คลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 1.6% เมื่อเดือนเมษายน โดยมี 5 ปัจจัยสนับสนุน หลัก ได้แก่ การส่งออกที่ขยายตัวดี การลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวสูงจากมาตรการส่งเสริมการลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่ได้แรงหนุนจากนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้เม็ดเงินจากพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน แต่ยังต้องจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการภาษีสหรัฐฯ และภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’
วันนี้ (24 กรกฎาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ที่ 2.5% เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ 1.6% จากการส่งออกที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวสูง และการบริโภคภาคเอกชนที่ได้แรงหนุนจากนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้เม็ดเงินจากพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน
ประมาณการดังกล่าวของ สศค. สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประมาณการจากสำนักอื่นๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งประมาณการไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ 2.3% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570
ขณะที่ ธนาคารโลก (World Bank) ประมาณการไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ 1.6% ในปี 2569 และ 2.3% ในปี 2570
ส่วนรายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนกรกฎาคม 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประมาณการ GDP ไทยไว้ที่ 1.9% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570
เปิด 5 ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569
วินิจคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแรงหนุนจากอุปสงค์นอกประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ดังนี้
- เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ดันส่งออกโตแรง
สศค. คาดว่า มูลค่าการส่งออกจะขยายตัว 12.5% สูงกว่าประมาณการครั้งก่อนที่ 6.2% เนื่องจากวัฏจักรเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้อุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลักดีขึ้นด้วย
ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่า จะขยายตัวที่ 19.0% สอดคล้องตามทิศทางการเร่งการลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ตลอดจนผลจากราคาพลังงานนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2
ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลเล็กน้อยที่ -0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็น -0.1% ของ GDP โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากมีการขาดดุลในหมวดพลังงานที่สูง
- อุปสงค์ในประเทศฟื้นจาก เงินกู้ 4 แสนล้าน
สศค. คาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงขยายตัวได้ที่ 2.7% เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของภาครัฐ ภายใต้เม็ดเงินจากพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน
- ลงทุนเอกชนขยายตัวดี จากมาตรการส่งเสริมการลงทุน
สศค. คาดว่า การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวที่ 9.0% โดยได้รับปัจจัยบวกจากการลงทุนในเครื่องจักร เครื่องมือที่ขยายตัวสูงต่อเนื่องและการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ตามมาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ได้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนรวมของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.87 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 68.3%
- จัดทำงบประมาณปี 70 เสร็จไว ดันการใช้จ่ายภาครัฐ
สศค. คาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.5% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวดีที่ 3.2% ซึ่งเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา จากเดิมที่คาดว่าอาจล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อการช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect)
- เงินเฟ้อไทยอยู่ในกรอบที่ระดับ 2.0%
สศค. คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5% – 2.5%) โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 82.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 77.0-87.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา
อย่างไรก็ตาม วินิจระบุว่า ยังควรติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ
1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความผันผวนสูงและอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
2) ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าใหม่ หลังมาตรการภาษีชั่วคราว มาตรา 122 ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บในอัตรา 10% สิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม และสหรัฐฯ อาจกลับไปใช้มาตรา 301 ที่ 12.5% อีกครั้ง
3) สถานการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี

