×

อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593

17.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2567 จุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคตเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ดำเนินการปรับปรุงคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยในขณะนั้นมี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ มีการปรับปรุงและตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ด้านเศรษฐกิจควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศไทยมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ สามารถเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) คลาวด์ (Cloud) ไปจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลระดับสูง

 

 
 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 1

เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ต่อมาในช่วงปลายปี 2567 การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น ในยุคที่ แพทองธาร ชินวัตร นั่งนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้ง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ พร้อมนั่งเป็นประธานบอร์ดฯ ด้วยตนเอง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี พิชัย ชุณหวชิร เป็นรองประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นเลขานุการ เพื่อเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมบูรณาการหน่วยงานรัฐและเอกชน เร่งพัฒนาบุคลากร สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับให้ไทยขึ้นแท่นเป็น ‘ฮับเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค’

 

ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ความเคลื่อนไหวสำคัญได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าว เมื่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Committee) พร้อมด้วยคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, กระทรวง อว., กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม ไปจนถึงตัวแทนภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมฯ และหอการค้าไทย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้ายกระดับระบบนิเวศ AI และเสริมศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 2

แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ขณะที่ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ในขณะนั้น ระบุว่า ‘การพัฒนาบุคลากร’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในยุค AI

 

ปักธงสร้างบุคลากร 10 ล้านคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงานดิจิทัล

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคลากรด้านเอไอเพียง 21,631 อัตรา ซึ่งมากกว่าครึ่งทำงานในสายที่ไม่ใช่ด้านไอที ในขณะที่ประเทศยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้สูงกว่า 100,000 คน ที่ประชุมจึงได้กำหนดเป้าหมายหลักเร่งด่วนภายในระยะเวลา 2 ปี ที่จะต้องส่งเสริมให้มีบุคลากรที่สามารถใช้งาน AI (AI User) ได้อย่างน้อย 10 ล้านคน, สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI (AI Professional) อย่างน้อย 90,000 คน และพัฒนานักพัฒนา AI (AI Developer) ให้ได้อย่างน้อย 50,000 คน

 

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนดึงดูดชาวต่างชาติทักษะสูงผ่านการผลักดันวีซ่าสำหรับกลุ่ม Digital Nomad ร่วมกับบีโอไอ (BOI) รวมถึงการชูมาตรการ Global Digital Talent Visa และให้สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคล (CIT) สูงถึง 250% หากองค์กรมีการส่งพนักงานเข้าอบรมหลักสูตรด้านเอไอ เพื่อกระตุ้นการอัปสกิลและรีสกิลครั้งใหญ่

 

ดึงเม็ดเงินลงทุน 5 แสนล้านบาท พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในด้านการลงทุน รัฐบาลมีแผนส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ระบบประมวลผลด้วย GPU และแพลตฟอร์ม AI แบบโอเพ่นซอร์ส เพื่อลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเร่งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง (Data Bank) ให้หน่วยงานรัฐปรับเป็นดิจิทัลสมบูรณ์แบบภายในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าการดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมลงทุน ประกอบกับการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท

 

นอกจากนั้น กระทรวงดีอียังเตรียมผลักดัน ‘กฎหมายเอไอฉบับแรกของประเทศ’ เพื่อวางกรอบจริยธรรมให้มีความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการสนับสนุน Deep Tech และส่งเสริมการใช้งาน Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) ที่เป็นภาษาไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

โฟกัส 3 อุตสาหกรรมหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

สำหรับการประยุกต์ใช้ AI เชิงพาณิชย์ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหาภาค ได้แก่

 

  • ภาคสาธารณสุข นำ AI มาช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของบริการทางการแพทย์ ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค
  • ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลและกระตุ้นเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศ
  • ภาคการเกษตร ประยุกต์ใช้ AI ในการวางแผนการผลิต เพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยง และช่วยจับคู่ความต้องการของตลาดกับเกษตรกร

 

ในระยะถัดไป รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เฉพาะทางในแต่ละสาขาของ AI เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากหน่วยงานรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติ ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

ก้าวล่าสุดยุค ‘อนุทิน’ ตั้งเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ภายในปี 2593

 

เพื่อเป็นการต่อยอดห่วงโซ่อุปทานทางเทคโนโลยีขั้นสูง ล่าสุดในยุคของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ’ เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์การนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน

 

คณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน พร้อมด้วยการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวง อว., กระทรวงดีอี, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 3

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

 

รัฐบาลได้วางเป้าหมายความท้าทายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยการตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านบาท และเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูงในสายงานนี้กว่า 230,000 คน เพื่อผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Chip Made in Thailand) อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี พ.ศ. 2593

 

หน้าที่หลักของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ชุดนี้คือการเคาะทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และพิจารณาแผนงานโครงการเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการติดตามประเมินผล ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ดันจุดแข็ง ‘Power Electronics’ สู่ฮับอาเซียน เปิด 2 ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้

 

การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญระดับชาติ ทว่าในสมรภูมิเทคโนโลยีที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด จุดยืนของไทยควรอยู่ตรงไหน และต้องเดินหน้าอย่างไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

 

ด้านวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่าในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึงยุคแพทองธาร ชินวัตร บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำหนดตำแหน่ง (Positioning) ของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ไว้อย่างชัดเจน พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดเพื่อดูแลด้านแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนากำลังคน

 

หากเปรียบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เหมือนร่างกายมนุษย์ จะประกอบด้วยส่วน Logic (สมอง/การคิด), Memory (ความจำ), Sensor (ประสาทสัมผัส) และ Energy หรือ Power (พลังงานที่ขับเคลื่อน) ซึ่งประเทศไทยพิจารณาแล้วว่าในส่วนของ ‘Logic’ เราไม่สามารถเข้าไปแข่งขันได้ทันแล้ว เนื่องจากมีรายใหญ่ครองตลาดอยู่

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 4

 

วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ

 

ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์จึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘Power Electronics’ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะวิวัฒนาการไปไกลแค่ไหน ก็ยังจำเป็นต้องใช้พลังงาน โดยกำหนดทิศทางขับเคลื่อนใน 2 แกนหลัก คือ

 

  • การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พยายามดึงนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีน ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต
  • การสร้างกำลังคน ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทยในการก้าวเข้าสู่สเกลระดับโลก จึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

 

‘Made in Thailand’ ในความหมายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

 

ต่อประเด็นการผลักดันชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย (Made in Thailand) ภายในปี 2050 วิบูลย์ขยายความว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เน้นการสร้าง ‘แบรนด์สินค้า’ เหมือนเสื้อผ้า เพราะโมเดลธุรกิจคือการรับจ้างผลิต (OEM)

 

คำว่า Made in Thailand ในบริบทนี้ จึงหมายถึง ‘แบรนด์ระดับประเทศ ที่สะท้อนถึงการเป็นฐานการผลิตคุณภาพสูง (High Quality) และมีความแม่นยำสูง (High Precision) ในอุตสาหกรรมบริการรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS: Electronic Manufacturing Service)

 

2 ความท้าทายหลักที่อุตสาหกรรมต้องการจากรัฐบาล

 

วิบูลย์มองว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ชุด ปัญหาของอุตสาหกรรมยังคงเดิม โดยสิ่งที่ภาคเอกชนและนักลงทุนต้องการมากที่สุดมี 2 ประการ คือ

 

  • ความชัดเจนใน Global Positioning ประเทศไทยต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะอยู่จุดไหนใน Value Chain ของโลก การพูดคุยกับนักลงทุนกลุ่มไฮเทคที่มีมูลค่าสูง ไม่ควรเน้นแค่การนำเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะกลุ่มนี้มีกำไรสูงอยู่แล้ว แต่รัฐต้องตอบให้ได้ว่าตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่การผลิตคือจุดใด เพื่อให้นักลงทุนวางแผนธุรกิจและจับคู่พาร์ตเนอร์ได้ถูกต้อง
  • ความต่อเนื่อง (Continuity) เนื่องจากธุรกิจต้องวางแผนล่วงหน้าระยะยาว 3-5 ปี หากนโยบายภาครัฐเปลี่ยนไปมา เช่น วันนี้ให้เล่นตำแหน่ง ‘แบ็กขวา’ แต่วันหน้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น ‘ศูนย์หน้า’ ย่อมทำให้นักลงทุนที่เตรียมเข้ามาทำงานร่วมกับไทยเกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่น

 

“กลไกตลาดยังไงก็ขับเคลื่อนด้วย Demand และ Supply ได้ด้วยตัวเองเหมือนรถที่เติมน้ำมันแล้วสตาร์ทวิ่งไปได้ แต่ถ้ามองในมุมผลประโยชน์ของประเทศ รัฐบาลต้องเข้ามานั่งเป็น ‘คนขับรถ’ เพื่อกำหนดทิศทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด” วิบูลย์กล่าวเปรียบเทียบ

 

พร้อมย้ำว่าบอร์ดแห่งชาติมีหน้าที่สำคัญคือการจัดแนวทาง (Alignment) ให้ทุกหน่วยงานโฟกัสเป้าหมายเดียวกัน เป็น Single Message สู่สากล

 

ปรับโมเดลธุรกิจ เลี่ยงสงครามราคา EV สู่โอกาสใน Hyper Scaler

 

แม้ตำแหน่งด้าน Power Electronics จะยังคงเป็นมาสเตอร์แพลนที่ถูกต้อง แต่โมเดลธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน วิบูลย์ชี้ว่า เดิมทีไทยตั้งเป้าตอบสนองความต้องการจากตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ปัจจุบันตลาด EV ถูกครอบงำโดยแบรนด์จีนที่มีการกดราคาอย่างหนัก ทำให้การเจาะตลาดทำได้ยาก

 

ในขณะเดียวกัน ตลาดศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Hyper Scaler (Data Center) กำลังเติบโตสูงและมีความต้องการใช้ High Power Electronics อย่างมหาศาล แม้การตั้ง Hyper Scaler ในไทยจะใช้พลังงานเยอะแต่จ้างงานน้อย ทว่าจุดนี้คือโอกาสสำคัญที่รัฐต้องผลักดันให้ Local Supply Chain ของไทยสามารถเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นับแสนชิ้นป้อนให้กับ Hyper Scaler เหล่านี้ให้ได้ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศอย่างแท้จริง

 

ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ยุค ‘Electronics + Photonic’

 

วิบูลย์ได้เผยถึงเทรนด์แห่งอนาคตว่า ศักยภาพของอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมในการส่งมอบประสิทธิภาพขั้นสูงเริ่มถึงจุดอิ่มตัวและติดเพดานแล้ว (ตันแล้ว) ดังนั้น ในช่วง 10 ปีนับจากนี้ อุตสาหกรรมโลกจะก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคถัดไป (Next Generation) นั่นคือการผสานรวมกันระหว่างอิเล็กทรอนิกส์และโฟโตนิกส์ หรือที่เรียกว่า Electronics + Photonic ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีระลอกใหม่นี้ให้ทัน

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories