‘ศุภาลัย’ เปิดภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมไทยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา พบว่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ จากแรงกดดันด้านต้นทุนก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยในรอบปีที่ผ่านมา ยอดเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี และมีแนวโน้มยืดเยื้อไปถึงปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น และให้น้ำหนักกับ ‘คุณภาพโครงการ’ มากกว่าปัจจัยด้านราคาหรือทำเลเพียงอย่างเดียว
ส่งผลให้คอนโดมิเนียมประเภท ‘Ready to Move’ หรือโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะผู้ซื้อสามารถเห็นห้องจริง คุณภาพจริง และเข้าอยู่อาศัยได้ทันที ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

แม้การหายไปของนักลงทุนที่ซื้อเพื่อเก็งกำไร ทำให้ยอดขายช่วงเปิดตัวโครงการอาจไม่หวือหวาเท่าเดิม แต่ ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บอกว่า “เรายอมเสียโอกาสในการสร้างยอดขายหวือหวาในช่วงเริ่มต้น ดีกว่าต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากยอดปฏิเสธการโอนในภายหลัง”
เขาอธิบายว่า นักลงทุนที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรมักมองหา ‘Unit Price’ ที่ต่ำที่สุด หรือห้องที่เป็น ‘Rare Item’ ที่ขายต่อได้ง่าย ขณะที่กลุ่ม Real Demand ให้ความสำคัญกับ ‘พื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่า’ จึงเป็นโอกาสของกลุ่ม Real Demand ซึ่งเป็นดีมานด์ที่ยังคงมีอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง
เกมของผู้เล่นตัวจริง ‘แบกต้นทุน คุมดอกเบี้ยต่ำสุดในตลาด 1.9%’
แม้บริบทตลาดจะเปลี่ยนไป แต่ ไตรเตชะ ระบุว่า บริษัทฯ แทบไม่ต้องปรับตัวมากนัก เนื่องจากแนวคิดการพัฒนาโครงการยึด Real Demand เป็นหลักมาตั้งแต่ต้น
ด้านกลยุทธ์ ศุภาลัยใช้วิธีจำกัดสิทธิ์การซื้อ 1 คนต่อ 1 ยูนิต และกำหนดเงินดาวน์ในระดับสูง ในโครงการที่อาจเป็นที่สนใจของกลุ่มนักเก็งกำไร เพื่อคัดกรองเฉพาะลูกค้าที่มีความพร้อมและมีความตั้งใจโอนจริง แม้จะทำให้ยอดขายช่วงแรกไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความเสี่ยงระยะยาว
หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการ “ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ” คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมอยู่ มูลค่า 4,600 ล้านบาท บนพื้นที่ 13 ไร่ ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 2 อาคาร ได้แก่ อาคาร A สูง 30 ชั้น และอาคาร B สูง 27 ชั้น รวม 1,607 ยูนิต และพื้นที่ร้านค้า 7 ยูนิต
ด้วยขนาดโครงการที่ใหญ่และจำนวนยูนิตจำนวนมาก ทำให้สามารถคัดกรองนักลงทุนเก็งกำไรได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากโครงการลักษณะนี้มีการแข่งขันสูง และผู้ซื้อสามารถเข้าถึงยูนิตจากโครงการได้โดยตรงจึงไม่จูงใจนักเก็งกำไร
ผลลัพธ์คือ โครงการมีสัดส่วนผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และมีอัตราการยกเลิกสัญญาหรือเปลี่ยนใจต่ำกว่าโครงการทั่วไปอย่างชัดเจน
ไตรเตชะระบุว่า การโฟกัส Real Demand ตั้งแต่ต้นส่งผลให้ช่วงก่อสร้าง โครงการทำยอดขายเฉลี่ยสูงสุด 55 ล้านบาทต่อเดือน

