วันนี้ (23 พฤษภาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก โดยระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้าภายใต้โครงการไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนร้านค้าชุมชนทั่วประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงผลการจัดกิจกรรมในครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ว่าได้รับเสียงตอบรับจากพี่น้องประชาชนอย่างดีเยี่ยม
- จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม: 181,748 คน ครอบคลุมพื้นที่ 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ
- ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ: จำนวน 9,669 ร้านค้า
- ปริมาณสินค้าที่นำมาจำหน่าย: รวมกว่า 232,015 ชิ้น
- มูลค่าการจับจ่ายใช้สอย: สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบรวม 23,933,544 บาท
- การลดภาระค่าครองชีพ: สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนได้กว่า 5,072,100 บาท
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่ ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่, ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP, ร้านค้าวิสาหกิจชุมชน, ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ค้ารายย่อย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่
โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับความนิยมและมียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ข้าวสาร ผลิตภัณฑ์ซักผ้า อาหารสด ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมถึงสินค้า OTOP ประเภทอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวัน
ลลิดา ได้กล่าวสรุปภาพรวมของโครงการว่า หากนับรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่การจัดกิจกรรมครั้งที่ 1 จนถึงครั้งที่ 4 โครงการ ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ สามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยสะสมรวมแล้วกว่า 110.89 ล้านบาท และสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนได้รวมกว่า 24.51 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น
“รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็ก การใช้กลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อกระจายสินค้าราคาประหยัดลงสู่ชุมชนทั่วประเทศในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ


