×

1 ปี สว. เสียงข้างน้อย ‘เทวฤทธิ์ มณีฉาย’ ภาวะเดดล็อกในกำแพงสีน้ำเงิน

04.01.2026
  • LOADING...
tewarit-senator-experience-constitutional-amendment-deadlock

HIGHLIGHTS

  • เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เล่าประสบการณ์ 1 ปีแรกที่ไม่ง่าย ของการทำหน้าที่ สว. และการเป็นเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา รวมถึงอำนาจที่เป็น ‘กล่องดวงใจ’ อย่างการเห็นชอบองค์กรอิสระ ซึ่งเขาวางบทบาทตนเองเป็น ‘ผ้าเบรก’ ที่ต้องท้วงติงตามหลักการ
  • เขาฉายภาพอำนาจอันเบ็ดเสร็จ ผ่านการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบประวัติองค์กรอิสระ และกำแพงของเสียงข้างมาก ที่ชนะในการลงมติได้ทุกครั้ง แม้กระทั่งการกดปราบผู้เห็นต่างด้วยกลไกทางจริยธรรม
  • ตั้งคำถามว่าใครเป็นตัวจริงผู้ถือ ‘กุญแจ’ สู่การแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อ สว. กลายเป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง ก่อนจะลงเอยที่การฉีก MOA และยุบสภา พร้อมยอมรับว่า เสียงข้างน้อยตกอยู่ในสภาวะ ‘เดดล็อก’
  • เขายังมองว่าทางออกระยะยาวอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รื้อที่มาของ สว. ที่เป็นปัญหา เพื่อไม่ให้องคาพยพต่างๆ ของประเทศถูกเกาะกุมจนเบ็ดเสร็จ

เทวฤทธิ์ มณีฉาย หรือ บัส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 18 (กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) เขาคืออดีตบรรณาธิการสำนักข่าวประชาไท กระทั่งก้าวเข้าสู่สภาสูงด้วยสถานภาพ ‘เสียงข้างน้อย’ ที่ประกาศตัวชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าต้องการเข้ามาเพื่อ “โหวตแก้รัฐธรรมนูญ”

 

ตลอด 1 ปีของการทำหน้าที่ เทวฤทธิ์มีภาพจำเรื่องการลุกขึ้นอภิปรายเสนอหลักการเพื่อคัดง้างกับมติเสียงข้างมากของ ‘สว. สีน้ำเงิน’ โดยเฉพาะการทักท้วงเรื่อง ‘หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์’ ในวาระพิจารณาเห็นชอบบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ในองค์กรอิสระ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. แม้จะแพ้โหวตครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การส่งเสียงของเขาก็เป็นหลักหมายให้สังคมสังเกตเห็นความผิดปกติของวุฒิสภาชุดนี้

 

 

บทสนทนาระหว่าง THE STANDARD และเทวฤทธิ์ เกิดขึ้นหลังรัฐสภาปิดการประชุมสมัยสามัญ และก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 ซึ่งสถานการณ์ได้ชักพามาสู่การ ‘ยุบสภา’ ในที่สุด ทว่าหลายๆ ข้อสังเกตของเขาในบทสนทนานี้ถือว่าค่อนข้างตรงกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้นตามมา

 

เขาเริ่มด้วยการสรุปความรู้สึกของการอยู่ในหมวก สว. เสียงข้างน้อย มาตลอด 1 ปี กับอีก 5 เดือนครึ่ง ด้วยคำว่า “หนักมาก”

 

เทวฤทธิ์บอกว่า เป้าหมายของเขามาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากการเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีเงื่อนไขต้องใช้เสียงเห็นชอบของ สว. จำนวน 1 ใน 3 ของวุฒิสภาด้วย ทำให้ช่วงแรกของการรับสมัคร สว. มีการรณรงค์ ‘สมัครเพื่อโหวต’ ด้วยจุดมุ่งหมายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

เดิมทีเดียวเขาวางบทบาทตัวเองเป็นผู้สมัครแบบ ‘โหวตเตอร์’ คือโหวตให้ผู้สมัครคนอื่นในกลุ่มอาชีพเดียวกันได้เข้ารอบไปต่อ ทว่าเมื่อเข้าสู่รอบการเลือก สว. ระดับประเทศ ก็ไม่เหลือบุคคลเพียงพอที่จะโหวตเพื่อเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เทวฤทธิ์จึงเสนอตัวเป็น ‘แคนดิเดต’ ในรอบสุดท้าย ก่อนจะได้รับเสียงสนับสนุนจนติดอันดับมาเป็น สว. ตัวจริง

 

เป้าหมายของเรามันมีเท่านี้ งานส่วนอื่นๆ เนี่ยเป็นงานแถม แต่ปรากฏว่างานที่เป็นหัวใจทางอำนาจหลัก มันไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไง แต่เป็นเรื่องขององค์กรอิสระ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญและหลายๆ พรรค หลายๆ กลุ่มก้อนทางการเมืองอาจจะดูเบาในเรื่องนี้

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์อธิบายว่า กลุ่มที่มุ่งเน้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องที่มาของ สว. ซึ่งมองว่าขาดความยึดโยงกับประชาชน ทว่าเมื่อเขาเข้ามาอยู่ท่ามกลางกลไกการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมีเสียงข้างมากอันเป็นเอกภาพที่ระหว่าง 130-150 เสียง และบางครั้งอาจถึง 160 เสียง จึงมีความจำเป็นต้องรักษาหลักการโดยการทำหน้าที่เป็น “ผ้าเบรก” หรือ “ร้องทัก” บ้าง 

 

แม้บางฝ่ายเห็นว่าควรใช้อำนาจภายนอก แต่เทวฤทธิ์กลับมองว่าเป็นการยื่นดาบให้อีก ดังเช่นคราวที่มีการล่ารายชื่อ สว. เสียงข้างน้อย เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ สว. เสียงข้างมากหยุดปฏิบัติหน้าที่ เทวฤทธิ์เป็น 1 ใน สว. เสียงข้างน้อยที่ออกตัวว่า ไม่สนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

 

“ตั้งแต่แรกเราก็ปวรณาตัวว่า เราวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญฉ่ำมาก ทั้งคำวินิจฉัยที่ผ่านมา หรือที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราไม่ควรจะไปให้ความชอบธรรมตรงนั้น แต่ครั้นมาอภิปรายในสภาฯ พูดไปแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะฟัง แต่สุดท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไปลงมติตามกลุ่มก้อนของเขา อันนี้ไม่ได้กล่าวหา เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเราได้เก็บรวบรวมมติต่างๆ โดยเฉพาะมติสำคัญๆ ก็จะชัดเจนว่าเป็นกลุ่มก้อนประจักษ์” 

 

“ถามว่าเหนื่อยไหม เทียบกับทำงานข่าวที่ก่อนหน้านี้เป็นบรรณาธิการประชาไท อันนี้เหนื่อยกว่า เพราะว่าในงานข่าว เรายังอยู่กับวัฏจักรของงาน เรารู้ว่าจะต้องดีลกับใคร แต่อันนี้เราต้องเรียนรู้แพลตฟอร์มใหม่หมดเลย กระบวนการใหม่หมด ลงไปถึงต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอีก ความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะที่เป็นกล่องดวงใจ ค่อนข้างยาก แทบจะปิดประตูเลย”

 

ต่อให้เราเปิดประเด็นปัญหา เขายังไม่ยอมเปลี่ยน มันก็ยาก เพราะท้ายสุด เสียงเราไม่มีนัยในทางจำนวน สุดท้ายแล้วกลไกเหล่านี้ใช้นัยในทางจำนวนอย่างเดียวในการที่จะเปลี่ยน ดังนั้น ถ้าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เสียงข้างน้อยท่ามกลาง ‘กำแพงจำนวน’

 

เราให้เขาฉายภาพประสบการณ์ในฐานะเสียงข้างน้อยของสภาสูง เทวฤทธิ์ระบุว่า สว. ในกลุ่มเสียงข้างมาก มีทั้งกลุ่มที่มาจากสายมหาดไทย คนทำงานมวลชน ตำรวจ ฯลฯ ซึ่ง “มีลูกล่อลูกชนเยอะมาก” เทวฤทธิ์บอกว่า เขาเองมองกลุ่มเสียงข้างมากด้วยความเข้าใจว่าแต่ละคนมีบทบาทแบบใด ในทางส่วนตัวแล้วก็มองในแง่ดี แม้เมื่อมีการพูดคุยกันก็ยังยืนยันในหลักการอยู่

 

เทวฤทธิ์เองก็เป็นหนึ่งใน สว. เสียงข้างน้อย ที่ถูกร้องเรื่องจริยธรรมเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดก็ยกคำร้องไปในเชิงเทคนิค 

 

ส่วนเรื่องการข่มขู่คุกคามหรือเข้ามาพูดคุยนั้น ส่วนตัวเขาไม่เคยโดน ซึ่งเจ้าตัวคาดว่า “เขาคงคิดว่าผมคุยไม่ได้ เหมือนมีเส้นการวางจุดยืน หรือเรียกว่าวางสายสิญจน์ไว้รอบตัวแล้ว”

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา วุฒิสภาได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือการร้องจริยธรรม นันทนา นันทวโรภาส หนึ่งในหัวหอกของ สว. จุดเริ่มต้นมาจากถ้อยคำว่า “คนขายหมู” ที่นันทนากล่าวขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์ระบบการคัดเลือก สว. เข้าไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆ ว่ามีความบิดเบี้ยว จนผู้มีพื้นฐานประสบการณ์ไม่ได้ทำหน้าที่ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของตนเอง เป็นผลให้ สว. แดง กองมา คู่กรณี ซึ่งเคยแนะนำตัวเองว่ามีอาชีพคนขายหมู ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท รวมถึงร้องเรียนต่อคณะกรรมการจริยธรรมของวุฒิสภา

 

แม้ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2568 ศาลอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยชี้ว่าเป็นการวิจารณ์ระบบการได้มาซึ่ง สว. โดยสุจริต ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล แต่เหตุการณ์ในสภาฯ กลับเป็นตรงกันข้าม เมื่อกลไกจริยธรรมของวุฒิสภายังคงเดินหน้าสอบสวนต่อ โดยฝ่ายเสียงข้างมากพยายามหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นชนักติดหลัง เพื่อจำกัดบทบาทนันทนาให้เผชิญความเสี่ยงสูงสุดถึงขั้นถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือตัดสิทธิทางการเมือง

 

เทวฤทธิ์มองปรากฏการณ์นี้ว่า กลไกจริยธรรมของวุฒิสภาใช้เพียงเสียงข้างมาก ซึ่งต่อให้พยายามทำงานแบบสื่อมวลชน อย่างการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดและจริง หากแนวโน้มคนส่วนใหญ่เห็นพ้องก็มีโอกาสขับเคลื่อนได้ แต่สำหรับในวุฒิสภา ต่อให้หยิบยกข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมาอภิปรายอย่างไร กลุ่มก้อนที่อยู่กับอีกขั้วอุดมการณ์ หรือกลุ่มที่เกิดความกลัว ก็จะทำให้ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

สว. เทวฤทธิ์ยังวิพากษ์ถึงปัญหาในระดับรากของระบบ สว. ที่คิดบนสมมติฐานว่า สว. ทุกคนเป็นอิสระ การลงมติแต่ละครั้งจึงเป็นอิสระทั้งหมด ไม่มีแนวคิดการจับกลุ่มก้อนกัน แต่โดยธรรมชาติของคนเมื่ออยู่รวมกัน ย่อมจับกลุ่มกัน และมีแนวโน้มจะเลือกข้างที่ชนะ อีกทั้งกลไกของ สว. นั้นก็ไม่ได้เอื้อต่อฝ่ายเสียงข้างน้อยเลย 

 

เขามองว่า ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้เสียงข้างน้อยอยู่ในสภาพจำยอม บางคนที่เข้ามาด้วยอุดมการณ์ แต่เมื่อสู้ไปแล้วไม่สามารถผลักดันอะไรได้ หลายคนก็อาจจะไปเข้าร่วมในบางเรื่อง แล้วอาจจะได้โอกาสในการผลักดันเรื่องอื่น ตราบใดที่ไม่ใช่ประเด็นที่เป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของวุฒิสภา

 

“เขาอาจจะคิดว่า เป็นการทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากไม่รู้สึกว่าเราเป็นศัตรูไปทั้งหมด เรื่องปลีกย่อยที่เป็นประเด็นการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกองค์กรอิสระ เราอย่าไปขวางเขาเลย มาอยู่ในกรรมาธิการบางคณะที่สามารถผลักดันได้บางเรื่อง เขาก็ให้ตำแหน่งแห่งที่ให้ทำงาน แบบนี้ดีกว่า คนเหล่านี้ก็อาจจะเลือกทางนี้”

 

ในเรื่องของการเปลี่ยนจุดยืนหรือวางอุดมการณ์นั้น ในเชิงบุคคลผิดหรือไม่ เทวฤทธิ์ระบุว่า ก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ แต่เรื่องที่เขาเห็นว่าผิดจริง คือกลไกกติกาที่ออกแบบมาให้ สว. ไม่มีพื้นที่ให้เสียงข้างน้อยเลย ด้วยฐานคิดว่า สว. ทุกคนมีอิสระ จึงไม่มีกลไกในการแบ่งสัดส่วนกรรมาธิการเหมือนอย่างสภาผู้แทนราษฎร ที่แบ่งสัดส่วนตามพรรคการเมือง

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ชี้ให้เห็นแง่ลบว่า ในเมื่อทุกอย่างสามารถโหวตได้ด้วยเสียงข้างมากที่เห็นแล้วว่ามีความเป็นเอกภาพ  เรื่องนี้ไม่ถูกปกปิด เพราะถือว่าเป็น ‘ทรัพยากรทางการเมือง’ เมื่อมีอำนาจ ก็จำเป็นต้องแสดงออกมา หลายฝ่ายก็กังวลเรื่องจริยธรรม แม้กระทั่งกรณีของนันทนา “จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็เป็นเรื่องขึ้นมา”

 

เทวฤทธิ์เทียบกับกรณีที่ตนเองถูกร้องจริยธรรมเกี่ยวกับจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ ที่เขายืนยันมาโดยตลอดว่าต้องแก้ได้ทุกหมวดทุกมาตรา แม้ท้ายสุดคณะกรรมการจริยธรรมจะอ้างว่ายกคำร้องไปในเชิงเทคนิค แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าเรื่องนี้จะไม่กลับมาอีกในรูปแบบอีก ทว่ากรณีของนันทนา เทวฤทธิ์คาดว่า อาจเป็นเรื่องความไม่พอใจส่วนตัว จากท่าทีการแสดงออก

 

“จุดนี้ผมต้องวิจารณ์เลยนะ ถ้าผมเป็นนักกลยุทธ์ของฝั่งน้ำเงิน ด้านหนึ่งอาจจะสามารถกดปราบให้เห็นว่าแม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณก็โดนได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาพใหญ่มันดูแย่ และถูกตั้งคำถาม ช่วงนั้นหลายๆ คนก็เริ่มลืมเรื่องฮั้ว สว. กันไปแล้ว แต่พอมีประเด็น อ. นันทนา ก็กลับมาถูกวิจารณ์อีกรอบ”

 

“ผมคิดว่าถ้าพูดในแง่นี้ มันไม่คุ้มสำหรับเขา ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่นะ” เขาทิ้งท้ายแบบกลั้วหัวเราะ

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

องค์กรอิสระจากสายธารสีน้ำเงิน?

 

หนึ่งในอำนาจที่เป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของวุฒิสภา คืออำนาจการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน 

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ 15 คน 

 

  1. การลงมติลับในห้องประชุมใหญ่

 

เทวฤทธิ์ฉายภาพจากการสังเกตการณ์ว่า ในการทำหน้าที่ช่วงแรก กรรมาธิการกิจการวุฒิสภา หรือเรียกกันโดยลำลองว่า ‘วิปวุฒิฯ’ ใช้เสียงข้างมากโหวตเลือกตัวแทนจากกรรมาธิการสามัญคณะต่างๆ เข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ จำนวน 12 คน และอีก 3 คน เป็นตัวแทนจากวิปวุฒิฯ เอง

 

ด้วยวิธีโหวตเสียงข้างมากดังกล่าว เป็นเหตุให้กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้าม เนื่องจากมี สว. เสียงข้างน้อยเป็นประธาน จึงไม่เคยถูกเลือกเข้าไปในกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ เลย

 

อย่างไรก็ตาม มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงกลางปี หรือประมาณเดือนมิถุนายน ที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล พลิกบทบาทเป็นฝ่ายค้าน เทวฤทธิ์ออกตัวว่า ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน วุฒิสภาก็ได้เปลี่ยนวิธีการเลือกตัวแทนกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ จากการโหวต ให้เป็นการส่งตัวแทนแบบหมุนเวียนเรียงตามลำดับ ทำให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย พอจะมีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ได้บ้าง

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ยกตัวอย่างกรณีของ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ที่ด้านหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภา แต่อีกด้านหนึ่งเป็นที่รู้กันว่า เขาเป็นแกนกลางของเครือข่าย ‘สีน้ำเงิน’ ที่ประสาน สว. เสียงข้างมากไว้ด้วยกัน สอดคล้องกับข้อสังเกตโดยเทวฤทธิ์ที่ว่า วุฒิชาติได้นั่งเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ในแทบทุกคณะ คือจากจำนวน 10 คณะ จะพลาดไปเพียง 2-3 คณะเท่านั้น ต่อเรื่องนี้ วุฒิชาติเคยอธิบายว่า เนื่องจากตนเองเป็นเลขาฯ วิปวุฒิสภา จึงอาจได้ตำแหน่งตามโควตา เพื่อให้กระบวนการสอบประวัติไม่ต้องเรียนรู้ใหม่  

 

เขายังเคยแซววุฒิชาติเอาว่า กรรมาธิการคมนาคมที่ท่านเป็นประธาน มีศักยภาพอะไรในการพิจารณาคน และความจริงควรจะเปลี่ยนชื่อเป็นกรรมาธิการคมนาคมและการสอบประวัติฯ ซึ่งวุฒิสภาก็หยอกกลับว่า ถ้าท่านเสนอมา ผมก็อาจจะรับข้อเสนอ 

 

ทั้งนี้ ในการเสนอชื่อกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ แต่ละครั้ง จะต้องผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาห้องใหญ่ก่อน โดยทั่วไป สว. ที่เป็นตัวแทนของวิปวุฒิสภาจะลุกขึ้นเสนอชื่อครั้งละ 15 คน เป็นแพ็ค ซึ่งบ่อยครั้งจะมี สว. เสียงข้างน้อย รวมถึงเทวฤทธิ์ด้วยลุกขึ้นอภิปรายคัดค้าน และเสนอชื่อตัวแทนมาแข่ง แต่เมื่อลงมติกันจริงๆ ก็แพ้ให้เสียงข้างมากอยู่ดี และจะเห็นได้ว่าคะแนนโหวตให้รายชื่อทั้ง 15 คนนั้น เสียงข้างมากแทบจะไม่มีแตกแถว 

 

ดังนั้น คุณไม่ต้องมีจำนวนเสียงถึง 150-160 เสียงหรอก แค่ 101 เสียง ก็สามารถครองทั้ง 15 คน ในกรรมาธิการสอบประวัติฯ ได้แล้ว ฝ่ายเสียงข้างน้อยต่อให้มีถึง 99 เสียง ก็ไม่สามารถสู้กับอีก 101 เสียงได้ นี่คือภาพความเป็นเอกภาพของเขา

 

กระนั้นเองในช่วงปีที่ผ่านมา มี สว. หลายคนในกลุ่ม ‘สีน้ำเงิน’ ที่แม้จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีต่างๆ ทั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่ก็ยังเข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ และต่อมา สว. กลุ่มนั้น ก็เป็นผู้ร้องเองเสียด้วย เมื่อครั้งที่กลุ่ม สว. นำโดย พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร รวมรายชื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น รวมถึงอธิบดี DSI

 

ในเวลาต่อมา สว. กลุ่มดังกล่าวบางคนก็ตัดสินใจถอนตัวจากกรรมาธิการตรวจสอบประวัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่า ป้องกันเรื่องหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเทวฤทธิ์เองได้หยิบยกเหตุการณ์นี้มาอภิปรายสนับสนุนหลายครั้งว่า มี สว. หลายท่านที่นำทางไว้แล้ว แต่ทำไมเมื่อมีการเสนอญัตติให้วุฒิสภาชะลอวาระการแต่งตั้งองค์กรอิสระอื่นๆ หลายครั้ง เสียงข้างก็กลับไม่ชะลอ

 

เขาเชื่อว่า ภายหลังเสียงข้างมากเขาอาจจะคิดได้ ทำให้ไม่นำหลักการนั้นนำมาใช้กับกรณีอื่นๆ แม้จะมีบางคนถอนตัวไป แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเดินหน้าต่อ

 

เทวฤทธิ์ให้ข้อสรุปว่า สุดท้ายแล้ว กรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ก็ดี หรือความพยายามชะลอก็ดี อำนาจที่แท้จริงก็อยู่ที่การโหวตมติลับ ต่อให้เราเข้าไปนั่งในกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ พยายามซักไซ้ไล่เลียงอย่างไร สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่มติวุฒิสภา

 

THE STANDARD รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ สว. ชุดนี้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ราว 1 ปี พบว่า มีการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระไปแล้ว 13 คน ประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน, กกต. 3 คน, ป.ป.ช. 4 คน, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 4 คน และผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน 

 

และในอนาคตต่อไปจนกว่าจะครบวาระ 5 ปี ของวุฒิสภาชุดนี้ วุฒิสภายังมีอำนาจให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระที่กำลังจะหมดวาระหรือพ้นจากตำแหน่งได้อีกมากถึง 20 คน

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

ภาวะเงื่อนตาย-คลายไม่ออก

 

เราถามเทวฤทธิ์ตรงๆ ว่า เมื่อประมวลสถานการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ถึงจุดที่บอกได้แล้วหรือไม่ว่า ภารกิจของ สว. เสียงข้างน้อย ประสบกับสภาวะ ‘เดดล็อก’ (Deadlock) หรือเงื่อนตาย เพราะไม่ว่าพยายามเพียงใดก็ก้าวไม่พ้นกำแพงของเสียงข้างมากไปได้

 

เทวฤทธิ์ตอบคำถามด้วยการหยิบยกทฤษฎีที่ว่า ใน MOA 4 ข้อ ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยนั้น มีอีกข้อตกลงหนึ่งที่พูดไม่ได้ คือ ความเชื่อว่า พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล หรือพรรคภูมิใจไทยนั้น “มีความสามารถในการสื่อสาร มีความสัมพันธ์ที่ดี หรือมีแนวโน้มที่จะคิดเห็นตรงกับ สว.” ดังนั้น การจะโน้มน้าว สว. ก็ต้องเป็นประเด็นทางการเมือง ดังที่ MOA กระทำ 

 

“ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ากว่าจะถึงวันนั้น มันจะได้รับการพิสูจน์ว่าต่อให้คุณ MOA จนถึงที่สุดแล้ว มันก็ไม่มีผลหรือเปล่า” เทวฤทธิ์กล่าว

 

สิ่งที่เทวฤทธิ์สงสัย กลับกลายเป็นความจริงหลังจากการสนทนาของเรา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ประเด็นแตกหักอยู่ที่การเสนอให้ปลดล็อกเงื่อนไขเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งผลการลงมติกลับกลายเป็นว่า สส. พรรคภูมิใจไทย โหวตเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกับ สว. เสียงข้างมาก หรือเรียกได้ว่าเป็นการฉีก MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน

 

ผลจากความขัดแย้งในสภาฯ นำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีรายงานข่าว ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลต่อตัวแทนพรรคประชาชนว่า “พวกเราพยายามเจรจากับ สว. เต็มที่แล้ว แต่เราไปสั่ง สว.ให้ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้”

 

ประเด็นดังกล่าวนี้จะล้อไปกับการตั้งข้อสังเกตของเทวฤทธิ์ที่เราได้คุยกันต่อไป แต่สำหรับคำถามก่อนหน้า เทวฤทธิ์ยอมรับตรงๆ ว่า สภาวะปัจจุบัน “ก็เป็นเดดล็อกจริงๆ นะ” ทั้งด้วยระบบที่ออกแบบมา 

 

“ความจริงแล้วการถอดถอน สว. ก็ง่าย เพียงแค่มีคนนอกมาร้องเรื่องจริยธรรม ก็สามารถพิจารณาให้ถอดถอนได้ เหมือนกรณีของ อ. นันทนา ที่มีทนายความคนนอกร้องจริยธรรม แต่ถึงที่สุดแล้วก็ล็อกอยู่กับเสียงส่วนใหญ่อยู่ดี ร้องง่าย แต่ถอดถอนยาก”

 

“ด้วยสมมติฐานว่า สว. เป็นอิสระ จึงไม่มีหลักการการันตีของเสียงส่วนน้อย ดังนั้น การใช้เสียงส่วนมากทั่วไปก็สามารถตัดสินเรื่องต่างๆ ได้แล้ว”

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เมื่อ สว. เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง?

 

เราชวนคุยต่อไปว่า แม้กระทั่งพรรคประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์เด่นชัด ยังตัดสินใจทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทย ด้วยความมุ่งหมายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ เราถามเทวฤทธิ์ในฐานะ 1 ใน สว. และผู้สังเกตการณ์การเมืองว่า พรรคประชาชนเองก็มอง สว. เป็นหนึ่งเครื่องมือต่อรองทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยมีใช่หรือไม่ แม้ทั้ง 2 พรรคคู่สัญญา ต่างฝ่ายก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

 

“ผมคิดว่าเขาก็ไม่น่าจะปฏิเสธอย่างแข็งขันนะ เพราะสิ่งนี้ถือเป็นมูลค่าที่ฝ่ายการเมืองของ ‘เขา’ ถืออยู่ มันคือการบอกว่า ‘ฉันสามารถสื่อสารหรือโน้มน้าว สว. ได้’ โดยที่ สว. นั้นมีเอกภาพ และพลานุภาพที่สำคัญแน่นอน และ สว. นี้ก็มีส่วนในการเห็นชอบองค์กรอิสระ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ ‘ซัลโว’ ทางการเมือง เดิมทีเดียวจะเป็นหน้าที่ทหาร แต่เวลานี้ไม่ต้องแล้ว เพราะมีองค์กรอิสระทำหน้าที่ซัลโว” 

 

เทวฤทธิ์ชี้ว่า ในพื้นที่ทางการเมืองหรือทางรัฐศาสตร์ ‘เขา’ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ในพื้นที่ทางนิติศาสตร์ เขาพูดไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น กุญแจสำคัญที่บางฝ่ายมองว่าอยู่ที่ สว. ความจริงแล้วกุญแจอาจอยู่ที่เจตนารมณ์ทางการเมืองของฟากฝ่าย ‘เขา’ มากกว่า บางฝ่ายก็บอกว่า แล้วเขาจะไปปลดกุญแจทำไม ในเมื่อเขาได้เปรียบทุกประตูอยู่แล้ว

 

เราเชื่อว่าเทวฤทธิ์อาจอ้างถึงคำพูดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่เคยกล่าวถึงการทำข้อตกลงของทั้ง 2 พรรค ไว้ว่า “เมื่อเราไม่ได้ถือกุญแจ แต่เขาเป็นคนถือกุญแจ ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนและรับความเสี่ยงกัน ถือเป็นการตัดสินใจเสี่ยงเพื่อหยิบกุญแจนั้นมาไขกลอนเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ”

 

เทวฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคภูมิใจไทยเริ่มมีภาษีกลับขึ้นมา แม้ว่าที่ผ่านมาก็อยู่ในภาวะได้เปรียบตลอด เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเสียงอันดับ 2 แต่ก็มีอิทธิพล 

 

จนกระทั่งได้ สว. มา เขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะแสดงพลานุภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว อะไรต่างๆ นัยนี้เป็นการสื่อสารแน่นอน ใครมองจากดาวอังคารก็รู้ เพียงแต่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมาย

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เจตจำนงเดิม: แก้กติกา ผ่าทางตัน

 

คำถามที่ตามมาคือ ท่ามกลางเดดล็อกดังกล่าวนี้ ในบทบาทของ สว. เสียงข้างน้อย ควรจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีความหวังปลายอุโมงค์หรือไม่ในมุมมองของเขา

 

สว. เทวฤทธิ์เกริ่นว่า ส่วนตัวแม้ไม่เห็นด้วยกับการใช้กลไกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อย่างที่พรรคเพื่อไทยกระทำ เพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ หรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็จะเป็นไปตามกลไกของฝ่ายบริหาร 

 

แต่เขายังมีความหวังเล็กๆ ว่า กกต. ยังมีกระบวนการคัดกรองคนที่กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหาออกไปได้ และยังเชื่อว่า ใน สว. เสียงส่วนใหญ่ ยังมีคนที่ไม่ได้รู้เห็นในเรื่องของการกระทำความผิด (ถ้ามี) หากสามารถคัดผู้กระทำความผิดออกไปได้ สัดส่วนของเสียงข้างมากก็จะค่อยๆ น้อยลงไป จนกระทั่งเกิดความสมดุล

 

“อำนาจ สว. ไม่ใช่แค่การกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นอำนาจของการส่งไม้ต่อ หรือประทับร่างทรงไปยังองค์กรอื่น การทำให้วุฒิสภานี้มีความสมดุลมากขึ้น อย่างน้อยก็จะทำให้ไม่เกิดเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ และในอนาคตองค์กรอิสระก็มีโอกาสจะมีความสมดุลมากขึ้น”

 

“ผมไม่คิดว่าทุกคนมีความผิดหมดนะ แต่อย่างน้อย กกต. อาจจะสามารถพิจารณาคัดคนที่มีปัญหาออกไปบ้าง หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่บ้าง เพื่อเปิดให้วุฒิสภาเป็นพื้นที่หลากหลายมากขึ้น”

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ทิ้งท้ายว่า ทางออกที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ หรือการได้มาซึ่ง สว. เพราะส่วนตัวเขามองว่า เราไม่ควรใช้หลักการว่า สว. ทุกคนจะเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง ทุกคนจะโหวตอย่างมีเจตจำนงเสรี ซึ่งไม่จริง เพราะโดยธรรมชาติทางการเมืองแล้ว ย่อมต้องมีการต่อรอง รวมกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน 

 

เขามองว่า วุฒิสภาควรใช้หลักการสร้างบทสนทนาระหว่างกัน เช่น สภาผู้แทนราษฎร ที่วางเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียงข้างน้อยในการให้ความเห็นชอบด้วย เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะสร้างการต่อรองหรือบทสนทนาระหว่างเสียงข้างน้อยและเสียง

ข้างมาก แต่ต้องไม่ใช่เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะ สว. เองก็มีบทเรียน

 

สำหรับผม เกมระยะยาวคือต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้ก็คือแค่เปลี่ยนมือ

 

“เพราะเมื่อสุดท้ายเขาสามารถครองอำนาจได้ ทั้งอำนาจซัลโว อำนาจชี้ว่าใครควรเป็นคนซัลโว และเป็นอำนาจรัฐบาลอีก ดังนั้น ฝ่ายต่างๆ ก็เห็นว่ามาลงทุนกับตรงนี้ดีกว่า บ้านใหญ่ก็เริ่มเข้ามา เพราะมีแต่คนเลือกข้างชนะ ผมคิดว่าถึงที่สุดแล้ว ถ้ายิ่งช้า มันจะยิ่งเบ็ดเสร็จมากขึ้น ครอบคลุมทุกองคาพยพ” เทวฤทธิ์ระบุ

 

คำตอบสุดท้ายของเทวฤทธิ์พาเราหวนมายังเป้าหมายแรกสุดของเขา คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าบทบาทของ สว. เสียงข้างน้อยจะยังมีอยู่อย่างจำกัดในรั้วสภาฯ แต่ความเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่จะมีขึ้นควบคู่ไปกับวันเลือกตั้ง สส.

 

ทั้งนี้ การทำประชามติวันดังกล่าว จะถือเป็นการเปิดประตูบานแรกสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกเสียงของประชาชนที่เดินเข้าสู่คูหามีผลในการกำหนดอนาคตนั้น แม้จะเผชิญกับอุปสรรคมากมายก็ตามที

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising