×

กระทรวงพาณิชย์ชี้ ไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% ไม่ใช่ 36% พร้อมเปิดลิสต์สินค้าส่งออกได้รับผลกระทบจาก Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

03.04.2025
  • LOADING...
thailand-export-tariff

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจง ไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% ไม่ใช่ 36% พร้อมเปิดลิสต์ ‘สินค้าส่งออก’ ได้รับผลกระทบการออกมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

 

วันนี้ (3 เมษายน) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบการออกมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ การออกมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ โดยไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568

 

โดยชี้แจงว่า ข้อมูลอัตราภาษี Reciprocal Tariff ของไทยตาม Chart ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ใน X ระบุว่า อัตราอยู่ที่ 36% กระนั้นข้อมูลตาม Annex I ของ Executive Order (EO) ระบุอัตราภาษี Reciprocal Tariff ของไทยอยู่ที่ 37%

 

“ทั้งนี้ โดยหลักการ ควรพิจารณาใช้ข้อมูลจากตัวคำสั่ง EO (ที่มีการระบุอัตราภาษีใน annex 1) ที่เผยแพร่ลง Website ของ White House”

 

ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ 

 

  1. เครื่องโทรศัพท์รวมถึงสมาร์ทโฟนและเครื่องโทรศัพท์อื่นๆ (สัดส่วน 12.5% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม (ครองส่วนแบ่งอันดับ 2) (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  2. เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (สัดส่วน 11.1% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 4 (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  3. ยางรถยนต์ (สัดส่วน 6.4% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 5 (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  4. เซมิคอนดักเตอร์ (สัดส่วน 4.5% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  5. หม้อแปลงไฟฟ้า (สัดส่วน 3.8% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 5 (คิดเป็นสัดส่วน 46

 

Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising