วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามข้อเท็จจริงกรณีการร้องเรียนเรื่องวัตถุดิบไม่ตรงตามฉลาก โดยระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้บริโภค โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดที่กระทบต่อสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการได้รับข้อมูลสินค้าที่ไม่ถูกต้อง และการจำกัดอิสระในการเลือกซื้อสินค้า เนื่องจากหากผู้บริโภคทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นปลานิล ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกซื้อในราคาที่ถูกกว่า หรือตัดสินใจเลือกซื้อยี่ห้ออื่นได้ตามความเหมาะสม ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายต่อไป
ศุภมาสเปิดเผยเพิ่มเติมว่า แม้ผู้ประกอบการจะอ้างว่าความผิดเกิดขึ้นเพียงเรื่องเดียวคือการใช้ปลาไม่ตรงตามที่ขออนุญาตไว้ แต่ในทางกฎหมายถือว่าเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและกฎหมายหลายฉบับ ทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.อาหาร และกฎหมายโรงงานเกี่ยวกับการขออนุญาตจัดตั้งสถานประกอบการ ซึ่งได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดตรวจสอบความถูกต้องของโรงงาน พร้อมประสานไปยังศูนย์ดำรงธรรมและ สคบ. ทั่วประเทศ เพื่อรับข้อมูลจากผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าจากจำนวนปลากระป๋องที่อายัดไว้กว่า 10,000 กระป๋อง น่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงสาเหตุของการเปลี่ยนชนิดปลา ผู้ประกอบการอ้างว่าเป็นเพียงล็อตทดลอง เพื่อหาวัตถุดิบอื่นมาทดแทน แต่เกิดความผิดพลาดในกระบวนการ ซึ่งศุภมาสตั้งข้อสังเกตว่าคำชี้แจงดังกล่าวดูไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมากถึงหลักหมื่นกระป๋อง อีกทั้งความผิดพลาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคในวงกว้างและกระทบต่อผู้ผลิตรายอื่น
ส่วนประเด็นเรื่องต้นทุนที่อ้างว่าไม่ต่างกันแต่เลือกใช้ปลานิลเพราะยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะนำมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่
ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการอายัดสินค้าทุกชนิดที่ต้องสงสัยว่าวัตถุดิบไม่ตรงตามฉลาก พร้อมสั่งการให้ผู้ประกอบการเรียกคืนสินค้าทั้งหมดจากท้องตลาดทันที
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเอกสารการจัดซื้อปลานิลไม่สอดคล้องกับใบอนุญาตผลิตปลากระป๋องยี่ห้อดังกล่าวที่ระบุว่าเป็นปลาแมคเคอเรล ขณะนี้ได้ส่งตัวอย่างไปให้กรมประมงวิเคราะห์สายพันธุ์และให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และโลหะหนัก รวมถึงตรวจสอบมาตรฐานสุขลักษณะ (GMP) ของสถานที่ผลิต ซึ่งพบว่าไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้รับอนุญาตไว้
สำหรับบทลงโทษนั้น ผู้ประกอบการรายนี้จะถูกดำเนินคดีในข้อหาผลิตอาหารปลอมตาม พ.ร.บ.อาหาร ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงข้อหาแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท และสถานที่ผลิตไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งมีโทษปรับตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าความผิดดังกล่าวเป็นคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้ หากผลการตรวจวิเคราะห์พบการปนเปื้อนเพิ่มเติมก็จะถูกดำเนินคดีซ้ำตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริโภคที่พบว่าปลากระป๋องยี่ห้อนี้เป็นปลานิลหรือชนิดอื่นที่ไม่ใช่แมคเคอเรล สามารถติดต่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ อย. และ สคบ. ทุกแห่งทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม เจ้าของโรงงานได้เข้าชี้แจงต่อศุภมาส พร้อมระบุว่า สินค้าขายได้ไม่ดี จากสภาพเศรษฐกิจ พร้อมได้ยกมือไหว้ขอโทษ และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ว่าทางบริษัทต้องขอโทษกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ เบื้องต้นได้ติดต่อเจรจาพูดคุย และเยียวยาผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของโพสต์ร้องเรียนแล้ว
เจ้าของโรงงานยืนยันด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2554 รวมระยะเวลา 15 ปี บริษัทตั้งใจผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ โดยบริษัทเป็นลักษณะธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กที่สืบทอดต่อจากบิดา โดยมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายตามร้านขายส่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและใกล้เคียง แต่ไม่ได้ส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ และไม่ได้ส่งไปจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ











