กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเมษายน 2569 พบว่า IMF ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ลงเล็กน้อยเหลือ 1.5% จาก 1.6% ที่ประมาณการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยอัตราการเติบโตที่ 1.5% นี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างมากจากปีก่อนหน้าปี 2568 ที่ขยายตัวได้ราว 2.4%
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2570 IMF คาดการณ์ว่า จะขยายตัวได้ 2.1% ปรับลดลงเล็กน้อยเช่นกันจาก 2.2% ที่ประมาณการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ประมาณการณ์ดังกล่าวคือ Reference Forecast ของ IMF หมายถึง คาดการณ์อ้างอิง ที่มีสมมติฐานว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบนี้เกิดขึ้นในระยะสั้นและขอบเขตค่อนข้างจำกัด โดยคาดว่า จะสามารถหาข้อยุติได้ภายในช่วงครึ่งหลังของปี
โดยภายใต้ Reference Forecast ของ IMF ยังประเมินว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นในระดับปานกลางที่ 19% ในปี 2026 โดยราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และคาดว่า ราคาพลังงานจะเริ่มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติในช่วงครึ่งหลังของปีและต่อเนื่องไปจนถึงปีถัดไป
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อก็จะยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline inflation) จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 4.4% ในปีนี้ และจะค่อยๆ ลดลงในปีหน้า ก่อนที่จะกลับเข้าสู่เส้นทางที่เงินเฟ้อชะลอตัว (Disinflation path) ในปี 2027
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ Reference Scenario จะเป็นกรณีที่ความขัดแย้งคลี่คลายอย่างรวดเร็ว แต่เศรษฐกิจโลกก็ยังคงหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่ได้ โดยคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Global growth) จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.1% ในปีนี้
ทั้งนี้ IMF ได้จัดทำ Reference Scenario ขึ้นมาเพื่อเป็นภาพหลัก ควบคู่ไปกับการประเมินฉากทัศน์อื่นๆ ที่เลวร้ายกว่า ได้แก่ Adverse Scenario และ Severe Scenario เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบหากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นหรือความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ในสถานการณ์หลัก
คาดการณ์ดังกล่าวของ IMF ใกล้เคียงกับประมาณการเศรษฐกิจไทยล่าสุดของ ธนาคารโลก (World Bank) เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ที่คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยจะลดลงจาก 2.4% ในปี 2568 เหลือเพียง 1.3% ในปี 2569 (ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่เคยให้ไว้ที่ 2.0%) ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.3% ในปี 2570
โดยการชะลอตัวในปี 2569 นี้ ธนาคารโลกมองว่า เป็นผลมาจากปัจจัยช็อกภายนอกที่เข้ามาซ้ำเติมข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้า นอกจากนี้ ‘ไทย’ ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตราคาพลังงานหนักสุด เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง ไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูงมาก และไทยยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง เป็นต้น
นักเศรษฐศาสตร์แบงก์ไทยมองเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรจากสงคราม
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% ในกรณีฐาน (Base case) ซึ่งลดลงจากเดิมประมาณการเดิมที่ 1.8% ที่เคยประเมินไว้ในช่วงก่อนสงคราม โดยสาเหตุที่ทำให้ SCB EIC ตัดสินใจหั่นคาดการณ์ GDP ลง ได้แก่ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ SCB EICอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว นอกจากนี้ภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง อาจทำให้ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น
ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ยังมองสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า จะกระทบ GDP ไทย 0.2-0.7% โดยอธิบายต่อว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 3% ในขณะที่ GDP ทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต
ด้าน KKP Research แม้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
KKP Research ยังชี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวดังกล่าวสร้างความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ (1) ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง (2) ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน และ (3) ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า


