วันนี้ (16 กันยายน) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย โดยกล่าวขอบคุณข้าราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่า รู้สึกเสียดายและใจหายที่ผู้บริหารบางคนต้องเกษียณอายุราชการ อาทิ อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 13 ท่าน
ประเด็นสำคัญ
อนุทินกล่าวว่า ขอให้ทุกคนภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประเทศชาติและประชาชน ทุ่มเทและเสียสละ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ และเชื่อว่าหลายท่านจะยังมีบทบาทอื่นต่อไป โดยในนามกระทรวงมหาดไทยอาจขอให้กลับมาช่วย ใช้องค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อราชการ
สำหรับกรณีตำแหน่งผู้ตรวจราชการ อนุทินระบุว่า ต้องเลิกความเชื่อว่าผู้ตรวจราชการเป็น ‘ที่เก็บกรุ’ เพราะเมื่อไปอยู่ตรงนั้นก็มีโอกาสได้สงบสติอารมณ์และใช้ความคิดว่าเหตุใดจึงมาอยู่ตรงนี้ แต่ต้องเร่งสร้างผลงาน ไม่ใช่เมื่อไปอยู่แล้ว จากคนที่เคยรู้จักกันกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกัน และไม่ใช่ว่าตนจะส่งไปอยู่เหนือหรือใต้แล้วจะไม่ได้กลับออกมา
อนุทินย้ำว่า ทุกคนมีโอกาส และตนทำให้เห็นแล้ว เพราะเป็นคนไม่พกพาความแค้น ไม่นำความโกรธไปที่ไหน อารมณ์ดีทุกวัน ส่วนการโยกย้ายหรือเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของข้าราชการ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ตนยืนยันว่าอธิบายได้ทุกคน และอยากให้ทุกคนมาถามด้วยซ้ำว่า เมื่อปลัดกระทรวงมหาดไทยนำเรื่องมาหารือ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
“ผมพร้อมตอบได้หมดจริงๆ แต่ท่านก็ต้องตอบผมให้ได้ด้วย และขอย้ำว่าทุกคนมีโอกาสหมด อย่าคิดว่าไปอยู่แล้วอยู่เลย มันต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ขึ้นอยู่กับผลการทำงาน ผมกดปุ่มรีเซ็ตตลอดเวลา ไม่มีความลับอะไรกับท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย การหารือการอะไรที่มีความเหมาะสม ผมเอาด้วยหมด สนับสนุน ขอให้ทุกท่านแสดงผลงาน อยู่ตรงไหนก็สามารถทำประโยชน์ได้”
“ยิ่งในบทบาทของผู้ตรวจราชการ ท่านมีเขตรับผิดชอบ ต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูจังหวัดเดียว และสามารถใช้อำนาจปลัดกระทรวงได้ด้วย ผมไม่รู้ว่าใครไปสร้างวัฒนธรรมว่าเป็นการเก็บเข้ากรุ ไปย้อนดูกระทรวงสาธารณสุข ทุกคนอยากเป็นผู้ตรวจ ไม่เช่นนั้นจะขึ้นตำแหน่งอธิบดีไม่ได้ ขึ้นปลัดไม่ได้ กระทรวงมหาดไทยก็มีปลัดหลายคนที่เป็นผู้ตรวจราชการมาแล้ว”
อนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า หากใครมีเรื่องคาใจ ตนพร้อมที่จะเปิดอกพูดคุยกัน เพราะถือเป็นเรื่องที่ดี
ขันน็อตผู้ว่าฯ ปราบต่างชาติเอาเปรียบคนไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเอารัดเอาเปรียบของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยว่า ขอชื่นชม พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการดำเนินคดี พร้อมให้กำลังใจทีมงานที่ไปปราบปรามคนเหล่านี้ โดยเห็นได้ว่าการดำเนินการได้รับการตอบรับในเชิงบวก
อนุทินกล่าวว่า หากชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้วทำมาหากินโดยสุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ และไม่ใช้กำลัง สติปัญญา เงินทุน หรือระบบต่างๆ มาเอาเปรียบคนไทย ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่หากมีพฤติกรรมก้าวร้าว ข่มขู่ ข่มเหง หรือแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ต้องดำเนินการเต็มที่ โดยเฉพาะจังหวัดเป้าหมาย เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่พบการดำเนินการลักษณะเดียวกัน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้กฎหมายอย่างเต็มที่
“การตั้งศาสนสถาน คิดว่าอยู่ดีๆ ไปตั้งเองไม่ได้ รูปแบบต่างๆ ต้องให้การเคารพต่อสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยด้วย ล่าสุดทราบมาว่ามีการขอสร้างสุสานส่วนตัวอีก มันเกินไปแล้ว เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว มาก็มาหากินสุจริต จะตายก็ไปตายที่บ้านโน้น ไม่ต้องมาตายที่นี่ แล้วก็อย่ามาเอารัดเอาเปรียบ และเรื่องศาสนสถานที่ขออนุญาตตั้งเป็นร้านอาหาร แต่มีศาสนสถานอยู่ก็ไม่ได้”
อนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติ แต่ต้องเป็นการเข้ามาที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย การเข้ามาท่องเที่ยวทำให้เกิดการใช้เงินและการลงทุนในประเทศไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเอาเปรียบหรือใช้เงินลงทุนทำเรื่องที่ผิดกฎหมายได้
“ผู้ว่าฯ และนายอำเภอ ต้องกำชับ จะไปไล่จับปูใส่กระด้งก็ไม่ได้ วันหนึ่งต้องเอากฎหมายครอบว่า ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องมีจุดที่บอกว่าหลังจากนี้ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องจัดระเบียบให้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเนรเทศ ซึ่งทำให้มีกลไกในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่ตั้งใจจะทำสิ่งที่ผิดกฎหมายรู้ว่ารัฐบาลเอาจริงและพร้อมที่จะเนรเทศ
‘ท่านไม่ต้องถามกลับมาว่า เนรเทศแล้วจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินออกไป ถามแบบนี้มันเหมือนกับถามไม่ค่อยคิดไปหน่อย ถามแบบอยากจะปัดงานให้ออกจากตัว ซึ่งไม่ได้ คำว่าเนรเทศ คือถ้าท่านดำเนินการแล้ว คนๆ นั้นต้องออกจากประเทศ เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ผมดำเนินการให้อยู่แล้ว แต่อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาอ้าง’
“เนรเทศแล้วยังลงนามไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะออกค่าตั๋วเครื่องบิน ไม่มี จังหวัดก็ออกไปก่อน แล้วจะมาเบิกคืนในรูปแบบไหนก็ว่ากันไป ถ้าผมเป็นท่าน ผมควักตังออกเลย คนเหล่านี้อยู่ในจังหวัดท่าน ก็ถือเป็นอัปมงคลอยู่ในบ้านเราอยู่แล้ว ท่านจะเก็บไว้ทำไม เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ ก็ดำเนินการทันที”
อนุทินกล่าวว่า หากนำบุคคลเหล่านี้มาดำเนินคดีในประเทศ ต่อให้ผิดและไม่เนรเทศออกไป ก็ต้องใช้ทรัพยากรของประเทศ ทั้งอาหาร น้ำ และห้องพัก จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ หากมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ มีทางเลือกเดียวคือเชิญออก
‘ไม่ต้องห่วง เขาจะอุทธรณ์ก็ไม่มีปัญหา รัฐมนตรีมหาดไทยลงนามเนรเทศเขา อุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรีก็เชิญ ท่านมีข้อได้เปรียบในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ขอให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คำสั่งกระทรวงก็ออกมาตามคำแนะนำของพวกท่าน เมื่อออกมาให้แล้วก็ใช้อย่างเต็มที่ ขอให้ มท.2 ติดตาม และดำเนินการร่วมกับผู้ว่าฯ และการสนับสนุนของกรมการปกครอง ให้ทุกอย่างดำเนินการด้วยความรวดเร็ว’
กำชับผู้ว่าฯ จัดระเบียบสังคม-คุมข่าว
อนุทินกล่าวอีกว่า เมื่อวานนี้ยังมีการพูดถึงประเด็นที่บางคนต้องรับโทษก่อน ซึ่งหากรับโทษก็เสียทรัพย์สิน และหากเนรเทศกลับไปตามยถากรรม กลับไปบ้านของเขา ตนเองเห็นว่าน่าจะดีกว่า จึงต้องหาช่องทางกฎหมายที่เน้นการให้บุคคลเหล่านี้ออกไปจากประเทศ เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
พร้อมฝากผู้ว่าฯ ให้เน้นเรื่องยาเสพติดเช่นเดิม โดยขอให้สกรีนร่วมกับนายอำเภอ เพราะได้จัดให้ผู้ว่าฯ เป็น ‘คู่จิ้น’ กับผู้การ ทำงานร่วมกัน อย่าให้เป็นเพียงข้อสั่งการ แต่ขอให้ปฏิบัติด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการปฏิบัติงานจัดระเบียบสังคมว่า ทำได้ดี โดยเป็นการทำงานของรัฐมนตรีช่วยทุกคนและอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมต้องการให้การทำงานเป็นไปในลักษณะบูรณาการร่วมกับหลายฝ่าย
‘รัฐบาลที่แล้วต้องทำเอง ต้องขออภัย มท.1 ไม่ได้คุมตำรวจ วันนี้คุมตำรวจด้วย น่าจะดียิ่งขึ้น แน่นอนต้องมีเรื่องชั้นความลับ หากพูดออกไปมาก ข่าวก็รั่ว’
อนุทินกล่าวว่า สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวรั่ว ทำให้การปฏิบัติการไม่เรียบร้อย จึงขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมการปกครองไปพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อวางกรอบการทำงานร่วมกัน ควบคุมเรื่องการข่าว และไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล
‘สัปดาห์ที่แล้วก็ข่าวรั่ว ก็ไม่เรียบร้อย อยากให้ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมการปกครอง ไปพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วางกรอบการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ชี้เป้าแล้ว ต้องควบคุมเรื่องการข่าวด้วย ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ อย่าให้มีเรื่องรั่ว’
อนุทินยังกล่าวถึงเทคนิคในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ว่า บางครั้งเมื่อไปออกหมาย เจ้าหน้าที่จะตะโกนลั่นสถานที่ ซึ่งเมื่อเจ้าของร้านรู้ตัวก็อาจปิดร้านทันที จึงขอให้ผู้ว่าฯ ทุกคนจับเทคนิคเหล่านี้ให้ได้
‘พอเขาตะโกนแบบนี้ ร้านนั้นก็ปิด เพราะฉะนั้นเราต้องจับไต๋เขาให้ได้ ตนอยู่กับท่านมา 3 ปี คนที่มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ไม่มีฟลุ๊ก ไม่มีคำว่าไม่มีฝีมือ อยู่ที่ท่านจะแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่หรือไม่ จะใส่เกียร์ว่าง หรือใส่เกียร์ 5 อยู่ที่การทำงานของท่าน’
‘ที่บอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้เรื่อง ทำงานไม่เป็น ไม่มีทางถึงผู้ว่าฯ ตนยังเชื่อมั่นในความสามารถของท่าน ขอให้ทำงานด้วยความมั่นใจ และทำผลงานออกมาอย่างเต็มที่’
ย้ำต่างชาติอยู่ไทยต้องเคารพกฎหมาย-วัฒนธรรม
อนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยยังยินดีต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามาโดยสุจริต ต้องเคารพกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของประเทศไทย เพื่อให้คนไทยสามารถอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติได้โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติหรือศาสนา
กรณีพบป้าย ‘ห้ามคนไทยเข้า’ หากผู้ว่าฯ พบที่ใด ต้องไปถอนด้วยตัวเอง เพราะคนไทยต้องสามารถเข้าได้ ยกเว้นบ้านเรือนส่วนบุคคล แต่แม้จะเป็นเจ้าของบ้าน หากติดป้ายไม่ต้อนรับคนไทย ก็ให้ถอนออกมา
‘คนเหล่านี้คือคนที่ไม่พึงประสงค์ ถ้ากล้าทำถึงขนาดนี้ เขาต้องมีพฤติกรรมที่ไม่บ้า ก็เมา แสดงว่าต้องมีสิ่งที่ท่านต้องไปสืบให้ได้ เขาทำผิดอะไร และใช้กฎหมายเชิญออกจากประเทศ’
นายกรัฐมนตรีขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดติดตามการกระทำผิดของคนต่างด้าวอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการใช้นอมินีและการถือครองที่ดิน
“ถามท่าน มท.2 ได้ เพราะไปรับการอบรมว่าเครือข่ายนอมินีเป็นอย่างไร โดยใช้กฎหมายนอมินีดำเนินการ เรื่องการประกอบทุจริต การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต การใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องการเนรเทศประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรม รัดกุม และเด็ดขาด”


