ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด และแรงกดดันด้านสวัสดิภาพแรงงานทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำอาหารทะเลระดับโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรับตัวทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการเดินทางบนเส้นทางของกลยุทธ์ SeaChange® ซึ่งดำเนินมาครบรอบ 10 ปีเต็มในปี 2569 นี้
กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอาหารทะเล แต่ยังถูกดัดแปลงเข้าเป็นแกนหลักในกรอบการดำเนินงานระดับองค์กรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Healthy Living, Healthy Oceans โดยผลลัพธ์ที่เด่นชัดที่สุดและกลายเป็นโมเดลความสำเร็จคือ โครงการลดขยะพลาสติกและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Plastic Reduction & Ecosystem Restoration)
ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH สรุปเจาะลึกเนื้อหาจากการเข้าร่วมกิจกรรม SeaChange® Day และสัมภาษณ์กับผู้บริหาร ดังนี้
เจาะลึก 4 บิ๊กโปรเจกต์ ‘ลดขยะพลาสติกในทะเล’ หมุดหมายสำคัญสู่ปี 2030
พรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกอาวุโส ฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าของหนึ่งในพันธกิจ (Commitment) จากทั้งหมด 11 ข้อ ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2573 (2030) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การลดขยะพลาสติกในท้องทะเล ปากแม่น้ำ และลำคลองให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานมาแล้ว 4 ปี และสามารถเก็บกู้ขยะไปได้แล้วกว่า 512 ตัน หรือคิดเป็น 34% ของเป้าหมายทั้งหมด
โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 โครงการหลัก คือ
-
1. Ocean Clean Up: พลังอาสาสมัครกู้โลก
โครงการที่ไทยยูเนี่ยนริเริ่มขึ้นเองเพื่อระดมพลังจากพนักงาน หน่วยงานท้องถิ่น และพันธมิตรในการจัดกิจกรรมเก็บขยะในวันสำคัญระดับโลก เช่น World Ocean Day และ International Coastal Cleanup Day ซึ่งจัดเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการมากกว่า 10 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและในโรงงานสาขาต่างประเทศ เพื่อรวมยอดขยะพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธี

-
2. Second Life: ชุบชีวิตขยะชายฝั่งสู่ ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ ครบวงจร
ความร่วมมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Second Life เพื่อลงพื้นที่เก็บกู้ขยะในพื้นที่ภาคใต้ของไทย (กระบี่ และ ตรัง) โดยสร้างแรงจูงใจ (Incentive) และสร้างรายได้ให้แก่คนว่างงานในชุมชนริมชายฝั่งและชุมชนบนเกาะ พร้อมทั้งให้ความรู้ในการคัดแยกขยะที่มีมูลค่า เช่น ขวดพลาสติก (PET) และขวดแก้ว
ขยะที่คัดแยกแล้วจะถูกส่งต่อให้กับ วงพาณิชย์กระบี่ ผู้นำด้านการรีไซเคิลเพื่อเข้าสู่กระบวนการบดและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกและเส้นใย นำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ O-Cycle รวมถึงการทำของที่ระลึกอย่างพวงกุญแจ ซึ่งเป็นการสร้าง Circular Economy ที่เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

-
3. Seven Clean Seas & โครงการ HIPPO: นวัตกรรมดักขยะพลังงานแสงอาทิตย์
ไทยยูเนี่ยนร่วมมือกับ Seven Clean Seas ในการติดตั้งเครื่องดักจับขยะอัจฉริยะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ชื่อว่า HIPPO บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสกัดกั้นขยะพลาสติกและผักตบชวาไม่ให้ไหลลงสู่ก้นทะเล ควบคู่ไปกับการจ้างงานคนในท้องถิ่นเพื่อคัดแยกขยะ โดยขยะพลาสติกบางส่วนจะถูกนำไปส่งต่อให้วัดจากแดง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นจีวรพระและวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ
แม้เป้าหมายตั้งไว้ที่ 100 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันพบว่าสถิติขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ สะท้อนว่าคนไทยมีจิตสำนึกที่ดีขึ้นและการจัดการขยะต้นทางของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศ
-
4. ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative): บูรณาการ AI และโดรน กู้ซาก ‘อวนผี’
โครงการนวัตกรรมขั้นสูงที่ทำร่วมกับผู้ก่อตั้งทีม ARRI ในการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจภาพและวิดีโอเหนือน่านน้ำ ก่อนส่งต่อให้ระบบ AI ประมวลผลเพื่อจำแนกและระบุพิกัดของ Ghost Gear หรือ อวนผี (อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งร้าง) ที่ติดอยู่ตามแนวโขดหินหรือแนวปะการังใต้น้ำได้อย่างแม่นยำในระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร


“หลังจากประสบความสำเร็จที่เกาะพะงัน ปีนี้ได้ขยายพื้นที่ไปยังเกาะสมุย โดยเพิ่มเป้าหมายการเก็บกู้จาก 3,000 กิโลกรัม เป็น 7,000 กิโลกรัม ซึ่งอวนผีที่เก็บกู้ได้จะถูกนำไปส่งต่อให้บริษัท E2C เพื่อล้าง บด และแปรรูปเป็น ‘ก้อนอิฐรีไซเคิล’ ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์ว่ามีความแข็งแรงและยึดเกาะได้ดีกว่าอิฐทั่วไปเนื่องจากมีส่วนผสมของเส้นใยอวน โดยปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างทางเท้าและผนังอาคาร” พรภัสรา กล่าว

ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนและสร้าง ‘บ้านป่าปะการัง 3D Printing’
นอกเหนือจากการลดขยะพลาสติก ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญกับ Ecosystem Restoration หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศทั้งบนบกและใต้น้ำ ผ่าน 2 โครงการเด่น:
- โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิต: ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บนพื้นที่ 100 ไร่ ในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยจัดทำเป็น “แปลงปลูกเสริม” ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ปลูกต้นกล้าไปแล้วกว่า 31,500 ต้น มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า 80% โดยมีแผนประเมินผลการกักเก็บคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการเมื่อครบกำหนด 3 ปี
- โครงการ Coral Reef Restoration: จับมือร่วมกับ SCG และมูลนิธิ Earth Agenda รวมถึงคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเทคโนโลยี 3D Printing มาใช้ในการขึ้นรูปปูนซีเมนต์เป็น ‘บ้านปะการัง’ วางถังใต้น้ำ ณ เกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต ไปแล้วกว่า 210 ชิ้น ซึ่งผลการสำรวจพบว่ามีตัวอ่อนปะการังและฝูงปลาเข้ามาอยู่อาศัยและเติบโตในระบบนิเวศจำลองนี้จริง

จะเห็นได้ชัดว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ CSR แต่คือ ‘ตั๋วผ่านทาง’ ในตลาดโลก
แม้ว่าโครงการด้านความยั่งยืนหลายโครงการจะไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขกำไรสุทธิ (ROI) ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ในมุมมองของคู่ค้าระดับสากล ความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
การที่ไทยยูเนี่ยนได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล เช่น การติดอันดับดัชนี DJSI หรือ S&P Global Sustainability Yearbook กลายเป็นเครื่องยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้ารายใหญ่ในยุโรปและอเมริกาเหนือที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน (ESG) สูงมาก หากองค์กรไม่มีแผนงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ก็จะไม่สามารถเข้าประตูไปเจรจาการค้าในตลาดโลกได้เลย
ถอดรหัสแผน De-carbonization มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3
อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร ของไทยยูเนี่ยน เปิดเผยถึงทิศทางและเป้าหมายหลังจากนี้ว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงครึ่งทางหลังของกลยุทธ์มุ่งสู่ปี 2030 คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (De-carbonization)

โดยไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ภายในปี 2030 ดังนี้
- Scope1 และ 2 (จากโรงงานทั่วโลก): ตั้งเป้าลดลง 42%
- Scope3 (ในห่วงโซ่อุปทาน/ซัพพลายเออร์): เป็นความท้าทายสูงสุดเนื่องจากคิดเป็น 85% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท
ในส่วนของScope 1 และ 2 ซึ่งเป็นโรงงานภายในเครือของไทยยูเนี่ยนทั่วโลก ปัจจุบันมีความคืบหน้าที่ดีมาก โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วถึง 29% จากเป้าหมาย 42% (เทียบกับปีฐาน 2564) ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
แต่สำหรับ Scope 3 ซึ่งกระจายอยู่ในห่วงโซ่อุปทานและคิดเป็น 85% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของบริษัท ไทยยูเนี่ยนจึงเลือกใช้วิธีสร้างความร่วมมือและผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปยังกลุ่มซัพพลายเออร์ เช่น โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Shrimp) ที่เพิ่งเปิดตัวในไทย โดยเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในการปรับปรุงระบบฟาร์ม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และใช้นวัตกรรมอาหารกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการเลี้ยงกุ้งลงได้ถึง 30%
สรุปภาพรวมความสำเร็จ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange®
ความสำเร็จตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาของไทยยูเนี่ยน เกิดจากการผสานนโยบายความยั่งยืนเข้ากับเม็ดเงินลงทุนและโครงสร้างทางการเงินของบริษัท โดยปัจจุบัน 75% ของเงินกู้ระยะยาวของบริษัท ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับดัชนีชี้วัดความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ไม่มีวันแยกออกจากกันได้อีกต่อไป เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างมั่นคงควบคู่กับท้องทะเลที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง


