การตัดสินใจของรัฐบาลไทย ในการเดินหน้ากระบวนการยกเลิก MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ที่มีการลงนามรับรองในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 และเตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนไทยและกัมพูชาจำนวนมากให้ความสนใจและเกิดกระแสวิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ประเด็นสำคัญ
โดยรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายเดียว และหันไปใช้กรอบการเจรจาที่มองว่า มีความ ‘ชัดเจน’ และเป็น ‘สากล’ มากขึ้น คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea) ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น “ธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” โดยจะเริ่มจากการบริหารจัดการเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่า จะช่วยให้การเจรจาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกัมพูชามองว่า การตัดสินใจของไทยที่ถอนตัวจากกลไกทวิภาคีอย่าง MOU 2544 และหันไปหากรอบพหุภาคีอย่าง UNCLOS ถือเป็นการทำให้กัมพูชาและไทยมีสถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกัน และ UNCLOS ยังเป็น ‘หลักประกัน’ ที่สำคัญต่อสิทธิและอธิปไตยทางทะเลของกัมพูชา
ขณะที่การยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายเดียวของไทยนั้น ก็กำลังทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมา ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียอย่างไรต่อประเทศไทย และหากที่สุดแล้ว กัมพูชาไม่ยอมรับการยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายเดียวของไทย จะเกิดอะไรขึ้น และยังมีแนวทางใดที่ทั้งสองประเทศจะสามารถเจรจาระงับข้อพิพาทกันได้อีกหรือไม่?
MOU44 คืออะไร?
MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่กำหนดกรอบและกลไกในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องการปักปันเขตแดน (Delimitation) ทางทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนหรือ OCA (Overlapping Claims Area)
กรมสนธิสัญญาและกฎหมายอธิบายว่า พื้นที่ OCA รวม 26,000 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 2 พื้นที่หลักๆ ได้แก่
- พื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ หรือที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนส่วนบน’ กำหนดให้เจรจาแบ่งเขตทางทะเล โดยมีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร
- พื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ หรือที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนส่วนล่าง’ กำหนดให้เจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area: JDA) โดยมีพื้นที่ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร
โดยเงื่อนไขสำคัญของ MOU 2544 คือต้องดำเนินการทั้งในเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลและการพัฒนาพื้นที่ร่วมไปพร้อมกัน ในลักษณะที่ไม่แบ่งแยกออกจากกัน (Indivisible Package) และให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) ระหว่างทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อดำเนินการพิจารณาและเจรจาร่วมกันในเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของการทำ MOU ที่กำหนดว่ามี 2 ผลประโยชน์ที่ไทยจะต้องรักษา
เงื่อนไขข้อที่ 5 ใน MOU 2544 ระบุชัดเจนว่า MOU 2544 และการดำเนินการทั้งหมดตาม MOU 2544 จะ “ไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของแต่ละฝ่าย”
ที่ผ่านมาไทยและกัมพูชาได้เจรจาและดำเนินการตาม MOU 2544 ตั้งแต่หลังการลงนามรับรอง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถตกลงหาข้อสรุปใดๆ ได้
UNCLOS คืออะไร?
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ได้รับการรับรองในปี 1982 และมีผลบังคับใช้ในปี 1994 โดยวางกรอบกฎหมายและความสงบเรียบร้อยในมหาสมุทรทั่วโลกอย่างครอบคลุม และกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับการจัดสรรสิทธิและเขตอำนาจศาลของรัฐต่างๆ ในน่านน้ำทางทะเล การใช้มหาสมุทรอย่างสันติ และการจัดการทรัพยากรทางทะเล
ปัจจุบันมี 171 ประเทศ และสหภาพยุโรป ที่ลงนามและให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ โดยไทยได้ลงนาม ในเดือนธันวาคมปี 1982 และให้สัตยาบันในเดือน พฤษภาคม 2011 ส่วนกัมพูชาเองลงนามในอนุสัญญาฯ นี้ตั้งแต่ปี 1983 และเพิ่งจะให้สัตยาบันไปเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2026 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้กัมพูชากลายเป็นรัฐภาคีลำดับที่ 172 ของ UNCLOS
เหตุผลที่ไทยตัดสินใจยกเลิก MOU44
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 เมษายน ให้ยกเลิก MOU 2544 ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล 3 ข้อ ได้แก่
- MOU 2544 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกัน ที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้
- การยกเลิก MOU 2544 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU 2544 หาก ฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา
- ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ไทย-กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU 44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU 44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกัน เป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเล ให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
“การมี MOU 44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU 2544 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ อีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD โดยเผยว่า กระแสชาตินิยมภายในประเทศเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจยกเลิก MOU ฉบับนี้ แต่ยืนยันว่า รัฐบาลได้มีการหารือกับที่ปรึกษากฎหมายในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการตัดสินใจแบบมีหลักการ บนเหตุผลที่ถูกต้อง
ขณะที่ล่าสุด สีหศักดิ์ ได้แจ้งเรื่องการยกเลิก MOU 2544 ต่อปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU Ministerial Meeting: AEMM) ครั้งที่ 25 ที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เมื่อวันที่ 27 เมษายน โดยระบุว่าไทยกำลังอยู่ในกระบวนการยกเลิก MOU 2544 และจะมีหนังสือแจ้งฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการหลังมีมติคณะรัฐมนตรียกเลิก MOU 2544
กัมพูชาเสียใจไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว
ด้านกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจอย่างยิ่งหากประเทศไทยตัดสินใจถอนตัวออกจาก MOU 2544 ฝ่ายเดียว
แถลงการณ์ของกัมพูชาระบุว่า MOU 2544 ไม่ใช่เพียงแค่ข้อตกลงทางเทคนิค แต่ยังสะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริงและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการแสวงหาแนวทางที่ยอมรับได้ร่วมกันสำหรับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนอย่างสุจริตใจ พร้อมทั้งส่งเสริมการกำหนดเขตแดนทางทะเลให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ยังระบุว่า การถอนตัวฝ่ายเดียวของไทยออกจาก MOU 2544 ถือเป็นการละทิ้งเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือที่เป็นพื้นฐานของการลงนามในเอกสารฉบับนี้ ในขณะที่ยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชา ยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามทั้งตัวบทและเจตนารมณ์ของ MOU 2544 อย่างแน่วแน่ รวมถึงความปรารถนาดีและความสุจริตใจที่นำไปสู่การลงนามในปี พ.ศ.2544
ผู้เชี่ยวชาญกัมพูชามอง UNCLOS หลักประกันผลประโยชน์ทางทะเล
ทั้งนี้ Phnompenh Post ได้เผยแพร่บทความสะท้อนมุมมองจากรัฐบาล นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของกัมพูชา เกี่ยวกับการที่ไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 และหันไปใช้อนุสัญญา UNCLOS
บทความระบุว่า “กัมพูชากำลังพิจารณาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับสิทธิทางทะเลของตน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของกลไกแบบทวิภาคีกับไทยที่ควบคุมข้อพิพาทน่านน้ำทับซ้อนกัน”
เนธ เพียกตรา (Neth Pheaktra) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา อธิบายในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อไม่นานนี้ ว่า UNCLOS เป็น “พื้นฐานทางกฎหมายที่ครอบคลุม สำหรับการจัดการกิจการทางทะเล ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การเดินเรือและการประมงไปจนถึงทรัพยากรใต้ทะเลและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
“UNCLOS เป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศหลักที่กำหนดกฎเกณฑ์ของกฎหมายทะเลอย่างละเอียดและครอบคลุม” เขากล่าวในแถลงการณ์ และชี้ว่า “การให้สัตยาบันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์อย่างมากต่อกัมพูชาในฐานะประเทศทางทะเล”
ด้าน ภู โสธิรักษ์ (Pou Sothirak) อดีตเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศญี่ปุ่น ผู้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และปัจจุบันยังคงเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาอาวุโสประจำศูนย์ศึกษาภูมิภาคกัมพูชา (CCRS) แสดงความเห็นว่า การที่กัมพูชายอมรับอนุสัญญา UNCLOS บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่กรอบพหุภาคีที่ยึดหลักกฎเกณฑ์ และชี้ว่า เหตุผลที่ไทยยกเลิก MOU 2544 เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางบกกับกัมพูชา
“ตามแผนที่วาดขึ้นฝ่ายเดียว ไทยอ้างว่าบางพื้นที่บนพรมแดนเป็นดินแดนของตน
เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางบกนี้ จึงลุกลามไปถึงทะเล เพราะพื้นที่ที่ครอบคลุมโดย MOU 2544 ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนระหว่างกัมพูชาและไทย” เขากล่าว
โสธิรักษ์ ยังมองว่า “สิ่งที่กัมพูชามีใน UNCLOS ไม่ใช่ข้อตกลงทวิภาคี แต่เป็นรัฐธรรมนูญทางทะเลที่ประชาคมระหว่างประเทศรับรองเพื่อแก้ไขข้อพิพาทในระดับโลก”
ขณะที่เขาชี้ว่า UNCLOS ทำให้กัมพูชาและไทยมีสถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกัน
“สิ่งใดก็ตามที่ไทยมีสิทธิได้รับการคุ้มครองโดย UNCLOS กัมพูชาก็มีสิทธิเช่นเดียวกัน ตอนนี้เรายืนอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ”
“หากไทยขุดเจาะน้ำมันฝ่ายเดียวในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล กัมพูชาสามารถคัดค้านและยื่นฟ้องทางกฎหมายได้ UNCLOS) มีบทบัญญัติที่ป้องกันการตัดสินใจฝ่ายเดียวเช่นนี้ มันปกป้องสิทธิอธิปไตยของเรา” เขากล่าว และเปรียบอนุสัญญานี้เหมือนกับ “กรมธรรม์ประกันภัย” สำหรับผลประโยชน์ทางทะเลของกัมพูชา
“กฎหมายจะตัดสินบนพื้นฐานของหลักฐานและการพิสูจน์ สิ่งนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าทรัพยากรและสิทธิของกัมพูชายังคงได้รับการคุ้มครองภายใต้มาตรฐานสากล”
Dany Channraksmeychhoukroth นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญกัมพูชา อธิบายว่า ภายใต้ UNCLOS กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่เหนือน่านน้ำภายในและน่านน้ำอาณาเขต ซึ่งขยายออกไป 12 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน นอกเหนือจากนั้นคือเขตต่อเนื่อง ซึ่งทางการกัมพูชาสามารถบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศุลกากร ภาษี การตรวจคนเข้าเมือง และสุขอนามัย
เธอชี้ว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEZ) ของกัมพูชา ซึ่งขยายออกไป 200 ไมล์ทะเล ให้สิทธิอธิปไตยแก่กัมพูชาในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการประมงและอุตสาหกรรมไฮโดรคาร์บอน
“เรามีสิทธิที่จะสำรวจ ใช้ประโยชน์ อนุรักษ์ และจัดการทรัพยากรทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในเขตนี้” ชูครอธกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ TVK ของรัฐ
นอกจากนี้ เธอกล่าวว่า กัมพูชายังมีสิทธิเหนือไหล่ทวีปของตน ซึ่งอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรใต้ทะเล เช่น แร่ธาตุ โดยไม่จำเป็นต้องมีการครอบครองทางกายภาพ
ไทยยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายเดียวได้หรือไม่?
ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อคำถามว่า “ไทยบอกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียวได้หรือไม่” เพราะ MOU 2544 ไม่ได้ให้สิทธิในการยกเลิกฝ่ายเดียวไว้
เขามองว่า ไทยอาจจะอ้างข้อ 56 ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ที่ วางหลักว่า ถ้าสนธิสัญญาไม่ได้บัญญัติสิทธิบอกเลิกฝ่ายเดียวไว้ รัฐภาคีจะบอกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องผูกพันเรื่อยไปจนกว่าภาคีทุกฝ่ายจะตกลงกันให้ยุติสัญญา เว้นแต่
(ก) พิสูจน์ได้ว่า ภาคีทุกฝ่ายมีเจตนายอมรับสิทธิในการยกเลิกฝ่ายเดียว หรือ
(ข) โดยธรรมชาติของสนธิสัญญาฉบับนั้น สามารถอนุมานว่ายกเลิกฝ่ายเดียวได้
ดร.ภัทรพงษ์ ตั้งข้อสังเกตุว่ารัฐฐาลไทยอาจอ้างข้อยกเว้นตามข้อ (ก) ซึ่งต้องหาหลักฐานมา เช่น สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ที่พยายามจะยกเลิก MOU2544 ในปี 2552 กัมพูชาเคยโต้แย้งหรือคัดค้านหรือไม่ หรือตอนยกร่างตกลงกันอย่างไร
ขณะที่ไทยก็อาจอ้างข้อยกเว้นตามข้อ (ข) ได้ เนื่องจากข้อยกเว้นนี้มีเหตุผลเบื้องหลังคือ สนธิสัญญาบางประเภท โดยสภาพ ไม่อาจจะให้ภาคีผูกพันไปโดยตลอด หรือเป็นความตกลงที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว (Modus Vivendi) ซึ่งมักจะนำมาใช้ในการจัดการปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนและเขตแดน
อย่างไรก็ตาม ดร.ภัทรพงษ์ มองว่า MOU 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา ยังไม่ใช่ความตกลงที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว แต่เป็นความตกลงที่กำหนดให้ทั้งสองมาเจรจากันเพื่อแบ่งเขตแดนและพัฒนาร่วมกัน ดังนั้น ถ้าหากไทยให้เหตุผลว่า โดยสภาพ MOU 2544 เป็นเรื่องชั่วคราว ไม่ใช่การแบ่งเขตแดนถาวรทั้งหมดที่ต้องผูกพันไปตลอด และทั้งสองฝ่ายก็พยายามเจรจาแล้วแต่ไม่บรรลุผล ไทยหรือกัมพูชาจึงมีสิทธิบอกเลิกฝ่ายเดียวได้ ซึ่งเขาเห็นว่าอาจจะเป็นเหตุผลที่ ‘พอรับฟังได้’
จะทำอย่างไร หากกัมพูชาไม่ยอมรับการยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว?
สำหรับในแง่กระบวนการยกเลิก MOU 2544 รัฐบาลไทยต้องแจ้งไปยังกัมพูชาเพื่อแสดงเจตนาว่าต้องการบอกเลิก MOU 2544 แต่ฝ่ายเดียว และกำหนดกรอบเวลาว่า การบอกเลิกจะเริ่มมีผลเมื่อไหร่ ซึ่งอนุสัญญา VCLT กำหนดว่า 12 เดือน แต่ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ น่าจะกำหนดแค่ให้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้น แม้ไทยจะแจ้งเจตนาว่าต้องการบอกเลิก MOU 2544 ไปยังกัมพูชา การบอกเลิกก็จะยังไม่มีผลทันที
โดยหากกัมพูชาไม่ตอบรับคำขอยกเลิก MOU 2544 ของฝ่ายไทยภายในกรอบเวลา 12 เดือน ก็จะถือเป็นการยอมรับการยกเลิก MOU 2544 ไปโดยปริยาย และจะต้องเข้าสู่กระบวนการของ UNCLOS ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นรัฐภาคี
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาไม่เห็นด้วย และโต้แย้งว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายเดียวได้ ก็จะนำไปสู่ข้อพิพาท และอาจเข้าสู่กลไกการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทในกรอบของ UNCLOS ซึ่งจะมีใน 2 รูปแบบคือ
1.การระงับข้อพิพาทแบบ ‘สมัครใจ’ โดยหากคู่พิพาทมีการเจรจาและสามารถยุติข้อพิพาทได้ ทำความตกลงใดๆ ออกมาได้ เช่นการตกลงพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area) ข้อพิพาทก็จะหยุดอยู่แค่นั้น
2.การระงับข้อพิพาทภาคบังคับ (Compulsory) คือหากคู่พิพาททั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหรือหาข้อยุติได้ คู่พิพาทฝ่ายนึงก็มีสิทธิ์ที่จะใช้กลไกนี้เพื่อระงับข้อพิพาท ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ยื่นเรื่องเข้าสู่ศาลโลก หรือศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS) ซึ่งเป็นศาลใหม่ที่ตั้งขึ้นมาภายใต้ UNCLOS หรือยื่นเรื่องไปยังอนุญาโตตุลาการ
โดยในกรณีนี้ รัฐบาลกัมพูชาอาจจะทำคำเสนอให้ไทยไปใช้กลไกเหล่านี้ เนื่องจากการเจรจาทวิภาคีไม่อาจเดินหน้าได้แล้ว แต่หากไทยไม่ตอบรับคำเสนอของกัมพูชา กัมพูชาก็มีสิทธิเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยตามภาคผนวก 5 ของ UNCLOS ได้ทันที ซึ่งจะต้องมีการตั้งบุคคลที่ 3 เข้ามาเป็นคณะกรรมการไกล่เกลี่ย ซึ่งจะมีทั้งสิ้น 5 คน มาจากคู่พิพาท 2 ฝ่าย เลือกมาฝ่ายละ 2 คน และเลือกประธานร่วมกัน ซึ่งหากตกลงไม่ได้ กฎหมาย UNCLOS ก็กำหนดไว้ว่า ให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเป็นผู้แต่งตั้ง
ขณะที่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำเพื่อระงับข้อพิพาทโดยไม่มีผลผูกพัน แต่เป็นการตีกรอบการเจรจา และเมื่อได้คำแนะนำจากผู้ไกล่เกลี่ยมาแล้ว การเจรจาต่อเนื่องของคู่พิพาทในภายหลัง ก็จะไม่หลุดไปจากกรอบนี้
อ้างอิง:


