×

อสังหาไทย 30 ปี เหมือนรถไฟเหาะ! ผันผวนหนัก คนไทยซื้อบ้านยากขึ้น เพราะราคาโตเร็วกว่ารายได้

04.10.2024

30 ปีที่ผ่านมา วงการอสังหาไทย ‘ผันผวน’ ดุจ ‘รถไฟเหาะ’ แถมเผชิญวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากยุครุ่งเรืองสู่ความท้าทายมหาศาลในสังคมสูงวัย ขณะที่ตัวเลขชี้ชัดว่าคนไทยซื้อบ้านยากขึ้น แม้ต่างชาติจะช่วยพยุงแต่อนาคตยังไร้ความแน่นอน!

 

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ฉายภาพในงาน ‘เสวนากรุงเทพจตุรทิศ Property เจอหนี้ 10 ปี อสังหาฯไทยกลับไปไม่เหมือนเดิม’ ซึ่งจัดขึ้นโดย prop2morrow ว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในไทย 30 ปี แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนจากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งมาตรการ LTV, การระบาดของโรคโควิด, ภาวะเศรษฐกิจ และภาระหนี้ครัวเรือน

 

ข้อมูลจาก REIC เผยให้เห็นว่า ก่อนวิกฤตฟองสบู่แตกปี 2540 เคยมีบ้านและคอนโดมิเนียม สร้างเสร็จและจดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร-ปริมณฑลสูงถึงปีละ 150,000-170,000 ยูนิต แต่หลังจากนั้น ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียง 30,000-40,000 ยูนิตในช่วง 5 ปีหลังวิกฤตดังกล่าว

 

แม้จะมีช่วงฟื้นตัว โดยในปี 2553 ตัวเลขกลับมาอยู่ที่ 106,969 ยูนิต แต่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ทำให้จำนวนยูนิต ‘ลดลง’ มาอยู่ที่ระดับ 80,000 ยูนิตต่อปี

 

ช่วง 10 ปีให้หลัง (2557-2566) มีบ้านสร้างเสร็จจดทะเบียนเฉลี่ย 134,000 ยูนิตต่อปี ก่อนจะปรับตัวลดลง มาต่ำกว่า 100,000 ยูนิตต่อปีในช่วงปี 2564-2566 โดยในปี 2566 มีบ้านสร้างเสร็จและจดทะเบียนอยู่ที่ 99,000 ยูนิต และคาดว่าปีนี้จะมีประมาณ 100,000 ยูนิตเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการชะลอตัวของตลาดอสังหาในช่วงที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ดร.วิชัย ยังเปิดเผยถึงยอดการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มสินค้าราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทไปจนถึงระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ ‘น่าเป็นห่วง’ สำหรับตลาดอสังหาในปัจจุบัน

 

ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี และเคยทำยอดสูงสุดในปี 2561 มูลค่า 700,000 ล้านบาท ก่อนจะปรับตัวลดลง -8.9% ในปี 2562 มาอยู่ที่กว่า 610,000 ล้านบาทในช่วงปี 2563-2564

 

ส่วนปี 2566 มีมูลค่ารวม 670,000 ล้านบาท แต่ปีนี้ประเมินว่าจะอยู่ที่ 650,000 ล้านบาท ลดลง -4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

 

สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ใน 27 จังหวัด ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยปีละ 100,000-130,000 ยูนิต โดยปี 2561 มีการเปิดตัวโครงการใหม่มากกว่า 170,000 ยูนิต

 

แต่ในช่วงโรคโควิดระบาด จำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงอย่างมาก โดยปี 2564 เหลือเพียง 76,000 กว่ายูนิต ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่วนปี 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 141,134 ยูนิต และคาดว่าสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 136,153 ยูนิต

 

ขณะที่มูลค่าโครงการที่เปิดตัวใหม่กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะสูงกว่า 744,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าราคาบ้านมีการปรับเพิ่มขึ้นและสวนทางกับกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง

 

ยอดขายบ้านใหม่ในปี 2557 อยู่ที่ 127,797 ยูนิต และค่อยๆ ปรับตัวลดลง ก่อนจะขึ้นไปสูงสุดที่ 158,168 ยูนิตในปี 2561 ส่วนปี 2566 มียอดขาย 121,829 ยูนิต และคาดว่าปีนี้จะขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 138,466 ยูนิต

 

อย่างไรก็ตาม ดร.วิชัย มองว่าแม้ตัวเลขการเปิดตัวโครงการใหม่และยอดขายจะปรับตัวดีขึ้น แต่ความสามารถในการซื้อของคนไทยกลับลดลง เนื่องจากราคาบ้านเติบโตเร็วกว่ารายได้ โดยราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยเทียบกับ GPP per Capita ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร-ปริมณฑล ช่วงปี 2557-2566 ราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยเติบโต 5.4% ขณะที่รายได้ต่อหัวเติบโตเพียง 1.4% ส่งผลให้คนไทยซื้อบ้านได้ยากขึ้น

 

จากข้อมูลของ REIC พบว่า หน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ลดลงถึง -13.8% ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ติดลบไป -13.4% ส่วนไตรมาส 2 หน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ‘ติดลบ’ ลดลงเหลือ -4.5% แม้ว่าภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหา เช่น ลดค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย-ค่าจดจำนอง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาความสามารถในการซื้อของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมผู้สูงอายุก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของตลาดอสังหาไทย โดยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด โดยสัดส่วนผู้สูงอายุจะมีมากกว่า 25% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่เด็กแรกเกิดน้อยลง คู่สมรสแต่งงานแล้วไม่มีลูก และคนโสดมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคต

 

แม้กำลังซื้อของชาวต่างชาติจะเป็นความหวังในการกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม โดยตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติในปี 2561 มีสัดส่วนอยู่ที่ 10% แต่ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 13.6%

 

แม้นี่จะเป็นความหวังใหม่ของตลาดอสังหาไทย แต่ก็ต้องระวังปัญหา ‘นอมินี’ ดังนั้นภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติอย่างยั่งยืน


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories