ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ‘ตะวัน’ นักศึกษาและนักกิจกรรมวัย 25 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการถ่ายทอดสดตั้งคำถามเกี่ยวกับการย้ายพื้นที่ของกลุ่มผู้ชุมนุมชาวนาเพื่อเปิดทางให้ขบวนเสด็จผ่านเมื่อปี 2565
ประเด็นสำคัญ
ศาลวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแฝงเจตนาหมิ่นประมาทและอาฆาตมาดร้าย ไม่ใช่การใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์
ที่มาที่ไปของคดี
คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565 ทานตะวันได้ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวบริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ฝั่งตรงข้ามอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 จะเคลื่อนผ่านพื้นที่ดังกล่าว โดยมีเนื้อหาตั้งคำถามกรณีที่กลุ่มชาวนาถูกให้ย้ายพื้นที่ชุมนุม
ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ในวันนั้นทานตะวันถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมโดยไม่มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และไม่ได้แจ้งจุดหมายปลายทางขณะอยู่บนรถ โดยเจ้าหน้าที่พาตัวไปยังสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ก่อนย้ายต่อไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ซึ่งไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ รวมทั้งมีการปฏิเสธไม่ให้ทนายความเข้าพบในช่วงแรกโดยระบุว่าต้องรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา หรือ ‘นาย’
จากเหตุการณ์ดังกล่าว พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องรวม 4 ข้อหา ประกอบด้วย ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ (3) ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 138 และความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 368
ผลกระทบจากคดีนี้ทำให้ทานตะวันถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในปี 2565 เป็นเวลา 37 วัน จากกรณีศาลสั่งเพิกถอนการประกันตัว และครั้งที่ 2 ในปี 2566 ทานตะวันร่วมกับ อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ ‘แบม’ แสดงเจตจำนงถอนประกันตนเองเพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาลและเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง ซึ่งในครั้งนั้นทานตะวันได้อดอาหารประท้วงเป็นเวลานานถึง 53 วัน
ศาลพิพากษาละเมิด ม.112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
ในการอ่านคำพิพากษาเมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (31 สิงหาคม) ศาลอาญาได้พิจารณาประเด็นข้อหาความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยชี้ว่า การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์จะต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง กล่าววาจา หรือแสดงกิริยาอันมิบังควรที่ลดทอนเกียรติยศหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งต้องพิจารณาจากบริบทแวดล้อมประกอบ
แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 แต่ศาลเห็นว่าเนื้อหาเป็นการตั้งคำถามที่แฝงการหมิ่นประมาทและอาฆาตมาดร้าย แม้ขบวนเสด็จจะยังเดินทางมาไม่ถึง แต่บริเวณดังกล่าวอยู่ระหว่างการตั้งขบวนรอรับเสด็จ ซึ่งการถวายความปลอดภัยประมุขของรัฐเป็นแนวทางปฏิบัติปกติของนานาอารยประเท
ศาลระบุเพิ่มเติมว่า พระมหากษัตริย์ทรงวางตัวอยู่เหนือการเมืองและใช้อำนาจผ่านทางรัฐสภา การแก้ไขปัญหาของผู้ชุมนุมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่หน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ที่กำลังศึกษาวิชานิติศาสตร์ย่อมต้องทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี
การที่จำเลยอ้างว่ากลุ่มชาวนาต้องย้ายพื้นที่เพราะพระมหากษัตริย์ประทับรถยนต์ผ่านและกษัตริย์ละเลยต่อประชาชนนั้น ศาลเห็นว่าหากจำเลยต้องการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องพาดพิงหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ การที่จำเลยพูดในลักษณะหมิ่นประมาทหลายครั้งแสดงให้เห็นถึงเจตนา ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยสุจริต และเมื่อกระทำการผ่านเฟซบุ๊กจึงเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าข้อมูลเท็จที่กระทบต่อความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ยกข้อหาฝ่าฝืน-ขัดขวางเจ้าพนักงาน
ส่วนข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 368 ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงว่า ขณะจำเลยกำลังถ่ายทอดสด พ.ต.อ.สมยศ ได้ห้ามจำเลยถึง 3 ครั้งและให้ออกจากพื้นที่ เมื่อพิจารณาตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัยฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ถวายความปลอดภัย
พ.ต.อ.สมยศ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าว เมื่อห้ามแล้วจำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
ในส่วนของข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138 ศาลพิจารณาคำเบิกความของพยานที่สอดคล้องกันว่ามีการรวบตัวและอุ้มจำเลยยกขึ้นรถ โดยมี ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ พยายามรวบขาจำเลยเพื่อให้หยุดใช้เท้าเนื่องจากถูกจำเลยถีบ จำเลยมีอาการขัดขืน ดิ้นรน ใช้แขน ศอก ลำตัว และใช้เท้าถีบออก
ศาลพิเคราะห์ว่าการที่จำเลยถูกจับกุมทันทีโดยไม่มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และไม่ได้แจ้งว่าจะพาไปที่ใดขณะอยู่บนรถ ย่อมเป็นปกติที่จำเลยจะเกิดความตกใจกลัว แม้จะมีการใช้เท้าต่อเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเพียงการดิ้นรนจากความตกใจกลัวเพื่อออกจากการจับกุม ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่
อนุญาตประกันตัว วางหลักทรัพย์ 1 แสนบาท
ศาลจึงมีคำพิพากษาว่า ทานตะวัน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 368 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3) พร้อมมีคำสั่งให้ริบของกลางคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย
โดยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลให้ลงโทษในกรรมที่หนักที่สุดคือฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้จำคุก 3 ปี และความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ลงโทษปรับ 900 บาท
อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงเหลือโทษจำคุกในฐานความผิดตามมาตรา 112 เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และโทษปรับในฐานความผิดตามมาตรา 368 คงเหลือ 600 บาท
ต่อมาในเวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทานตะวันในระหว่างการอุทธรณ์ โดยใช้หลักทรัพย์เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร


