×

การต่างประเทศไทยยุค ‘คนเมาใต้โคมไฟ’ เมื่อลู่ตามลม แต่ยังหาคำตอบผิดที่

04.09.2026
  • LOADING...
ภาพผู้ร่วมเสวนาวิชาการทบทวนทิศทางการต่างประเทศไทย

“นโยบายต่างประเทศไทยวันนี้ เหมือนคนเมาตามของหายในเวลากลางคืน”

เป็นประโยคเปรียบเปรยที่เรียบง่ายจาก ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารสูงสุด และหัวหน้าโครงการความมั่นคงศึกษา แต่สะท้อน ‘อาการป่วย’ ของการต่างประเทศไทยได้อย่างตรงไปตรงมา ท่ามกลางวิกฤตซ้อนทับและการแข่งขันของมหาอำนาจที่กำลังบีบการตัดสินใจของไทยให้แคบลงทุกขณะ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การยึดติดกับกรอบคิดแบบเดิมๆ กำลังทำให้นโยบายต่างประเทศไทยติดอยู่ใน ‘กับดักทางความคิด’ จนไร้ตัวตนในทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า ไทยยังเหลืออำนาจต่อรองและพื้นที่ในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติบนเวทีโลกมากน้อยเพียงใด

 

โจทย์เหล่านี้ถูกนำมาวางกลางโต๊ะในงานเสวนาวิชาการ ‘ย้อนพินิจทบทวนทิศทางการต่างประเทศไทย’ จัดโดยสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย เพื่อกลับมาถามถึงยุทธศาสตร์ของไทยต่อมหาอำนาจหลักว่า สรุปแล้ว ประเทศของเรากำลังลู่ตามลมหรือล้มไม่เป็นท่า

 

THE STANDARD พาผู้อ่านสำรวจข้อถกเถียงจากวงเสวนา ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของไทยกับมหาอำนาจ ไปจนถึงกรณีศึกษาที่สะท้อนว่า ไทยกำลังวางจุดยืนและรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด ผ่านมุมมองของ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์, รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ และ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล โดยมี ผศ.ดร.กัลยา เจริญยิ่ง เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

ภาพผู้ร่วมเสวนาวิชาการทบทวนทิศทางการต่างประเทศไทย 1

 

‘คนเมาทำของหายตอนกลางคืน’ เมื่อการต่างประเทศไทยยังหาคำตอบผิดทาง

 

“นโยบายต่างประเทศไทยวันนี้ เหมือนคนเมาตามของหายในเวลากลางคืน”

 

เป็นคำเปรียบเปรยจากปาฐกถานำการเสวนาของ ศ.ดร.สุรชาติ ถึงทิศทางการต่างประเทศไทยในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญปัญหาครั้งสำคัญ หลังไม่สามารถประเมินสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางสถานการณ์บีบคั้นอย่างสงคราม การแข่งขันของมหาอำนาจ และวิกฤตหลายชุดที่ทับซ้อนกัน

 

ภาพผู้ร่วมเสวนาวิชาการทบทวนทิศทางการต่างประเทศไทย 2

 

ศ.ดร.สุรชาติขยายความการเปรียบเทียบว่า ไทยกำลังเหมือนคนเมาที่ทำของหาย แม้จะเดินไปหาของใต้โคมไฟ เพียงเพราะเชื่อว่า เป็นจุดที่มีแสงและมองเห็นง่าย แต่ของหายอาจไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น เช่นเดียวกับการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ซึ่งมักเลือกคำตอบหรือทางเลือกที่ง่ายและคุ้นเคย มากกว่าจะมองหาว่า ‘ปัญหาจริง’ อยู่ตรงไหน

 

อาจารย์มองว่า ปัญหาสำคัญของนโยบายต่างประเทศไทย คือภาวะ ‘มีกระบวนการ แต่ขาดกระบวนการคิด’ (Process without Process) จนนำไปสู่ ‘ทิศทางที่ไร้ทิศทาง’ เห็นได้จากชุดคำพูดที่ไทยใช้ซ้ำมาตลอด เช่น เป็นกลาง ไม่เลือกข้าง ลู่ตามลม หรือเกาะกระแสโลก ไปจนถึงการพยายามลดบทบาทตัวเองจนคล้าย ‘นโยบายต่างประเทศแบบล่องหน’

 

อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดว่า แต่ละแนวคิดหมายถึงอะไร และไม่รู้ว่า ประเทศอื่นมองจุดยืนของไทยอย่างไร ขณะที่แนวคิดเรื่อง ‘ดุลอำนาจ’ (Balance of Power) ก็ไม่ใช่สิ่งที่รัฐเล็กอย่างไทยสามารถทำได้ในแบบเดียวกับมหาอำนาจ

 

สำหรับ ศ.ดร.สุรชาติ ไทยต้องยอมรับสถานะตัวเองในฐานะรัฐขนาดเล็ก (Small Power) และวางนโยบาย ‘กระจายความเสี่ยง’ (Hedging) มากกว่าการตั้งเป้าว่า จะไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากโลกปัจจุบันกำลังเคลื่อนสู่ระบบที่มีหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity) ซึ่งยิ่งทำให้รัฐเล็กตัดสินใจยากขึ้น

 

เพราะสุดท้าย ไทยอาจถูกสถานการณ์บังคับให้เลือก ฉะนั้นโจทย์สำคัญต่อจากนี้จึงเป็นการคิดคำนวณว่า ต้องลงทุนทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงกับใคร อย่างไร และรับความเสี่ยงได้ในระดับไหนโดยไม่ทำให้ไทยกลายเป็นพื้นที่ของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

 

นอกจากนี้ อาจารย์ยังทิ้งโจทย์ความท้าทายอย่าง ‘ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน’ เพราะหากไทยจัดการความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านไม่ได้ ก็ยากที่จะยกระดับบทบาทตัวเองในภูมิภาค เพราะในวันนี้ ไทยกำลังทำสนามการค้ากลายเป็นสนามรบ จากอดีตที่เคยมีแนวคิดเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

 

ศ.ดร.สุรชาติยังทิ้งท้ายว่า ไทยต้องไม่ปล่อยให้กระแสชาตินิยมนำนโยบาย แต่ควรหาทางลดความขัดแย้งกับกัมพูชา เพื่อเตรียมรับความไม่แน่นอนจากเมียนมา รวมถึงความท้าทายจากอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมตามแนวชายแดน

 

มองสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ-จีนในรัฐบาลอนุทิน เมื่อ ‘สัมพันธ์ดี’ ไม่เท่ากับ ‘ต่อรองได้’

 

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ ผู้อำนวยการ ISIS Thailand และอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประเมินทิศทางการต่างประเทศไทยในปัจจุบันผ่านนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีต่อสองมหาอำนาจสำคัญ คือ สหรัฐฯ และจีน โดยตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมา ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายเพื่อรักษาความมั่นคง เพิ่มอำนาจต่อรอง และรักษาอิสระทางยุทธศาสตร์ของประเทศได้มากน้อยเพียงใด

 

ในภาพรวม ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ตอบคำถามว่า รัฐบาลยังสามารถประคองความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และจีนไว้ได้ โดยยังไม่ถูกบีบให้เลือกข้างอย่างชัดเจน แต่ทิศทางที่เห็นยังเป็นการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าค่อนข้างมาก ขณะที่ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับกลับมายังไม่ชัด โดยเฉพาะเมื่อวัดจากอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง

 

ทั้งนี้ หากเริ่มประเมินสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงยังเป็นฐานสำคัญแสดงให้เห็นจากการที่สองชาติยังมีความร่วมมือทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านการฝึกร่วม Cobra Gold รวมถึงขยายความร่วมมือไปสู่ประเด็นความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

 

อย่างไรก็ตาม สถานะพันธมิตรไม่ได้ช่วยให้ไทยมีแต้มต่อด้านการค้าโดยอัตโนมัติ เพราะปรากฏว่า สหรัฐฯ ยังใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและภาษีกดดันไทยอยู่ ขณะที่ไทยเองก็ยังไม่สามารถดึงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงมาต่อยอดสู่การลงทุนและเทคโนโลยีระดับสูงได้มากเท่าที่ควร

 

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ยกประเทศอย่างเวียดนามและมาเลเซียขึ้นมาเปรียบเทียบ เพราะเป็นชาติอาเซียนที่สามารถดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญได้ ขณะที่ไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดที่สหรัฐฯ มองว่า มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากพอในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ AI หรือเทคโนโลยีด้านความมั่นคง

 

ตัดภาพมาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ภาพทางการเมืองกลับดูคึกคักกว่า เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ไม่ว่าจะการเยือนระดับสูง การตั้งกลไกหารือระหว่างรัฐบาล และความพยายามดึงการลงทุนจากจีนเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทั้ง AI คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการ ISIS Thailand ตั้งข้อสังเกตว่า ความใกล้ชิดทางการเมืองไม่ได้ทำให้อำนาจต่อรองของไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และความมั่นคงของไทยโดยตรง ทั้งกัมพูชา เมียนมา ลุ่มน้ำโขง และปัญหาข้ามพรมแดน เช่น สารพิษในแม่น้ำจากการทำเหมืองแร่

 

ในส่วนนี้ อาจารย์ย้ำว่า การลงทุนจากจีนจึงต้องดูมากกว่าตัวเลขเม็ดเงิน พร้อมตั้งคำถามควบคู่ว่า เงินลงทุนเหล่านั้นทำให้ไทยได้เทคโนโลยีใหม่หรือไม่ หรือช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยจริงหรือไม่ เพราะหากมีเพียงบริษัทและเงินทุนไหลเข้ามามากขึ้น แต่ฐานการผลิตและความรู้ยังไม่ได้เพิ่มตาม ไทยก็ยังไม่ได้ผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์จากความสัมพันธ์นี้มากนัก

 

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ยังสรุปว่า โจทย์ของรัฐบาลอนุทินไม่ได้อยู่ที่การทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หรือจีน ‘ดี’ ขึ้นอีกเท่านั้น แต่จะใช้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่สร้างอำนาจต่อรองให้ไทยได้อย่างไร พร้อมยกตัวอย่าง ความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐฯ ต้องต่อยอดไปถึงเทคโนโลยี การลงทุน และความสามารถทางเศรษฐกิจ

 

ขณะที่การเข้าถึงผู้นำจีนต้องกลับมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ แต่ถ้าหากไทยยังทำไม่ได้ พื้นที่ในการวางตัวระหว่างมหาอำนาจก็จะค่อยๆ แคบลง และความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้เลือกข้างจะสูงขึ้น

 

EU ความสัมพันธ์ที่มากกว่าการค้า อีกเสาหลักของไทยในโลกผันผวน

 

ส่วน รศ.ดร.ณัฐนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาฯ และอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปว่า มีพัฒนาการสำคัญนับตั้งแต่ปี 2019 เมื่อ EU กลับมาฟื้นการติดต่อและการเยือนระดับสูงกับไทย หลังความสัมพันธ์ทวิภาคีหยุดชะงักจากเหตุการณ์รัฐประหารในยุคของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาในปี 2014 ส่งผลให้การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement: PCA) รวมถึงเขตการค้าเสรี (FTA) ต้องหยุดลงในช่วงหนึ่ง

 

ปัจจุบัน ไทยและ EU มีความตกลง PCA แล้ว ขณะที่กำลังเดินหน้าเจรจา FTA ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก โดย รศ.ดร.ณัฐนันท์มองว่า ข้อตกลงการค้าฉบับนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะเรื่องภาษีหรือการเปิดตลาด แต่จะผลักให้ไทยต้องปรับกฎ ระเบียบ และมาตรฐานหลายด้านให้สูงขึ้น

 

อาจารย์มองว่า การเจรจา FTA กับ EU สอดคล้องกับอีกเป้าหมายสำคัญของไทย คือ การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพราะมาตรฐานหลายด้านที่ไทยต้องปรับในการเจรจากับ EU เป็นมาตรฐานเดียวกับที่ต้องยกระดับเพื่อเตรียมเข้าสู่ OECD

 

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการเจรจา FTA ไม่ควรถูกวัดเพียงว่า ไทยสามารถ ‘ปิดบทเจรจา’ ได้กี่บท เพราะประเด็นที่เหลืออยู่หลายเรื่องมีผลกระทบต่อคนในประเทศโดยตรง ทั้งสิทธิบัตรยา การเข้าถึงยา พันธุ์พืช ภาคเกษตร และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

 

อาจารย์จึงตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงท้ายของการเจรจา ไทยต้องระวังไม่ให้ความต้องการปิดข้อตกลง กลายเป็นแรงกดดันให้ไทยยอมรับเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ผู้บริโภค หรือผู้ป่วย

 

ส่วนอีกข้อกังวลคือเรื่องความโปร่งใส แม้ภาครัฐจะรายงานความคืบหน้าของการเจรจาอยู่เป็นระยะ แต่ข้อมูลที่เปิดเผยส่วนใหญ่ยังเป็นเชิงปริมาณ เช่น ปิดการเจรจาไปแล้วกี่บท ขณะที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังไม่เห็นรายละเอียดของเนื้อหาที่ตกลงกันแล้วมากพอ จึงยากที่จะประเมินว่า แต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์หรือแบกรับต้นทุนจากข้อตกลงนี้อย่างไร

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์จึงเสนอว่า ก่อนที่การเจรจาจะสิ้นสุด ภาครัฐควรประเมินผลกระทบให้ละเอียดกว่าที่ผ่านมา ทั้งผลต่อแต่ละอุตสาหกรรม การจ้างงาน ต้นทุนด้านยา การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ตลอดจนต้นทุนที่ภาคธุรกิจและสังคมไทยต้องใช้ในการปรับตัวตามมาตรฐานใหม่ เพื่อให้เห็นชัดว่า ผลประโยชน์และภาระจาก FTA กระจายไปอยู่กับใครบ้าง

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์หมายเหตุว่า ความสัมพันธ์ไทยและสหภาพยุโรปไม่ควรถูกลดเหลือเพียงเรื่อง FTA เพราะกรอบ PCA เปิดพื้นที่ความร่วมมือกว้างกว่านั้นมาก ทั้งเทคโนโลยีสีเขียว การวิจัยและพัฒนา การศึกษาขั้นสูง ความมั่นคงไซเบอร์ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ ซึ่งเป็นด้านที่ไทยสามารถนำมาใช้ยกระดับขีดความสามารถของประเทศได้

 

ในมุมยุทธศาสตร์ รศ.ดร.ณัฐนันท์มองว่า สหภาพยุโรปยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ไทยกระจายความสัมพันธ์และลดการพึ่งพาจีนหรือสหรัฐฯ มากเกินไป แต่การขยับเข้าใกล้ยุโรปก็มีความเสี่ยงที่ต้องบริหาร ทั้งภาวะเศรษฐกิจของยุโรป ความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี กระแสการเมืองฝ่ายขวาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง EU กับรัสเซีย ซึ่งอาจกระทบไทยโดยตรง หากมาตรการคว่ำบาตรขยายไปถึงบริษัทในประเทศที่สามที่ยังทำธุรกรรมกับรัสเซีย

 

โดยสรุป รศ.ดร.ณัฐนันท์ทิ้งท้ายว่า ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปควรถูกมองให้กว้างกว่าเรื่องการค้า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะตลาดสำคัญ ช่องทางยกระดับมาตรฐานภายในประเทศ การสนับสนุนเส้นทางเข้าสู่ OECD รวมถึงเป็นอีกเสาหลักที่ช่วยให้ไทยมีทางเลือกมากขึ้นท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

 

‘ไทย-ญี่ปุ่น’ กำลังห่างกัน ในวันที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนโจทย์จากเศรษฐกิจสู่ความมั่นคง

 

สำหรับความสัมพันธ์ไม่ไกลตัวอย่างไทยและญี่ปุ่น ผศ.ดร.ธีวินท์ หัวหน้าภาคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มจำกัดความว่า ขณะนี้ ทั้งสองชาติกำลังอยู่ในภาวะ ‘ค่อยๆ ห่างออกจากกัน’ (Drifting Apart) เนื่องจากไทยและญี่ปุ่นเริ่มให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ต่างกันออกไป กล่าวคือ ไทยมองญี่ปุ่นในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงและยุทธศาสตร์มากขึ้น ควบคู่ไปกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

 

แนวคิดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจน คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) เพราะในปัจจุบัน ญี่ปุ่นไม่ได้มองเพียงว่า จะค้าขายหรือลงทุนกับประเทศใด แต่ยังพิจารณาด้วยว่า การพึ่งพาประเทศใดมากเกินไปจะสร้างความเสี่ยง หรือทำให้ประเทศนั้นมีอำนาจต่อรองเหนือญี่ปุ่นมากขึ้นหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ภาพของญี่ปุ่นที่พยายามกระจายฐานการผลิต การลงทุน และความร่วมมือด้านความมั่นคงไปยังหลายประเทศ

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยกเวียดนามเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นตัวเลือกใหม่ของญี่ปุ่น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง ประกาศแนวทางอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific: FOIP) ควบคู่กับเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจในการเยือนเวียดนาม นับเป็นภาพสะท้อนว่า ญี่ปุ่นเริ่มมองประเทศในอาเซียนจากความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งไม่จำกัดแค่การมองมูลค่าการค้าหรือการลงทุนเท่านั้น

 

ฉะนั้น โจทย์จึงย้อนกลับมาที่ไทยว่า การเป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นมายาวนาน ยังเพียงพอหรือไม่ที่จะรักษาความสำคัญของไทยในสายตาญี่ปุ่น เพราะหากประเทศอื่นสามารถตอบโจทย์ญี่ปุ่นได้ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ความคิดว่าด้วยญี่ปุ่นจะยังคงลงทุนและรักษาฐานการผลิตในไทยเหมือนเดิม อาจกลายเป็นความชะล่าใจ

 

อีกเรื่องที่ ผศ.ดร.ธีวินท์เห็นว่า ไทยควรเรียนรู้จากญี่ปุ่นในการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก คือ ความตระหนักต่อวิกฤต (Sense of Crisis) โดยอาจารย์อธิบายว่า ญี่ปุ่นรับรู้ถึงสถานการณ์ความมั่นคงในเอเชียที่กำลังรุนแรงและซับซ้อนขึ้น จึงพยายามเตรียมรับความเสี่ยงล่วงหน้า ทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ขณะที่ไทยยังมีแนวโน้มใช้วิธีคิดและการวางตัวแบบเดิม โดยเชื่อว่า นโยบายที่เคยใช้ผ่านวิกฤตในอดีต จะยังใช้ได้กับสถานการณ์ครั้งนี้

 

อนึ่ง ความเสี่ยงสำคัญที่ญี่ปุ่นจับตา คือ การขยายอำนาจของจีน ความไม่แน่นอนของสหรัฐฯ และสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน โดยมีความกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนหรืออิหร่านในวันนี้ อาจเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกในอนาคต และหากความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันพัฒนาไปสู่การใช้กำลัง ประเทศต่างๆ ในภูมิภาครวมถึงไทยก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบ และการยืนยันว่า ‘ไม่เลือกข้าง’ จะยิ่งทำได้ยากขึ้น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์จึงมองว่า ไทยต้องขยับจากการยึดความเป็นกลางแบบเดิม ไปสู่การต่างประเทศที่มีความกระตือรือร้นและเป็นฝ่ายเดินเกมมากขึ้น โดยเสนอ 3 แนวคิดสำคัญ ได้แก่

 

1.ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์ (Strategic Ambiguity) เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับทั้งจีนและสหรัฐฯ โดยไม่เอนเข้าหาฝ่ายใดมากจนเกินไป

 

2.การทำให้ไทยมีความสำคัญจนขาดไม่ได้ทางยุทธศาสตร์ (Strategic Indispensability) เพื่อให้ประเทศอื่นเห็นบทบาทและคุณค่าของไทย

 

3.ความชัดเจนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Clarity) ซึ่งไทยต้องตอบให้ได้ว่า ผลประโยชน์หลักของประเทศคืออะไร และจะมีจุดยืนอย่างไรต่อการรักษาสันติภาพและระเบียบในภูมิภาค

 

ท้ายที่สุด ผศ.ดร.ธีวินท์ย้ำว่า ไทยต้องไม่ทำให้ตัวเองกลายเป็น ‘จุดอ่อนที่สุด’ ของภูมิภาค เพราะการแสดงท่าทีอ่อนแอหรือยอมตามแรงกดดันทุกครั้ง ไม่ได้ช่วยรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของไทย แต่กลับอาจเปิดช่องให้ประเทศอื่นเข้ามากดดันได้มากขึ้น

 

ภาพผู้ร่วมเสวนาวิชาการทบทวนทิศทางการต่างประเทศไทย 3

 

‘จีนเดียว’ ตัวอย่างความล้มเหลวของการต่างประเทศไทย?

 

THE STANDARD ได้ถามคำถามเพิ่มเติมต่อ ผศ.ดร.ธีวินท์ และ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ ถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อประเด็นไต้หวัน กรณีรัฐบาลไทยแสดงจุดยืนสนับสนุน ‘หลักการจีนเดียว’ อย่างชัดเจนว่า ท่าทีดังกล่าวกระทบต่อจุดยืนในการต่างประเทศไทยหรือไม่ และในสายตาของประเทศอื่น ไทยถูกมองอย่างไรในประเด็นดังกล่าว

 

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของ ‘ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Ambiguity) โดยอธิบายว่า ไทยไม่จำเป็นต้องยึดกับความเป็นกลางแบบเดิม แต่ควรรักษาความสามารถในการเข้าหาและมีปฏิสัมพันธ์กับมหาอำนาจทุกฝ่าย เพื่อให้ตัวเองยังมีพื้นที่ในการตัดสินใจ หากวันหนึ่งถูกอีกฝ่ายกดดัน

 

ในกรณีไต้หวัน ไทยเองก็มีผลประโยชน์ไม่น้อย ทั้งแรงงานไทยจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไต้หวันมีความก้าวหน้า การแสดงจุดยืนที่เอนเข้าหาปักกิ่งมากเกินไป จึงไม่ได้กระทบเพียงความสัมพันธ์ทางการเมือง แต่ยังอาจลดพื้นที่ที่ไทยสามารถรักษาความสัมพันธ์และผลประโยชน์กับไต้หวันเอาไว้ได้ด้วย

