ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และหนี้ครัวเรือนกดดันการเติบโต ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) สถาบันการเงินที่เน้นเจาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (MSME) ยังคงเดินหน้าสร้างผลงานขัดกระแส ด้วยการตั้งเป้าดันพอร์ตสินเชื่อรวมปี 2569 เติบโตสองหลัก (Double Digit) มุ่งสู่ระดับ 2 แสนล้านบาท ควบคู่การรักษาเสถียรภาพพอร์ตหนี้เสีย (NPL) ไม่ให้เกิน 4.5%
ประเด็นสำคัญ
รอยต์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า ธนาคารยังคงขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์การเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality Growth) โดยต่อยอดจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่ปล่อยสินเชื่อใหม่ขยายตัวได้ถึง 13.1% (YoY) สูงสุดเป็นประวัติการณ์
4 ปัจจัย ดัน ‘ไทยเครดิต’ โตสวนกระแส
1. ‘เติบโตอย่างระมัดระวัง’ ไม่ปล่อยสินเชื่อเกินตัว
แม้ธนาคารจะมีเป้าหมายดันพอร์ตสินเชื่อพุ่งแตะ 2 แสนล้านบาท แต่รอยต์ย้ำชัดว่า “การเติบโตต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ” ธนาคารจะไม่ฝืนปล่อยสินเชื่อเกินขีดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพราะนอกจากจะเป็นการทำร้ายผู้ประกอบการแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงต่อระบบธนาคารในระยะยาว โดยตั้งเป้ารักษา NIM ให้อยู่ในกรอบ 7.5 – 8.0%
2. โมเดล ‘Hybrid’ รับมือ Virtual Bank
ในกระแสการมาถึงของ Virtual Bank ที่เตรียมเข้ามาเจาะกลุ่มลูกค้าฐานราก (Underserved) ธนาคารมองว่าไม่น่าส่งผลกระทบในระยะสั้น ด้วยจุดแข็งของโครงข่าย 500 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับทีม Relationship Manager (RM) ที่ลงพื้นที่สร้างความสัมพันธ์และเข้าใจบริบทของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบดิจิทัล 100% ไม่สามารถทดแทนได้
“หัวใจความสำเร็จสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ไม่ใช่แค่ออกสินเชื่อให้ไว แต่คือกระบวนการจัดเก็บ (Cash Collection) และการเข้าถึงตัวลูกค้าที่แท้จริง” รอยต์ กล่าว
3. บริหารเสี่ยงรัดกุม คุม NPL อยู่ที่ 4.3%
ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อ SME ในระบบธนาคารพาณิชย์เผชิญปัญหาหนี้เสียพุ่งสูง แต่ CREDIT ยังรักษาระดับ NPL ไว้ได้ที่ราว 4.3% โดยมีตัวช่วยสำคัญอย่าง บสย. ค้ำประกันพอร์ตสินเชื่อหลักถึง 80% ซึ่งเมื่อคำนวณความเสี่ยงสุทธิแล้ว อัตราความเสียหายจริงถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมาก
4. เดินแผน Digital Transformation 2.0 ดัน ROE แตะ 20%
ธนาคารอยู่ระหว่างพัฒนา Core Banking ใหม่บนระบบ Cloud ซึ่งเน้นการพัฒนาแบบ In-house โดยทีมงานภายในเพื่อควบคุมต้นทุนการลงทุน (CAPEX) ไม่ให้สูงเกินจำเป็น ยึดปรัชญา “Slow is Fast” สร้างฐานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงก่อนขยายผล เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว และตั้งเป้าผลักดันอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้กลับขึ้นไปแตะระดับ 20%
ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ ‘แก้หนี้-ซ่อมสภาพคล่อง’ รายย่อย
รอยต์ กล่าวเพิ่มว่า เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ยังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไทยเครดิตได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คัดสรรมาเพื่อแก้ปัญหาตรงจุด ประกอบด้วย
- SME กล้าช่วย / SME กล้าสู้: สินเชื่อเพื่อการปรับโครงสร้างและเพิ่มสภาพคล่องสำหรับ SME ที่มีหลักประกัน แม้จะมีประวัติชะลอการชำระหนี้ในเครดิตบูโรจากช่วงวิกฤต โดยปรับ LTV ไว้ที่ประมาณ 50%
- Micro Max: ขยายวงเงินสินเชื่อรองรับกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ
- Consumer Loan & Home for Cash: สินเชื่อรวมหนี้ (Debt Consolidation) ช่วยลูกหนี้ปลดล็อกภาระดอกเบี้ยสูงจากบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (25-28%) มารวมไว้ที่ไทยเครดิต เพื่อลดดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 10% และขยายเวลากู้สูงสุดถึง 10 ปี เพื่อลดค่างวดรายเดือนให้ลูกหนี้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2569 (1H26) ธนาคารสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานในทุกมิติ
- พอร์ตสินเชื่อที่เติบโตถึง 13.1% YoY สอดรับกับเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit)
- อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 16.1% (อยู่ในกรอบเป้าหมาย 16.0-20.0%)
- การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio: CIR) อยู่ที่ 43.2%
- รักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 4.3% (ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่ำกว่า 4.5%) สะท้อนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และมีคุณภาพ