“ลูกค้ากลุ่ม Real Demand จะพิจารณา 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ทำเล ราคา ส่วนกลาง และรูปแบบห้อง” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าโครงการได้เปรียบจากการพัฒนาบนที่ดินแปลงใหญ่ ทำให้ต้นทุนต่อยูนิตต่ำลง ทำให้จัดเต็มกับ Facility ให้หลากหลายกว่าโครงการทั่วไป
เมื่อเทียบกับทำเลเอกมัย-ทองหล่อ ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โครงการนี้ยังสามารถทำราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 75,000 บาทต่อตารางเมตร แม้ขนาดห้องที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้ราคาต่อยูนิตสูงกว่าคอนโดฯ ขนาดเล็ก แต่สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นคือความคุ้มค่าในระยะยาว
อีกหนึ่งจุดเด่นของคอนโดมิเนียมแบบสร้างเสร็จพร้อมอยู่ คือผู้ซื้อสามารถเห็นของจริงก่อนตัดสินใจ
“การได้เห็นสถานที่จริงช่วยให้ลูกค้าจินตนาการการใช้ชีวิตได้ชัดเจน และลดความเสี่ยงเมื่อเทียบกับการซื้อแบบ Pre-sales ที่มีเพียงโมเดลหรือห้องตัวอย่าง”
ในมุมของไตรเตชะ เมื่อเป็นโครงการพร้อมอยู่ ปัจจัยด้านเหตุผลจะมีน้ำหนักเหนืออารมณ์ ผู้ซื้อสามารถประเมินความคุ้มค่าได้ทันที ทั้งในแง่ขนาดห้อง พื้นที่ใช้สอย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่จริงและรองรับการใช้งานได้จริง
นอกจากความมั่นใจจากการได้เห็นห้องจริงแล้ว คอนโดมิเนียมแบบสร้างเสร็จพร้อมอยู่ยังช่วยแก้โจทย์สำคัญเรื่องสินเชื่อได้อย่างตรงจุด เพราะลูกค้าสามารถตรวจสอบวงเงินกับธนาคารได้ทันที ทำให้เห็นงบประมาณที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
ไตรเตชะบอกว่า หนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจคือ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยสนใจโครงการตั้งแต่ปีก่อน แต่เลือกรอจนก่อสร้างเสร็จ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ
“เมื่อเราเข้าใจความกังวลของลูกค้า สิ่งที่ทำคือเข้าไปช่วยปลดล็อกข้อจำกัดล่วงหน้า เราจะทำหน้าที่เหมือนที่ปรึกษาทางการเงิน เช่น แนะนำการเดินบัญชีสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือการยื่นภาษีให้ถูกต้องตามเกณฑ์ของธนาคาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อ”
ขณะเดียวกัน ศุภาลัยยังทำงานร่วมกับธนาคารพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกค้าได้รับการประเมินวงเงินล่วงหน้า ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านรายได้หรือภาระหนี้ เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ ลูกค้าจะสามารถกู้ผ่านได้ตามแผน
แนวทางนี้ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น ขณะที่อีกส่วนสามารถรอจนโครงการใกล้เสร็จโดยไม่กังวล และพร้อมตัดสินใจทันที
ผลลัพธ์สะท้อนผ่านยอดขายในช่วง 45 วันที่ผ่านมา หลังเปิดให้เข้าชมห้องจริง ซึ่งทำยอดขายได้เกือบ 160 ล้านบาท
การทำโครงการขนาดใหญ่ระดับ 4,600 ล้านบาทในสภาวะตลาดปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต่อให้ทำยอดขาย (Pre-sales) ได้เต็ม 100% ของตึก เม็ดเงินที่ลูกค้าเข้ามาช่วยซัพพอร์ตในช่วงแรกก็คิดเป็นแค่ 10% กว่าของมูลค่าโครงการอยู่ดี คอนโดมิเนียมจึงเป็นการลงทุนที่สูง กลายเป็นเกมของผู้เล่นที่มีศักยภาพ
“โครงการแบบ Ready to Move ต้องเริ่มตั้งแต่การบริหารต้นทุนเดิม และต้องมี Know-how มากพอที่จะควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้” เขากล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแรงและต้นทุนทางการเงินต่ำจะได้เปรียบในเกมนี้
ปัจจุบัน ศุภาลัยมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 1.90% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในตลาด ขณะเดียวกันมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 63% สะท้อนความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและรองรับความผันผวนได้ดี
ความได้เปรียบนี้ยังสะท้อนผ่านการบริหารโครงการในสถานการณ์วิกฤต เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา หลายโครงการในตลาดต้องหยุดก่อสร้างและเกิดความล่าช้า แต่โครงการของศุภาลัยสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง และส่งมอบงานได้ตามแผน
“ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากคำพูดหรือการตลาด แต่เกิดจากการที่ลูกค้าได้เห็นโครงการจริงที่สร้างเสร็จตามกำหนด และคุณภาพเป็นไปตามที่สัญญาไว้”

ถอดนิยาม ‘การพักผ่อน’ ยุคใหม่ผ่านงานดีไซน์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง
แนวคิดเรื่อง ‘คุณภาพชีวิต’ ถูกวางตั้งแต่วันแรกของการพัฒนาโครงการ เพราะมองเห็น นิยามใหม่ของคำว่า “พัก” ที่ต้องเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภายในห้อง พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงการสร้าง ‘Private Storage’ ห้องเก็บของส่วนตัวที่นำพื้นที่เหลือใช้ในอาคารมาทำเป็นห้องเก็บของแนบไปในโฉนด ถือเป็นโมเดล Win-Win ที่แก้ปัญหาพื้นที่จัดเก็บได้อย่างตรงจุด
ในมิติของการออกแบบอาคาร โครงการให้ความสำคัญตั้งแต่การวางเลย์เอาต์ โดยแก้ข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของห้องที่หันเข้าหากัน ด้วยการเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคาร และออกแบบพื้นที่ตรงกลางเป็นสระบัวขนาดประมาณ 500 ตารางเมตร เปลี่ยนมุมมองจากจุดอับให้กลายเป็นวิวธรรมชาติที่สบายตา

และด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้น โครงการจึงออกแบบ Facility ให้รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้ง Sky Lounge 2 จุด, Co-living & Co-working Space, สระว่ายน้ำโอลิมปิกไซส์, ล็อบบี้ขนาดใหญ่, ฟิตเนส 24 ชั่วโมง, ห้องแอโรบิก และโยคะ, Game Room ไปจนถึง Workshop Studio ที่มีห้องสำหรับไลฟ์สตรีม

พร้อมกันนี้ยังออกแบบฟังก์ชันให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น จุดรับส่งอาหาร (Food Drop) ที่แยกพื้นที่สำหรับไรเดอร์ และห้องรับพัสดุ (Drop Store)

“โจทย์ไม่ใช่แค่ทำส่วนกลางให้ใหญ่ แต่คือทำอย่างไรให้มีความหลากหลาย และสามารถรองรับความต้องการที่แตกต่างได้อย่างลงตัว” ไตรเตชะกล่าว

ในส่วนของยูนิตพักอาศัย โครงการเน้นห้องขนาดใหญ่เพื่อรองรับการอยู่อาศัยจริง ตั้งแต่สตูดิโอ 30 ตารางเมตร, 1 ห้องนอน 34–35.5 ตารางเมตร, 1 ห้องนอนพลัส 40–46 ตารางเมตร, 2 ห้องนอน 46–64 ตารางเมตร และ 3 ห้องนอน 80.5–100 ตารางเมตร
ทุกยูนิตมาพร้อม ‘Me Corner’ พื้นที่ยืดหยุ่นที่สามารถปรับใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นมุมทำงาน มุมพักผ่อน หรือพื้นที่ส่วนตัวอื่นๆ
โครงการเปิดตัวที่ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท โดยห้องขนาดใหญ่สุดแบบ 3 ห้องนอน จำหน่ายหมดแล้ว
ขณะที่ยูนิตแบบ 1 Bedroom Plus ได้รับความนิยมสูงสุด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าเชิงพื้นที่ เมื่อเทียบกับโซนเอกมัย-ทองหล่อที่ราคาสูงกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตร งบประมาณเดียวกันในทำเลนี้สามารถขยับจากห้องสตูดิโอขนาดเล็ก มาเป็นห้องที่มีฟังก์ชันและพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นได้อย่างชัดเจน
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการจัดสรรพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4.5 ไร่ ในรูปแบบ European Landscape ที่เชื่อมโยงพื้นที่พักผ่อน การออกกำลังกาย และกิจกรรมของครอบครัวเข้าด้วยกัน
แทนที่จะใช้โมเดลพัฒนาแบบดั้งเดิมที่เน้นจำนวนยูนิต ศุภาลัยเลือกเพิ่มความสูงของอาคารเพื่อคืนพื้นที่ด้านล่างให้กับสวนขนาดใหญ่ ส่งผลให้โครงการมีพื้นที่เปิดโล่งและคุณภาพชีวิตที่แตกต่าง
แม้บางยูนิตอาจไม่ได้ติดสวนโดยตรง แต่โครงการออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวกระจายอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ ตั้งแต่ด้านหน้า ตรงกลาง และด้านใน เพื่อให้ลูกค้าทุกอาคารสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างทั่วถึง


โอกาสบนทำเลเอกมัย-พัฒนาการ พื้นที่ใหญ่กว่า ในราคาต่ำกว่าครึ่ง
Pain point ของทำเลเอกมัย-พัฒนาการ คือแม้จะเชื่อมต่อเมืองได้สะดวก แต่ราคาคอนโดฯ ในย่านใจกลางอย่างเอกมัยและทองหล่อได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 150,000 บาทต่อตารางเมตรแล้ว ทำให้ผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยต้องมองหาทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
ไตรเตชะบอกว่า กลุ่มเป้าหมายหลัก 60–70% ของโครงการ คือคนที่ใช้ชีวิต ทำงาน หรือเดินทางไปยังเอกมัยและทองหล่อเป็นประจำ สิ่งที่ยังขาดในตลาดคือที่อยู่อาศัยที่เชื่อมต่อเมืองได้จริง และยังอยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้
โครงการจึงเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว ด้วยระดับราคาต่อตารางเมตรที่ไม่ถึง 75,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าย่านสุขุมวิทชั้นในมากกว่าครึ่ง ขณะที่ยังได้ห้องขนาดใหญ่กว่าและพร้อมอยู่อาศัยจริง
และที่ยังเป็น pain point ของย่านนี้คือการขาดโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เพียงพอ เมื่อเทียบกับโครงการในทำเลใกล้เคียง ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ จึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเดินทาง ราคา พื้นที่ใช้สอย และคุณภาพการอยู่อาศัยในเวลาเดียวกัน

เจาะ ‘Living Lab’ เปลี่ยนไซต์ก่อสร้าง 13 ไร่ เป็นห้องทดลองรักษ์โลก พิสูจน์แนวคิด ‘Supalai Self-proof’
ศุภาลัยเปลี่ยนโครงการ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ให้กลายเป็น The Living Lab ผ่านแนวคิด “Self-proof” เพื่อพิสูจน์ว่าการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่สามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับแนวคิด Zero Waste และการประหยัดพลังงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวตลอด 10-20 ปีให้กับผู้อยู่อาศัยได้จริง
“คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยไม่ได้เริ่มต้นในวันแรกที่เข้าอยู่ หากแต่เริ่มตั้งแต่กระบวนการคิดค้นและออกแบบโครงการ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และคุณภาพของกระบวนการก่อสร้างตั้งแต่ต้น” กิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าว

ไตรเตชะกล่าวเสริมว่า เมื่อก่อนเวลาพูดถึง ‘Living Lab’ อาจจะนึกถึงห้องทดลองแยกส่วนที่สำนักงานใหญ่ หรือตามไซต์งานต่างๆ เพื่อทดสอบการใช้วัสดุทั่วไป แต่สำหรับโครงการนี้ นิยามของ Living Lab ได้ขยับขยายไปสู่เรื่องความยั่งยืนเต็มรูปแบบ โดยมีโจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรเราจึงจะนำแนวคิดการ Reuse และ Recycle มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยตั้งเป้าหมายที่จะเอาขยะออกจากโครงการนี้ให้น้อยที่สุดและไม่เกินสัดส่วนที่กำหนดไว้
และวันนี้ได้พิสูจน์ผลลัพธ์ให้เห็นจริง ด้านการจัดการของเสียจากการก่อสร้าง สามารถบริหารจัดการขยะได้ดีกว่ามาตรฐานทั่วไปถึง 5 เท่า จากเดิมที่มีการประเมินว่าจะเกิดขยะจากการก่อสร้างประมาณ 3,300 ตัน โครงการสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้เหลือไม่ถึง 2 ลูกบาศก์เมตร ผ่านกระบวนการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ อาทิ คอนกรีตเหลือใช้จากรถโม่ปูนถูกนำมาใช้เป็นพื้นรองก่อนการเทถนน, หัวเสาเข็มที่ถูกตัดทิ้งจำนวน 300 ต้น ถูกนำมาทำเป็นฐานเกาะในสระน้ำและพื้นที่ตกแต่ง, พาเลทไม้ที่ใช้ขนส่งอิฐมวลเบาถูกนำกลับมาใช้ซ้ำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 7 ปีเพื่อลดการตัดต้นไม้, เศษคอนกรีตปูทางเดินที่เหลือใช้ถูกนำไปบริจาคให้แก่วัดและโรงเรียน ส่วนเศษอิฐมวลเบาที่เหลืออีกกว่าแสนก้อนได้นำไปบดเพื่อใช้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินแทนการใช้ปูนขาว ซึ่งมีส่วนช่วยลดการระเบิดภูเขาเพื่อผลิตปูนขาวในทางอ้อม

“ข้อได้เปรียบของโครงการนี้คือ ‘พื้นที่’ ที่กว้างและไม่หนาแน่นเหมือนโครงการทั่วไป ระหว่างการก่อสร้างจึงมีพื้นที่สำหรับบริหารจัดการและกองวัสดุเหลือใช้”
โครงการมีพื้นที่สีเขียวและสวนส่วนกลางขนาดใหญ่ถึง 4 ไร่ครึ่ง หรือเกือบ 6,000 ตารางเมตร ซึ่งต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล ศุภาลัยจึงออกแบบระบบหมุนเวียนน้ำโดยไม่พึ่งพาน้ำประปาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น รวบรวมน้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของความเย็นจากแอร์ภายในโครงการที่มีมากถึง 3,000-4,000 เครื่อง นำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้
โครงการมีน้ำพุขนาดใหญ่ 2 อัน ซึ่งต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกวันเพื่อป้องกันคราบตะไคร่ น้ำที่เปลี่ยนออกมาทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปรดน้ำต้นไม้ทันที ไม่มีปล่อยทิ้งเป็นศูนย์
นอกจากนี้ ศุภาลัย ยังจับมือคู่ค้าอย่าง TOA และ TOA-Gypsum นำนวัตกรรมมาใช้ในโครงการ อาทิ เปลี่ยนจากพาเลทไม้แบบ Single-use มาเป็นพลาสติกที่แข็งแรง ใช้งานหมุนเวียนมานาน 7 ปี เปลี่ยนฝาพลาสติกครอบหัว Anchorage มาเป็นฝาพลาสติกที่ใช้ซ้ำได้ รวมถึงนวัตกรรมการเชื่อมท่อสปริงเกอร์แบบจุดเดียว แทนการใช้ข้อต่อ 3 ทาง ลดจุดเชื่อมจาก 3 ครั้งเหลือ 1 ครั้ง ลดโอกาสรั่วซึม ลดสนิม และลดควันพิษจากการเชื่อม หรือการใช้เครื่องแยกตะกอนสีออกจากน้ำล้างถังสี ทำให้น้ำที่เหลือสามารถปล่อยเข้าบ่อบำบัดได้ตามปกติโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสั่งผลิตยิปซัมขนาดพิเศษให้พอดีกับโถงทางเดินกว้าง 1.5 เมตร ลดเศษเหลือทิ้งได้ถึง 30% และเศษฝ้าที่เหลืออีก 5% จะถูกส่งกลับโรงงานเพื่อนำไปรีไซเคิลผลิตเป็นแผ่นฝ้าใหม่
นอกจากการดูแลสุขอนามัยของคนงานกว่า 500 คน เช่น พาทีมแพทย์มาตรวจสุขภาพและวัดสายตาแล้ว ศุภาลัยยังสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงกระบวนการ ด้วยแคมเปญ Waste Bank (ธนาคารขยะ) เปลี่ยนทัศนคติคนงานให้เก็บขวด, แก้ว, กระป๋อง ติดมือลงมาจากตึกตอนเลิกงานเพื่อสะสมแต้มคะแนน โดยทุกๆ 15 วัน สามารถนำแต้มมาแลกของอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึงมีการนำสายรัดพาเลทพลาสติกมาส่งเสริมให้แรงงานถักเป็นตะกร้าเพื่อนำไปขายสร้างรายได้เสริม ทำให้แทบไม่มีขยะหลุดรอดออกจากโครงการนี้เลย
“แนวคิดเรื่องการหมุนเวียนวัสดุและการลดขยะเป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะทำในทุกโครงการครับ บทเรียนและองค์ความรู้” จาก Living Lab จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนที่จับต้องได้จริง”

บทพิสูจน์ธุรกิจอสังหาฯ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกได้จริง
เมื่อพูดถึงศุภาลัย ภาพจำเรื่องคุณภาพ ความคุ้มค่า และห้องขนาดใหญ่ยังเป็นสิ่งที่ลูกค้ารับรู้ได้ชัดเจน แต่ไตรเตชะมองว่า ในวันที่แบรนด์ต้องสื่อสารกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือการ “บาลานซ์” ระหว่างลูกค้ากลุ่มที่ตัดสินใจจากความเชื่อมั่นในชื่อเสียงระหว่างทาง กับกลุ่มที่รอเห็นโครงการสร้างเสร็จจริงก่อนโอนกรรมสิทธิ์
เขาอธิบายว่า ศุภาลัยต้องการสร้างการรับรู้ใหม่ผ่าน “End Product” ที่สมบูรณ์แบบ โดยโครงการล่าสุดสะท้อนสิ่งนี้จากเสียงตอบรับของลูกค้าที่เข้ามาตรวจรับห้อง ซึ่งส่วนใหญ่พึงพอใจและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ทันที
อีกด้านหนึ่ง ศุภาลัยยังต้องการตอกย้ำบทบาทของการเป็นดีเวลลอปเปอร์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผ่านแนวคิด “Self-proof” ด้วยการตั้งโจทย์ท้าทายตัวเองให้ทำได้เหนือกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายและ EIA แม้หลายกระบวนการจะไม่ได้ช่วยลดต้นทุนโดยตรง และบางครั้งยังเพิ่มความซับซ้อนในการทำงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความภูมิใจและการพิสูจน์ว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกได้จริง
“ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ เปรียบเหมือนจุดสรุปของแนวคิดด้านความยั่งยืนที่ศุภาลัยสะสมมา และเป็นความพยายามเปลี่ยนภาพจำ ที่มักมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็น ‘ผู้ร้าย’ ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นพลังบวกที่ส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสังคมอยากลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลโลกใบนี้ไปด้วยกัน