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีการยืนยันนโยบายจีนเดียวของไทยก็เพียงพออยู่แล้ว หากไทยเพิ่มถ้อยคำหรือแสดงจุดยืนที่เข้าใกล้ท่าทีของจีนมากขึ้น ก็อาจถูกใช้เป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังขยับไปอยู่ข้างปักกิ่งมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่นานาชาติกำลังจับตาความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน และหลายประเทศพยายามป้องปรามไม่ให้จีนใช้กำลังกับไต้หวัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของจีนเพียงฝ่ายเดียว เพราะไต้หวันเองก็สามารถตอบสนองต่อท่าทีของไทยได้เช่นกัน เห็นได้จากการออกมาแสดงความไม่พอใจต่อถ้อยแถลงของไทย ผศ.ดร.ธีวินท์จึงมองว่า หากไทยยอมตามแรงกดดันของฝ่ายใดมากเกินไป อาจทำให้ไทย ‘ดูอ่อนแอ’ และสวนทางกับความพยายามรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตัวเอง

 

ขณะที่ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ เสนออีกมุมหนึ่งว่า ในกรณีจีนและไต้หวัน ไทยไม่จำเป็นต้องคลุมเครือเสียทั้งหมด แต่ควรมี ‘ความชัดเจนทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Clarity) ว่า จุดยืนของไทยคืออะไร โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ‘หลักการจีนเดียว’ (One China Principle) ของรัฐบาลจีน กับ ‘นโยบายจีนเดียว’ (One China Policy) ที่แต่ละประเทศใช้กำหนดความสัมพันธ์ของตัวเองกับจีนและไต้หวัน

 

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์อธิบายว่า ‘หลักการจีนเดียว’ เป็นจุดยืนของปักกิ่ง ซึ่งกำหนดว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ส่วน ‘นโยบายจีนเดียว’ คือแนวทางที่ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ใช้จัดการความสัมพันธ์ของตัวเองกับทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การที่ไทยรับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนและไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ไม่ได้หมายความว่า ไทยจะต้องตัดความสัมพันธ์กับไต้หวันในด้านอื่น

 

ตรงกันข้าม ไทยยังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับไต้หวันได้ในระดับที่ไม่ใช่การรับรองทางการทูต ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา การเดินทาง หรือความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยไม่ถือว่าไทยกำลังรับรองไต้หวันในฐานะประเทศ และแนวทางเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ไทยดำเนินมาโดยตลอด

 

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์จึงย้ำว่า ไทยควร ‘เคลียร์’ กับจีนให้ชัดว่า นโยบายจีนเดียวของไทยมีขอบเขตเพียงใด และไทยยังมีผลประโยชน์ของตัวเองกับไต้หวันที่ต้องรักษาไว้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มถ้อยคำในแถลงการณ์หรือแสดงจุดยืนที่ไปไกลกว่านโยบายที่ไทยใช้อยู่เดิม เพราะยิ่งเพิ่มถ้อยคำที่เข้าใกล้หลักการจีนเดียวของปักกิ่งมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้พื้นที่ที่ไทยสามารถดำเนินความสัมพันธ์กับไต้หวันแคบลงเท่านั้น

 

ประเด็นนี้สำคัญขึ้นอีกในทางเศรษฐกิจ เพราะไต้หวันเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไทยต้องการดึงเข้ามาลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมของตัวเอง หากไทยจำกัดความสัมพันธ์กับไต้หวันมากเกินความจำเป็น ก็อาจกลายเป็นการลดทางเลือกทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของตัวเอง

 

นอกจากนี้ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ยังมองว่า ไทยควรมีจุดยืนอีกด้านให้ชัดเช่นกัน คือ ไม่สนับสนุนการใช้กำลังเพื่อรวมไต้หวันเข้ากับจีน กล่าวคือ ไทยสามารถยึดนโยบายจีนเดียว พร้อมกับรักษาความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ทางการทูตกับไต้หวัน และแสดงจุดยืนคัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะของไต้หวันด้วยกำลังได้พร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

ภาพ: อัยย์ลดา แซ่โค้ว / THE STANDARD, ISIS Thailand

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising