×

หนี้ก้อนเล็กท่วมระบบ บัญชีหนี้พุ่งแตะ 98.7 ล้าน คนไทย 1 คนมีหนี้เฉลี่ย 4 บัญชี

29.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทย บัญชีหนี้พุ่ง 98.7 ล้าน และคนไทย 1 คนมีหนี้เฉลี่ย 4 บัญชี

ภาพหนี้ครัวเรือนไทยกำลังเปลี่ยนหน้าตา จำนวนบัญชีหนี้พุ่งทะลุ 98.7 ล้านบัญชี เฉลี่ยคนไทย 1 คนมีหนี้ราว 4 บัญชี แต่มูลค่าหนี้กลับทรงตัวมา 2 ปี สะท้อนว่าหนี้ที่ก่อในระยะหลังเป็น ‘ก้อนเล็ก’ ที่ก่อง่ายขึ้นและถี่ขึ้น จนสินเชื่อส่วนบุคคลแซงหน้าหนี้รถยนต์ไปแล้วเป็นครั้งแรก พร้อมกับโจทย์ใหญ่อีกข้อที่ซ่อนอยู่ คือคนไทยวัยทำงานกว่า 40% ยังไม่มีตัวตนในระบบข้อมูลเครดิตเลย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดอินไซต์ภายใต้แนวคิด ‘เครดิตดี ชีวิตดี’ ฉายภาพหนี้ครัวเรือนล่าสุด และชวนคนไทยเปลี่ยนมุมมองต่อเครดิตจากเรื่องของการกู้เงิน มาเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ทุกคนสร้างได้ด้วยตัวเอง

 

ภูเขาหนี้เปลี่ยนหน้าตา บัญชีพุ่ง แต่มูลค่าทรงตัว

 

ฐานข้อมูลของ NCB ครอบคลุมหนี้ครัวเรือนของประเทศราว 86% โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 หนี้ครัวเรือนในระบบอยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท กระจายอยู่ใน 98.7 ล้านบัญชี หากคำนวณอย่างง่ายจากจำนวนคนที่อยู่ในระบบ เท่ากับว่าคน 1 คนมีหนี้ราว 4 บัญชี สะท้อนมวลหนี้มหาศาลที่อยู่ในระบบ

 

จุดที่น่าสนใจคือ จำนวนบัญชีพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา จาก 85.88 ล้านบัญชีในไตรมาส 1/2568 ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า การพุ่งขึ้นต่อเนื่องนี้มาจากสมาชิกรายสำคัญรายหนึ่งในระบบนิเวศของ Shopee ที่เริ่มนำส่งข้อมูลเข้าระบบตั้งแต่ราวไตรมาส 2 ปีก่อน และพาบัญชีจำนวนมหาศาลเข้ามา

 

แต่เมื่อมองที่มูลค่าหนี้คงค้างกลับเห็นภาพต่างออกไป เพราะแม้บัญชีจะพุ่ง แต่มูลค่าหนี้กลับทรงตัวมาราว 2 ปี และไตรมาส 1 ปีนี้ยังหักหัวลงเล็กน้อยด้วยซ้ำ สะท้อนว่าหนี้ที่ก่อในระยะหลังเป็นหนี้ก้อนเล็กลงเรื่อยๆ บัญชีเพิ่มเร็ว แต่มูลค่าต่อบัญชีไม่ได้สูง

 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการก่อหนี้ของคนไทยก็เปลี่ยนไป คือก่อหนี้เร็วขึ้นและเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลากหลายขึ้น ในมุมหนึ่งเป็นโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน แต่อีกมุมก็ต้องระวังว่านำโอกาสนั้นไปทำอะไร

 

สินเชื่อส่วนบุคคลแซงหนี้รถยนต์ครั้งแรก

 

เมื่อเจาะไส้ในของหนี้ครัวเรือน ด้านมูลค่ายังเป็นหนี้บ้านที่ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุด เพราะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ราคาแพง แต่ด้านจำนวนบัญชี สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีบัญชีมากที่สุด ตามมาด้วยบัตรเครดิตและนาโนไฟแนนซ์ และที่น่าจับตาคือ ปัจจุบันมูลค่าหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลได้แซงหน้าหนี้รถยนต์ไปแล้ว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงราว 2 ปีมานี้

 

ดร.ลัษมณ มองว่าไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงในระบบเพิ่มขึ้น แต่สะท้อน 2 เรื่องพร้อมกัน คือ ด้านหนึ่งสินเชื่อรถยนต์ปล่อยยากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหญ่ และพฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อรถ EV ที่เริ่มเปลี่ยนไปจนคล้ายเป็น ‘เช่าใช้’ มากกว่าเช่าซื้อแบบเดิม ทำให้หนี้ก้อนใหญ่ทยอยหายไปจากระบบ

 

อีกด้านหนึ่งคือสินเชื่อส่วนบุคคลที่สูงขึ้น ทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่คุ้นชินกับการผ่อน 0% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือหนี้ส่วนบุคคลเป็นหนี้เพื่อการบริโภค ไม่ได้นำไปต่อยอดสร้างรายได้เหมือนหนี้เพื่อธุรกิจหรือหนี้รถกระบะที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน

 

คุณภาพหนี้ดูดีขึ้น แต่ต้องเฝ้าระวังการไหลกลับ

 

ในด้านคุณภาพหนี้ NCB เห็นสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 90 วันในไตรมาส 1 ปีนี้ลดลงจากปลายปีก่อน มาอยู่ที่ราว 9.3% แต่ในเวลาเดียวกันกลับเห็นสัดส่วนการปรับโครงสร้างหนี้สูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% ต้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพราะหนี้ที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างอาจไหลกลับไปเป็นหนี้เสียได้

 

เมื่อแยกตามประเภทผลิตภัณฑ์ กลุ่มที่ค้างชำระเกิน 90 วันสูงเป็นพิเศษ ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ที่ขยับขึ้นไปในช่วง 10% ปลาย ๆ ถึงเกือบ 20% และนาโนไฟแนนซ์ที่ค้างชำระค่อนข้างสูง ขณะที่กลุ่มที่น่าจับตาแบบเหนือความคาดหมายคือสินเชื่อเช่าซื้อสินค้า (High Purchase) อย่างโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทีวี ที่ค้างชำระพุ่งไปเกือบ 20% ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เริ่มเห็นมาตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีก่อน ส่วนสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยที่ราว 9-10%

 

โจทย์ที่ซ่อนอยู่ คนไทย 40% ไร้ตัวตนในระบบเครดิต

 

นอกจากเรื่องระดับหนี้ ดร.ลัษมณ ชี้ว่ามีโจทย์ใหญ่อีกข้อที่น่ากังวลกว่า คือการที่คนจำนวนมากยังไม่มีตัวตนทางการเงินอยู่ในระบบเลย โดยจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานอายุ 20-60 ปี ราว 39.18 ล้านคน แต่มีข้อมูลเครดิตอยู่ในระบบเพียง 23.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 60% เท่านั้น เท่ากับว่ายังมีคนวัยทำงานอีกกว่า 40% ที่ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบ

 

“สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงระดับหนี้ของคนไทย แต่คือการที่คนจำนวนมากยังไม่มีตัวตนทางการเงินในระบบข้อมูลเครดิต ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือทางการเงิน และอาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบเมื่อมีความจำเป็น” ดร.ลัษมณ กล่าว

 

ประเด็นนี้สะท้อนผ่านเสียงบ่นที่ได้ยินบ่อยครั้ง ทั้ง “เป็นหนี้มาก็จ่ายตรงตลอด ทำไมเครดิตไม่ดี” หรือ “ซื้อเงินสดตลอด แต่ทำไมกู้ยากจัง” เพราะในโลกการเงิน ต่อให้มีวินัยดีแค่ไหน หากไม่มีบันทึกให้ใครเห็น ก็แทบไร้ประโยชน์ในการต่อยอด

 

เหตุผลที่คนจำนวนมากยังตกอยู่นอกระบบมาจากหลายปัจจัย ทั้งระบบสมาชิกของ NCB ที่เป็นแบบสมัครใจ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต ทำให้บังคับใครไม่ได้ ขณะที่สถาบันบางประเภท เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ แม้อยากเข้าร่วม แต่ยังไม่พร้อมด้านการจัดเตรียมและส่งข้อมูล เพราะกฎหมายกำหนดบทลงโทษทางอาญาไว้สำหรับการส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ปลอดภัย จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญ นอกจากนี้ยังมีหนี้นอกระบบอีกก้อนหนึ่งที่ไม่ปรากฏในฐานข้อมูลใดๆ ซึ่งงานศึกษาประเมินไว้กว้างถึงราว 12-40% ของหนี้ทั้งหมด

 

คะแนนเครดิต ‘เลขมงคล 753’ ที่คนไทยควรรู้จักไม่ต่างจากรายได้

 

นริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่ม Data และ Analytics ทีทีบี ชวนคนไทยจำเลข 3 ตัว คือ 753 ที่เขานิยามว่าเป็น ‘เลขมงคลทางการเงิน’ ตัวจริง

 

 

 

“คนไทยจำนวนมากรู้เงินเดือน รู้ยอดเงินออม และรู้มูลค่าพอร์ตลงทุนของตัวเอง แต่กลับไม่รู้คะแนนเครดิตของตัวเอง ทั้งที่ตัวเลขนี้ส่งผลต่อโอกาสทางการเงินมากกว่าที่หลายคนคิด” นายนริศ กล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า คนไทยเช็กเลขมงคลทะเบียนรถ เลขท้ายบัตรประชาชน หรือดูแลสุขภาพถึงขั้นวัดค่าต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทวอทช์ แต่กลับไม่เคยเช็กคะแนนเครดิตของตัวเอง ทั้งที่เป็นตัวเลขที่เปลี่ยนชีวิตทางการเงินได้จริง

 

คะแนนเครดิตคือการประมวลผลทางสถิติจากรายงานข้อมูลเครดิต โดย NCB ใช้บริษัทระดับสากลอย่าง TransUnion ในการคำนวณ ออกมาเป็นเลข 3 หลักและตัดเกรดตามมาตรฐานสากล คะแนนเต็มอยู่ที่ 900 โดยระดับ AA (753-900 คะแนน) ถือเป็นกลุ่มคะแนนดี ดร.ลัษมณ ระบุว่าคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ BB และ CC ซึ่งถือว่ามีเครดิตดีเป็นโซนใหญ่อยู่แล้ว

 

ปัจจัยที่ใช้คำนวณคะแนนเครดิตมี 5 เรื่องหลักไม่ว่าจะเป็นประเทศใด ได้แก่ ระยะเวลาและความต่อเนื่องของประวัติสินเชื่อ, ประวัติการสืบค้น (การที่สถาบันการเงินตรวจข้อมูลเราเมื่อเราไปขอสินเชื่อ ยิ่งขอถี่ยิ่งเป็นสัญญาณลบ ทั้งนี้การที่เราตรวจข้อมูลตัวเองไม่ถูกนับ), ประวัติการค้างชำระ, ภาระหนี้เทียบกับวงเงิน และความหลากหลายของสินเชื่อ โดยการมีวงเงินแล้วใช้ไม่เต็ม ชำระตรงเวลา จะเป็นผลดีต่อคะแนน

 

ข้อมูลจาก ttb analytics ชี้ว่าเครดิตที่ดีสร้างแต้มต่อได้ชัดเจน โดยสินเชื่อส่วนบุคคลในระบบมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 17-25% ต่อปี ขณะที่หนี้นอกระบบมีต้นทุนสูงได้ถึง 120% ต่อปี หรือสูงกว่าเกือบ 6 เท่า

 

ไม่เพียงดอกเบี้ย ผู้ที่มีประวัติเครดิตดียังเข้าถึงสินเชื่อก้อนใหญ่ได้มากกว่า เช่น สินเชื่อรถยนต์เฉลี่ย 600,000 บาท และสินเชื่อบ้านเฉลี่ย 1,620,000 บาท ขณะที่หนี้นอกระบบมีวงเงินเฉลี่ยเพียงราว 20,000 บาทต่อราย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยและการอนุมัติยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติผู้สมัครและหลักเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร

 

‘ผ่อนดี ได้ดี’ เปลี่ยนเครดิตดีให้เป็นดอกเบี้ยที่ถูกลงจริง

 

ด้วยแนวคิดนี้ ทีทีบีจึงนำหลักการคิดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิต (Risk-based Pricing) มาใช้ผ่านสินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก ภายใต้โครงการสินเชื่อคนผ่อนดี โดยปัจจุบันอนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 23,000 ราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 4,100 ล้านบาท ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 650 ล้านบาท

 

 

 

ผลที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้ากว่า 80% สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจากเดิมเฉลี่ย 5% ต่อปี โดยลูกค้าที่มีคะแนนเครดิตระดับ AA (เกิน 753) ส่วนใหญ่ได้ดอกเบี้ยลดลงราว 5% เช่น จากระดับ 20% เหลือราว 15% หรือทุกวงเงินกู้ 100,000 บาท ประหยัดดอกเบี้ยได้ราว 20,000 บาท ทั้งนี้ ทีทีบี แคชทูโก มีอัตราดอกเบี้ย 13.99-25% ต่อปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด (ตัวอย่างการคำนวณเป็นเพียงการประมาณการภายใต้สมมติฐานที่กำหนด ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างตามวงเงิน ระยะเวลา อัตราดอกเบี้ย และพฤติกรรมการชำระหนี้)

 

นริศย้ำว่าแนวทางนี้ไม่ใช่ข้อตกลงเฉพาะระหว่างทีทีบีกับ NCB แต่คะแนนเครดิตเป็นข้อมูลมาตรฐานที่ลูกค้าเป็นเจ้าของและตรวจสอบได้เอง ทุกสถาบันการเงินสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งเริ่มเห็นผู้เล่นรายอื่นในระบบหันมาใช้แนวทางเดียวกันแล้ว

 

เริ่มต้นด้วย ‘ของจำเป็น’ หรือ ‘ของฟุ่มเฟือย’ ปลายทางต่างกันเท่าตัว

 

จุดเริ่มต้นของการก่อหนี้สำคัญต่อปลายทางของชีวิตทางการเงินอย่างมาก โดยข้อมูลพบว่า คนที่เริ่มสร้างเครดิตด้วยการกู้ในสิ่งจำเป็น เช่น โน้ตบุ๊กเพื่อการเรียนหรือทำงาน แล้วต่อยอดสู่บัตรเครดิตที่ใช้อย่างมีวินัย ไปจนถึงสินเชื่อรถและบ้าน จะมีเส้นทางการเงินที่มั่นคงกว่าคนที่เริ่มจากของฟุ่มเฟือย เช่น สมาร์ตโฟนราคาสูงหรือทีวี ที่อาจนำไปสู่วงจรหนี้ดอกเบี้ยสูง

 

โดยผู้ที่เริ่มต้นจากสินค้าฟุ่มเฟือยที่ราคาเกิน 10,000 บาท เช่น ทีวีหรือสมาร์ตโฟน มีอัตราการเป็นหนี้เสียมากกว่ากลุ่มที่เริ่มจากของจำเป็นอย่างโน้ตบุ๊กถึง 2 เท่า ขณะที่การก่อหนี้ถี่เกินไปก็เพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน โดยหากขอสินเชื่อเกิน 3 ผลิตภัณฑ์ภายในปีเดียว โอกาสเป็นหนี้เสียจะสูงถึงราว 30% เทียบกับ 13% สำหรับ 1 ผลิตภัณฑ์, 14% สำหรับ 2 ผลิตภัณฑ์ และ 18% สำหรับ 3 ผลิตภัณฑ์

 

นริศยังให้เทคนิครักษาคะแนนเครดิตที่ดี 3 ข้อ คือ 1) จ่ายตรงเวลา เพราะมีผลต่อสถานะหนี้เสียต่างกันเกือบ 4-5 เท่า 2) อย่าใช้วงเงินจนเต็ม ควรรักษาระดับไม่เกิน 70-80% ต่อเนื่องหลายเดือน และ 3) หากเป็นบัตรกดเงินสด ควรเว้นระยะการกดเงินบ้าง ที่สำคัญคือ หากเริ่มค้างชำระ ต้องรีบจัดการ เพราะหากค้างเกิน 90 วัน มีเพียงราว 10% เท่านั้นที่จะกลับมามีประวัติดีได้ ขณะที่หากค้างเพียง 30-60 วัน โอกาสกลับมาแก้ไขได้สูงถึง 66%

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories