ไทยและเมียนมาไม่อาจแยกขาดจากกันทางเศรษฐกิจ ด้วยพรมแดนร่วมยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร และความเชื่อมโยงตั้งแต่การค้าชายแดน การลงทุน พลังงาน แรงงาน ไปจนถึงระบบขนส่ง อุปสรรคที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งจึงกระทบอีกประเทศโดยตรง โดยเฉพาะปัญหาใบอนุญาตนำเข้า การโอนเงินข้ามพรมแดน และกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน ซึ่งเพิ่มต้นทุน ผลักธุรกรรมบางส่วนออกนอกระบบ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ประเด็นสำคัญ
คำถามที่ตามมา คือ ไทยและเมียนมาจะร่วมกันปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้การค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศเดินหน้าได้อย่างคล่องตัว โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจมากขึ้น
เหล่านี้คือบทสนทนาบนเวที Building a Future-Ready Regulatory Environment for Successful and Sustainable Business in Myanmar ในงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด ‘บทใหม่แห่งความร่วมมือทางธุรกิจไทย-เมียนมา’ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ตัวแทนฝ่ายไทยอย่าง คมกฤช จองบุญวัฒนา ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ และ รศ. ดร. นิสิต พันธมิตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขณะที่ตัวแทนฝั่งเมียนมา คือ ดอว์ มาลา มโย นยุนต์ อธิบดีกรมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่างประเทศ กระทรวงการวางแผนแห่งชาติ การลงทุน และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมียนมา และดอว์ กัฟลยา เน ตุน รองอธิบดีธนาคารกลางเมียนมา โดยมี ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินรายการ
เศรษฐกิจไทย-เมียนมาต้องเดินไปด้วยกัน
รศ.ดร.นิสิต พันธมิตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอแนวคิดเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน (Complementary Economy) โดยมองว่า ไทยและเมียนมาต่างมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเชื่อมต่อกันได้
รศ.ดร.นิสิตระบุว่า ไทยมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ และทักษะ ขณะที่เมียนมามีทรัพยากรธรรมชาติ ตลาด และแรงงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ การขยายความร่วมมือจึงควรเริ่มจากภาคบริการ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการเชื่อมโยงระบบการเงิน
อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือเงินที่เกิดจากการค้าและการทำงานยังไม่สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย โดยหากสามารถลดข้อจำกัดด้านการโอนเงินและขยายช่องทางทางการเงินที่ถูกกฎหมายได้ จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น และเพิ่มโอกาสการเติบโตของทั้งสองประเทศ
เขายังย้ำว่า โจทย์ในระยะต่อไปอยู่ที่การเปลี่ยนมาตรการบนกระดาษให้เกิดผลจริงในพื้นที่ ตั้งแต่การใช้ระบบชำระเงินดิจิทัล การถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาทักษะและบุคลากร
ใบอนุญาตนำเข้าและการโอนเงินยังเป็นอุปสรรคหลัก
คมกฤช จองบุญวัฒนา ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ภาคธุรกิจไทยสะท้อนปัญหาสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ระบบใบอนุญาตนำเข้าของเมียนมา และข้อจำกัดด้านธุรกรรมการเงินข้ามพรมแดน
ในประเด็นใบอนุญาตนำเข้า ฝ่ายไทยเข้าใจว่า เมียนมาต้องใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อบริหารสภาพคล่องของเงินตราต่างประเทศ แต่เสนอให้จัดลำดับความสำคัญในการออกใบอนุญาต โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นและวัตถุดิบขั้นกลางที่ใช้ในการผลิตภายในเมียนมา เพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการดังกล่าวกระทบต่อภาคการผลิตและการค้าระหว่างสองประเทศมากเกินไป
ส่วนการทำธุรกรรมทางการเงิน คมกฤชเห็นว่า ไทยและเมียนมามีกลไกรองรับอยู่แล้ว แต่ยังใช้งานได้ไม่เต็มศักยภาพ จึงควรให้ธนาคารกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายหารือร่วมกัน เพื่อลดต้นทุน ความเสี่ยง และข้อจำกัดในการโอนเงิน
เขาระบุด้วยว่า ขั้นตอนสำคัญหลังจากนี้คือการนำผลการหารือระดับผู้นำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะการตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อผลักดันโครงการเชื่อมโยง เช่น เส้นทางไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ทางหลวงไตรภาคีอินเดีย-เมียนมา-ไทย และการขนส่งทางทะเล ซึ่งเป็นโครงการที่หารือกันมานานแต่ยังเดินหน้าได้ล่าช้า
เมียนมาชูช่องทางลงทุนและความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ดอว์ มาลา มโย นยุนต์ อธิบดีกรมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่างประเทศของเมียนมาระบุว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาดำเนินผ่านหลายกลไก ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร สาธารณสุข การศึกษา การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า และการพัฒนาเส้นทางการค้า
ความร่วมมือผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย และสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน มีบทบาทในการสนับสนุนการฝึกอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าร่วมประมูลหรือดำเนินโครงการในเมียนมาได้มากขึ้น
ในด้านการลงทุน ดอว์ มาลาอธิบายว่า นักลงทุนมีช่องทางดำเนินธุรกิจหลัก 2 รูปแบบ คือ การลงทุนภายใต้กฎหมายการลงทุนเมียนมา ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ แต่มีขั้นตอนการอนุมัติที่ใช้เวลามากกว่า และการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายบริษัทเมียนมา โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ และอาจแล้วเสร็จภายในประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในระดับเดียวกัน
เธอยังเสนอให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น RCEP และความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
ดันเงินบาท-จ๊าตและระบบชำระเงินข้ามพรมแดน
ดอว์ กัฟลยา เน ตุน รองอธิบดีธนาคารกลางเมียนมาระบุว่า ธนาคารกลางเมียนมาอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ของเมียนมา 12 แห่ง และธนาคารไทย 5 แห่ง ทำหน้าที่รองรับการชำระเงินด้วยเงินบาทและเงินจ๊าตตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022
ระบบดังกล่าวครอบคลุมทั้งการค้าชายแดน การค้าทั่วไป และการส่งเงินกลับประเทศของแรงงาน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์ของทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ เมียนมายังอยู่ระหว่างพัฒนาการเชื่อมต่อระบบชำระเงินผ่าน QR ระหว่าง MMQR (Myanmar Quick Response) กับระบบของไทย เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมได้รวดเร็ว สะดวก และมีต้นทุนต่ำลง รวมถึงช่วยดึงเงินส่งกลับของแรงงานเมียนมาจากช่องทางนอกระบบเข้าสู่ระบบธนาคาร
ดอว์ กัฟลยายังยืนยันว่า การส่งเงินกำไรและเงินปันผลกลับประเทศสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายการลงทุน กฎหมายบริษัท และกฎหมายบริหารเงินตราต่างประเทศ แต่ความสำเร็จของระบบจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาล ธนาคารกลาง ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการชำระเงินของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ดี ภาพรวมของเวทีสะท้อนว่า ไทยและเมียนมามีกฎหมาย กลไก และโครงสร้างพื้นฐานรองรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่การบังคับใช้และการเข้าถึงในทางปฏิบัติ
ขณะที่การลดข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้า การทำให้ระบบเงินบาท-จ๊าตใช้งานได้อย่างแพร่หลาย การเชื่อมต่อระบบ QR ไปจนถึงการรับประกันว่าภาคธุรกิจสามารถโอนเงินและนำกำไรกลับประเทศได้อย่างราบรื่น จะเป็นปัจจัยชี้วัดว่า ความร่วมมือระหว่างสองประเทศสามารถสร้างความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด


