อัตราเงินเฟ้อไทยในเมษายน 2569 พลิกบวก 2.80% YoY สูงสุดในรอบ 38 เดือน จากผลของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 1.5% – 2.5% ยันไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้า Stagflation
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ ( 6 พฤษภาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนเมษายน 2569 สูงขึ้น 2.89% YoY สูงที่สุดในรอบ 38 เดือน จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.83% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนมีนาคม 2569 ที่สูงขึ้น 0.57% YoY
สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 4 เดือน (มกราคม – เมษายน) ของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 0.32% AoA
คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569
สนค.แบ่งคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 ไว้ 2 กรณี แบ่งตามสมมติฐานตามการปรับตัวของราคาพลังงาน ซึ่งได้รวมผลของมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการ คนละครึ่ง พลัสไว้แล้วทั้ง 2 กรณี
โดยกรณีที่ 1 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นาน 2 เดือน ในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น ทำให้การส่งผ่านต้นทุนมายังราคาอาหารจานเดียวอยู่ที่ 3% และมีแนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5%
ส่วนกรณีที่ 2 คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นาน 3 เดือน ในเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น ทำให้การส่งผ่านต้นทุนมายังราคาอาหารจานเดียวอยู่ที่ 6% และมีแนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปีที่ 2.5% – 3.5%
เปิดประมาณการเงินเฟ้อรายเดือนปี 2569
ทั้งนี้ สนค. อิงกรณีที่ 1 เป็นกรณีฐาน โดยคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อรายเดือนไว้ ดังนี้
- มกราคม -0.66% (ตัวเลขจริง)
- กุมภาพันธ์ -0.88 (ตัวเลขจริง)
- มีนาคม -0.08 (ตัวเลขจริง)
- เมษายน 2.89% (ตัวเลขจริง)
- พฤษภาคม 3.06%
- มิถุนายน 3.27%
- กรกฎาคม 3.49%
- สิงหาคม 3.58%
- กันยายน 3.78%
- ตุลาคม 4.05%
- พฤศจิกายน 3.85%
- ธันวาคม 3.60%
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดย สนค.คาดว่าจะอยู่ที่ 3.06% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินที่ 1% – 3% นันทพงษ์กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น กับต้นทุนการขนส่งที่ไม่สามารถยับยั้งไว้ได้ จนถูกส่งผ่านไปยังราคาวัตถุดิบ
ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมที่พุ่งสูงถึง 4.05% นันทพงษ์ระบุว่า เป็นผลของฐานเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ แม้แนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงปลายปีจะเติบโตใกล้เคียงกันก็ตาม
เดือนเมษายน คนไทยค่าโดยสารพุ่ง 8.82%
จากรายการสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนเมษายน พบว่า อาหารพร้อมทานมีราคาสูงขึ้น 2.51% น้ำมันเชื้อเพลิง มีราคาสูงขึ้น 30.23% และค่าโดยสารสาธารณะ มีราคาสูงขึ้น 8.82% หากแบ่งประเภทค่าโดยสารสาธารณะ จะได้ดังนี้
- ค่าโดยสารรถเมล์เล็ก 1 / รถสองแถว เพิ่มขึ้น 9.24%
- ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพิ่มขึ้น 4.94%
- ค่าโดยสารเรือ เพิ่มขึ้น 11.14%
- ค่าโดยสารรถตู้ ระหว่างอำเภอ เพิ่มขึ้น 3.26%
- ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศชั้น 1 เพิ่มขึ้น 6.68%
- ค่าโดยสารรถตู้ระหว่างจังหวัด เพิ่มขึ้น 10.12%
- ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) เพิ่มขึ้น 24.09%
ส่วนรายการที่ได้รับผลกระทบไม่มากได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ราคาสูงขึ้น 1.35% เครื่องประกอบอาหาร ราคาลดลง 4.66% สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคาสูงขึ้น 0.04% ค่าของใช้ส่วนบุคคล ราคาลดลง 2.33%
สำหรับสินค้าในกลุ่มอาหารจานเดียว ซึ่งประกอบด้วย อาหารจานเดียว 7 รายการ ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดกะเพรา พบว่า อาหารจานเดียวในกลุ่มราคาระดับต่ำ (31-40 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 20.64% ระดับกลาง (41-50 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 13.36% และระดับสูง (51-60 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 16.16%
ทั้งนี้ นันทพงษ์ชี้ว่า ราคาอาหารยังไม่นับรวม อาหารฟาสต์ฟูด และอาหารที่บริการผ่านรถรับส่งเดลิเวอรี เนื่องจากยังไม่มีการขึ้นราคา และมีการออกโปรโมชันดูแลผู้บริโภค
ไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้า Stagflation
สำหรับความกังวลเรื่อง เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) นันทพงษ์ ชี้ว่า ไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation โดยพาสำรวจ 3 องค์ประกอบของ Stagflation เทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ซึ่งประกอบด้วย
- เศรษฐกิจหยุดชะงัก (Stagnation) ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำหรือหยุดชะงักยาวนาน
- ภาวะเงินเฟ้อสูง (Inflation) โดยมีราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ภาวะว่างงานสูง หรือการจ้างงานลดลง
เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 นันทพงษ์ชี้ว่า การส่งออกยังคงเติบโต 17.8% เช่นกันกับการบริโภคภาคเอกชนที่ยังเติบโต 4.7% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 12.4% ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนอัตราว่างงานในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 0.96% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยระยะต่อไปยังคงมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวชะลอลง ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มต่ำลง จากการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
“ดังนั้น เมื่อถามว่ามีสิทธิเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือไม่ ก็มีความเสี่ยง แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่เป็นอย่างนั้น” นันทพงษ์กล่าว
เชื่อคนละครึ่งช่วยหนุนกำลังซื้อคนไทย
เมื่อถูกถามถึง ภาวะกำลังซื้อคนไทยในปัจจุบัน สนค. ชี้ว่า การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปียังคงเป็นบวก แต่ต้องจับตาดูผลกระทบต่อไปว่าจะมีการชะลอตัวลงมากน้อยเพียงใดหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม สนค.คาดว่า มาตรการคนละครึ่งระยะ 4 เดือน ที่รัฐบาลเตรียมไว้ จะช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชนได้
นันทพงษ์กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ร้านค้าหรือผู้ประกอบการไม่อาจส่งผ่านต้นทุนราคาได้ง่าย จนอาจส่งผลให้กิจการมีกำไรน้อยลง ด้วยเหตุนี้ มาตรการภาครัฐจึงมีความสำคัญในการช่วยกระตุ้นการบริโภคของภาคเอกชนได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ
“ตอนนี้ ผู้บริโภค หรือประชาชนทั่วไปมักคิดเยอะเวลาใช้จ่าย สะท้อนได้ตามข่าวต่างๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ หรือร้านอาหาร ตอนนี้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่กลับปรับราคาขึ้นได้ยาก ก็เป็นส่วนที่ทำให้กำไรน้อยลง มาตรการภาครัฐจึงมีความสำคัญที่จะช่วยกระตุ้น โดยเฉพาะจังหวัดต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว” นันทพงษ์กล่าว

