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ หากประเทศไทยปล่อยให้ปัญหามลพิษทางอากาศยืดเยื้ออย่างนี้ทุกปี อ้างอิงจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งความเสียหายนี้ยังไม่ได้คำนวณผลกระทบต่อสุขภาพและผลกระทบต่อการย้ายถิ่น ซึ่งจะทำให้รายจ่ายด้านสาธารณสุขและต้นทุนทางสังคมเพิ่มขึ้นอีกมากในระยะยาว สำหรับการสูญเสียทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

 

โดยสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะเชื่อว่าจะมาจากการลดลงของรายได้ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลางแจ้ง และโครงการก่อสร้างต่างๆ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ และค่าเสียโอกาสจากประเด็นทางด้านสุขภาพจะพุ่งสูงขึ้นแทน

 

ทั้งนี้ ย้อนดูงบประมาณรายจ่ายของประเทศในปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.4% ของเงินงบประมาณทั้งหมด เทียบกับงบด้านเศรษฐกิจที่สูงถึง 6.78 แสนล้านบาท ความแตกต่างของตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญนัก ทั้งที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็อยู่ในวาระแห่งชาติ และอากาศสะอาดก็น่าจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนไทยทุกคนควรจะได้รับ คงต้องจับตากันต่อไปว่าเมื่อประเทศเราตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ ทุกภาคส่วนจะเดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่นพิษนี้กันอย่างไร ก่อนที่มันจะกลายเป็นโรคเรื้อรังกัดกินเศรษฐกิจชาติไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และทุกคนในสังคมอาจต้อง ‘สำลักฝุ่น’ นี้จนฟื้นตัวไม่ขึ้นอีกนาน

 

ถอดบทเรียนจากสิงคโปร์-อินโดนีเซีย

 

ด้าน จักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)ระบุว่า สิงคโปร์เคยประสบปัญหาหมอกควันพิษจากการเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ระดับ PM2.5 เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 471 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในปี 2013 ซึ่งเกินระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่าปลอดภัย เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินหลากหลาย โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่

 

– ออกกฎหมายควบคุมมลพิษข้ามพรมแดน สิงคโปร์ออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution เรียกเก็บค่าปรับ 1 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน (สูงสุด 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) หากพบว่าบริษัทต่างชาติมีการดำเนินกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในประเทศ ตั้งแต่ปี 2014

 

– ความร่วมมือระดับภูมิภาค ผ่าน ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) ร่วมกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย

 

– การสนับสนุนทางเทคนิคและความช่วยเหลือด้านทรัพยากร แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการจัดการไฟป่า การแบ่งปันเทคโนโลยีที่ช่วยลดการเผาป่า และการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

 

นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเคยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์ดับเพลิง และเครื่องบิน C-130 เพื่อช่วยอินโดนีเซียควบคุมไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง

 

สำหรับประเทศไทยก็เผชิญปัญหาในทำนองเดียวกัน คือได้รับผลกระทบจาก PM2.5 ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนอกเหนือจากความพยายามร่างกฎหมายภายในประเทศ เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด แล้ว ยังมีการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศได้แก่ ‘ยุทธศาสตร์ท้องฟ้าใส’ (Clear Sky Strategy) 2567-2573 ระหว่างประเทศไทย สปป.ลาว และเมียนมา เพื่อตั้งเป้าหมายลด PM2.5 ที่เกิดจากอุตสาหกรรม การขนส่ง การเกษตร และไฟป่า เป็นสำคัญ

 

โดยมีการวางแผนการจัดการมลพิษตามฤดูกาลที่จะมาช่วยลดผลกระทบจาก PM2.5 ข้ามแดนได้


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories